หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผ่า 5 ปีเศรษฐกิจยุคทักษิณ รับผลพวงรัฐบาลเก่า

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549

คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประกอบด้วย อัมมาร สยามวาลา,สมชัย จิตสุชน,สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ,ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ ได้นำเสนองานวิจัยชื่อ "ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของนโยบายรัฐบาลทักษิณ" ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวานนี้ โดยมีทั้งหมด 5 ด้าน "กรุงเทพธุรกิจ" จะทยอยตีพิมพ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์นี้เป็นผลงานส่วนบุคคลของคณะผู้เสนอ ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของทีดีอาร์ไอ

บทวิเคราะห์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นมีผลงานเป็นอย่างไร โดยจำกัดการวิเคราะห์เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ประเมินแง่มุมทางสังคมและทางการเมือง โดยทั่วไปแล้ว ผลงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หรือของนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนเด็ดขาดจากผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ หรือจากการขับเคลื่อนของกลไกอื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้ อย่างไรก็ตาม ในบทวิเคราะห์นี้จะพยายามแยกผลงาน ของรัฐบาลไทยรักไทย และของ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งด้านบวก และด้านลบออกจากปัจจัยอื่นๆ เท่าที่ทำได้ ผลงานทางเศรษฐกิจที่เลือกวิเคราะห์แบ่งออกเป็นสามด้านใหญ่ๆ คือ ด้านความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ด้านความโปร่งใสในการบริหารเศรษฐกิจ และด้านนโยบายประชานิยมรวมทั้งนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค

1.ผลงานด้านความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ : กรณีศึกษาการฟื้นตัวและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทรัพย์

ข้อสรุปผลการวิเคราะห์ :

1. การฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทยนั้นขึ้นกับความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศส่วนใหญ่ฟื้นตัวก่อนไทย ยกเว้นเพียงอินโดนีเซียซึ่งประสบปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในขณะที่รัฐบาลทักษิณได้ประโยชน์ จากความมีเสถียรภาพก่อนหน้าการเข้ามาบริหาร

2. ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ในภาวะปกติ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาลทักษิณ สูงกว่าอัตราปกติของประเทศ หรือสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับพัฒนาการเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย

3. มีหลักฐานสนับสนุนการใช้ทฤษฎี Dual Track Economy สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะในช่วงที่มีทรัพยากรส่วนเกินเหลืออยู่ แต่รัฐบาลทักษิณมิได้มีส่วนในการเพิ่มอุปสงค์ภายในมากนัก การเพิ่มขึ้นของการบริโภคมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

4. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีผลตอบแทนแท้จริงในระยะที่รัฐบาลทักษิณบริหารค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดัชนีตกต่ำไปลึกมากก่อนรัฐบาลทักษิณ อย่างไรก็ตาม พบว่าในระยะสองปีหลังของรัฐบาลทักษิณ อัตราผลตอบแทนของไทยติดลบและมีผลงานต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ผลรวมคือแม้รัฐบาลทักษิณจะบริหารมา 5 ปีเต็ม อัตราผลตอบแทนตลาดหลักทรัพย์ไทย ก็ยังไม่สามารถลบล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้

รัฐบาลทักษิณได้รับเครดิตค่อนข้างมากในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะในเรื่องการนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติที่เริ่มในปี 2540 การล้างหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด การกล่าวอ้างถึงความสามารถของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้ก้าวทันประเทศพัฒนาแล้ว การนำเสนอทฤษฎีการบริหารเศรษฐกิจแบบ Dual Track Economy โดยอ้างว่าเป็นแนวคิดแบบใหม่ที่ไม่เคยมีคนทำมาก่อน

บทวิเคราะห์ในส่วนนี้จะทำการประเมินว่า ผลงานการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลทักษิณ เป็นอย่างที่กล่าวข้างต้นมากน้อยเพียงใด โดยจะทำการเปรียบเทียบผลทางด้านเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลทักษิณ เทียบกับประสบการณ์ในอดีตของไทย และเปรียบเทียบกับผลงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และผู้นำประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะใกล้เคียงกับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ :

เครดิตที่รัฐบาลทักษิณได้รับในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติทางการเงินและเศรษฐกิจปี 2540 น่าจะเกิดขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ "รู้สึก" ว่า ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากรัฐบาลทักษิณเข้ามาบริหารประเทศไม่นาน เพื่อที่จะตอบคำถามว่าความรู้สึกนี้มีส่วนถูกต้องมากน้อยเพียงใด ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าแต่ละประเทศที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจนั้นได้ "ฟื้นตัว" อย่างเต็มที่ในปีใดบ้าง ซึ่งแสดงไว้ในตารางที่ 1

จะเห็นว่า (ก) ระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นตัวจะนานหากวิกฤติเศรษฐกิจมี "ความลึก" หรือรุนแรงมากกว่า และ (ข) เกือบทุกประเทศฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก่อนประเทศไทย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าวิกฤติไม่รุนแรงเท่า (ค) มียกเว้นเพียงอินโดนีเซียเท่านั้นซึ่งฟื้นตัวหลังไทยประมาณครึ่งปี ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าถึงแม้การหดตัวของ GDP จะไม่แรงเท่าไทยในช่วงสองปีแรกของวิกฤติ แต่อินโดนีเซียก็มีปัญหาอื่นเช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อที่สูงมากในปี 2541-2542 (ร้อยละ 58 และ 20 ตามลำดับ) ซึ่งไทยไม่มีปัญหานี้เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ความมีเสถียรภาพมากกว่าอินโดนีเซียตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณ ซึ่งการมีเสถียรภาพในช่วงนั้นมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปี 2545-2546 ในช่วงรัฐบาลทักษิณอย่างปฏิเสธมิได้

ดังนั้น แม้การเปรียบเทียบการฟื้นตัวระหว่างอินโดนีเซียกับไทย จะดูเหมือนว่าไทยมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า จนเป็นผลให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาลทักษิณทั้งหมด น่าจะเป็นผลงานร่วมระหว่างการมุ่งรักษาเสถียรภาพในรัฐบาลก่อนหน้าและการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลทักษิณมากกว่า ส่วนการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ารัฐบาลทักษิณมีผลงานดีกว่าเช่นกัน เพราะทุกประเทศได้ฟื้นตัวก่อนที่รัฐบาลทักษิณจะเข้าบริหารประเทศไทยเสียอีก

การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาวะปกติ

เมื่อเศรษฐกิจหลุดพ้นจากวิกฤติแล้ว คำถามถัดมาคือรัฐบาลทักษิณได้บริหารเศรษฐกิจ จนทำให้เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจเหนือกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตหรือเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบไว้ในตารางที่ 2 และ 3

หากดูรวมๆ แล้ว เศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาลทักษิณระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2544-2548) มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าประเทศในแถบอาเซียนประมาณร้อยละ 0.5-1.0 แต่เมื่อแยกเป็นสองช่วงจะพบว่าในช่วงระยะฟื้นตัวภายใต้รัฐบาลทักษิณ (ปี พ.ศ. 2544-2546) จะดีเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้รับผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลกจากผลของฟองสบู่ IT แตกในปี 2544 (ซึ่งไทยก็รับผลกระทบเช่นกัน และเป็นปีแรกของรัฐบาลทักษิณด้วย แต่ผลกระทบน้อยกว่า) แต่ในช่วงที่สองคือปี พ.ศ. 2547-2548 ซึ่งเป็นระยะที่เศรษฐกิจพ้นจากวิกฤติแล้ว กลับพบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย มิได้โดดเด่นกว่าประเทศเพื่อนบ้านเลย คือขยายตัวใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย ต่ำกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และสูงกว่าเกาหลีใต้ (ซึ่งฟื้นตัวก่อนไทยและมีการกระตุ้นการบริโภคภายในเกินตัวในช่วงปี 2541-2543 จนส่งผลเสียให้อัตราการขยายตัวในระยะหลังแผ่วไปมาก) และหากดูอันดับการขยายตัวของไทยก็พบว่าในระยะสองปีนี้ อันดับของไทยตกไปอย่างรวดเร็ว คือในปี 2548 อยู่ในอันดับที่ 15 จาก 26 ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย จากที่เคยอยู่อันดับที่ 6-7 ในระยะ 3 ปีก่อนหน้า

คำอธิบายหนึ่งของการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของไทย อาจมาจากปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลทักษิณเอง เช่น เรื่องไข้หวัดนกและเรื่องสึนามิเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลของสองเหตุการณ์นี้ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมิได้มีมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด ตัวอย่างเช่น รายได้จากการท่องเที่ยวที่ขาดหายไปในปี 2548 เนื่องจากสึนามินั้นคิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 0.35 ของ GDP เท่านั้น

กล่าวโดยสรุป อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาลทักษิณนั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีต และกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ความแตกต่างในเรื่องของจังหวะเวลา และระดับการขยายตัวส่วนใหญ่ยังคงอธิบายได้ด้วยปัจจัยภายนอก ในขณะที่ผลทางเศรษฐกิจส่วนที่มาจากการบริหารนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าประเทศใดดีกว่าประเทศใดอย่างชัดเจน

ทฤษฎี Dual Track Economy

ทฤษฎี Dual Track Economy ตามที่เสนอโดยรัฐบาลทักษิณนั้นสาระหลัก คือการให้ความสำคัญกับอุปสงค์ภายใน และภายนอก เท่าเทียมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลทักษิณไม่เคยมีความชัดเจนว่า สมควรใช้ทฤษฎีนี้ในภาวะการณ์ใดบ้าง ในส่วนนี้จะทำการวิเคราะห์นัยสำคัญของทฤษฎีนี้ว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด และรัฐบาลทักษิณมีส่วนมากน้อยเพียงใดในการดำเนินการตามทฤษฎีนี้ วิธีการคือการสร้างแบบจำลองขนาดเล็ก ที่อธิบายอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านจากปัจจัยภายนอก (การส่งออก) และปัจจัยภายใน (การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ) ซึ่งผลการประมาณการเสนอในตารางที่ 4 พบว่าการกระตุ้นการบริโภคภายใน จะได้ผลดีสำหรับประเทศไทยและเกาหลีใต้

เนื่องจากมีค่าสัมประสิทธิ์สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในขณะที่การกระตุ้นด้วยการใช้จ่ายภาครัฐมีผลไม่มากนัก โดยเฉพาะในกรณีของไทยมีผลต่ำ (เกาหลีใต้ไม่มีผลเลย) ส่วนประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอกสูงกว่าประเทศอื่นๆ ผลตรงนี้แสดงว่าการกระตุ้นการบริโภคภายในสำหรับประเทศไทย จะมีส่วนช่วยเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ซึ่งเป็นการสนับสนุนแนวคิด Dual Track Economy แต่อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า ปัจจัย "ยุคทักษิณ" มิได้มีผลในการอธิบายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยและประเทศเพื่อนบ้านเลย (ยกเว้นฟิลิปปินส์ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวที่สูงในช่วงเวลาตรงกับที่รัฐบาลทักษิณบริหารประเทศไทย) ตรงกับข้อสังเกตก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลทักษิณมิได้มีผลงานที่โดดเด่นกว่ารัฐบาลประเทศอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลงานด้านตลาดหลักทรัพย์

ตารางที่ 5 เปรียบเทียบอัตราผลตอบแทน (ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ใน 3 ช่วงเวลา ซึ่งพบว่ามีข้อสรุปที่คล้ายๆ กับกรณีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคืออัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทย ในช่วงที่รัฐบาลทักษิณบริหาร สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ โดยมีอัตราผลตอบแทนสูงมากในช่วงแรก (2544-2546) ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการปรับตัวเพิ่มขึ้น จากที่ตกต่ำลึกกว่าประเทศอื่นในช่วงก่อนหน้า (2540-2543) คือตกลึกถึงร้อยละ 30 และเป็นการปรับเพิ่มขึ้น จนทดแทนได้หมดสิ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อัตราผลตอบแทนยังไม่ปรับเข้าสู่ภาวะปกติ ในระยะเวลาเดียวกัน ตรงนี้จึงถือได้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีผลงานดีกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ในระยะสองปีหลังของรัฐบาลทักษิณ ดัชนีของไทยก็ปรับตัวลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก และเมื่อคิดจากตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ยังคงติดลบอยู่ร้อยละ 4.1 ซึ่งแม้จะดีกว่าประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ก็ไม่ต่างมากนัก และต่ำกว่าประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์พอควร


วิกฤติคลัง "ประชานิยม" ขาลง

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549

3 นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ ชำแหละ 5 ปีรัฐบาลทักษิณเศรษฐกิจโตได้ดีเฉพาะช่วง 3 ปีแรก และรัฐบาลก่อนมีส่วนหนุนการฟื้นตัว ขณะที่อีก 2 ปีหลังไม่ดีไปกว่าประเทศอื่น ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าภูมิภาค และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ "ทักษิณ" ได้รับผลจากการเอื้อประโยชน์ของรัฐบาล ด้านนโยบายประชานิยม ไม่ช่วยเพิ่มรายได้และอนาคตทุ่มเงินหนุนยากขึ้น หลังฐานะการคลังมีปัญหา

คณะวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งประกอบด้วย ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิจัยเกียรติคุณ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ฝ่ายการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย เข้าร่วมนำเสนอผลการวิเคราะห์เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบายรัฐบาลทักษิณ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วานนี้ (29 มี.ค.)

ดร.อัมมาร กล่าวเกริ่นนำว่า งานวิจัยดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันทีดีอาร์ไอ และเป็นการประเมินเฉพาะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ได้วิเคราะห์ในมุมของสังคม และการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดร.สมชัย กล่าวว่า ในงานวิจัยจะเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องใหญ่และแยกเป็น 5 เรื่องย่อย เริ่มจาก ความรุ่งเรืองเศรษฐกิจ ความโปร่งใสในการบริหารเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเรื่องหุ้นชินคอร์ป และนโยบายประชานิยม

ทั้งนี้ จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยในช่วง 5 ปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความชื่นชมอย่างมาก การฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทยนั้นขึ้นกับความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศส่วนใหญ่ภูมิภาคฟื้นตัวก่อนไทย

โดยสาเหตุหนึ่งที่ไทยฟื้นตัวเร็วช้ากว่าประเทศอื่น อาจจะเป็นเพราะวิกฤติของไทยรุนแรงมากกว่าประเทศอื่น แต่หากเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย การที่ไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าก็อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไทย มีเสถียรภาพมากกว่ามาตั้งแต่ก่อนรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงน่าจะเป็นผลงานร่วมกัน ระหว่างการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อน กับการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

รัฐบาลทักษิณทำดีช่วง 3 ปีแรก

ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยหลังจากวิกฤตินั้น ในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นแต่ก็ถือได้ว่าเป็นไปตามรูปแบบที่ควรจะฟื้นตัวได้มากอยู่แล้ว แต่ในช่วง 2 ปีหลัง คือปี 2547-2548 เศรษฐกิจไทยกลับไม่ได้ขยายตัวอย่างเด่นชัดกว่าประเทศอื่น โดยขยายตัวต่ำกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อีกทั้งการจัดอันดับของไทยยังตกลงอย่างมากจากอันดับประมาณ 6-7 ในช่วงปีแรกของรัฐบาลเหลือเพียง 15 ในปี 2548 เท่านั้น

ภาพรวมโดยเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ขยายตัวได้มากกว่าประเทศอื่นในเอเชียเท่าใดนัก โดยขยายตัวเฉลี่ยสูงกว่าประเทศในอาเซียนประมาณ 0.5-1.0% เท่านั้น ทั้งนี้ หากพิจารณาการขยายตัวที่ชะลอลงของไทยในช่วงหลังนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ไข้หวัดนก หรือสึนามิ แต่จริงๆ แล้ว ผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวไม่ได้กระทบมากอย่างที่เข้าใจกัน โดยผลจากสึนามินั้นกระทบกับจีดีพีประมาณ 0.35% เท่านั้น

"ในรอบ 5 ปีที่เศรษฐกิจดูเหมือนจะดีกว่าประเทศอื่น แต่มีการเปลี่ยนแปลงของ Performance ในช่วงปีท้ายๆ ทำให้บอกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ดังนั้น การที่รัฐบาลบอกว่าจะพาประเทศไปเป็นผู้นำคงไม่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันใกล้" ดร.สมชัยกล่าว

ตลาดหุ้นผลตอบแทนยังติดลบ

ด้านการขยายตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 5 ปีของรัฐบาลทักษิณนั้น ดร.สมชัย กล่าวว่าเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทน (ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ใน 3 ช่วงเวลา ซึ่งพบว่ามีข้อสรุปที่คล้ายๆ กับกรณีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคืออัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ โดยมีอัตราผลตอบแทนสูงมากในช่วงแรก ปี 2544-2546 เพิ่มขึ้น 33.2% ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการปรับตัวเพิ่มขึ้น จากที่ตกต่ำลึกกว่าประเทศอื่นในช่วงก่อนหน้า ปี 2540-2543 คือตกลึกถึง 30% และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจนทดแทนได้หมดสิ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อัตราผลตอบแทนยังไม่ปรับเข้าสู่ภาวะปกติ ในระยะเวลาเดียวกัน ตรงนี้จึงถือได้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีผลงานดีกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ในระยะสองปีหลังของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ดัชนีของไทย ติดลบ 7.4% ปรับตัวลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก และเมื่อคิดจากตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ยังคงติดลบอยู่ 4.1% ซึ่งแม้จะดีกว่าประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ก็ไม่ต่างมากนัก และต่ำกว่าประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์พอควร

ดร.สมชัย กล่าวว่า โดยสรุปคืออัตราผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ไทย มีความผันผวนตลอดมาตั้งแต่หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนโดยรวมก็ยังคงติดลบอยู่ แม้จะผ่านระยะเวลาการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมา 5 ปีเต็มแล้วก็ตาม

ออกนโยบายเอื้อหุ้นชินคอร์ป

ในส่วนของการขยายตัวของดัชนีในตลาดหลักทรัพย์นั้น ดร.สมเกียรติ ได้ชี้ให้เห็นว่าอาจจะมีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณได้เพราะพบว่ามีธุรกิจบางแห่งได้ประโยชน์มากกว่าธุรกิจกลุ่มอื่นๆ โดยหากพิจารณาจากบริษัท 10 แห่ง ที่มีการเพิ่มของมูลค่าสูงสุด 10 แห่ง จะพบว่าบริษัทที่มีการเพิ่มขึ้นของมูลค่าส่วนใหญ่แล้วจะได้รับผลมาจากปัจจัยภายนอก และผลจากนโยบายของรัฐ ซึ่งกระจายผลในทุกกลุ่มธุรกิจ

ตัวอย่างของบริษัทที่มีมูลค่าเพิ่มมาก เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่มีมูลค่าเพิ่มมากที่สุด ก็ได้รับผลมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก หรือบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ก็ได้แรงหนุนมาจากการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนบ้าน และการมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

ขณะที่การเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทเอไอเอส และชินคอร์ปอเรชั่นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของตลาดโทรคมนาคม แต่ส่วนหนึ่งการขยายตัวก็เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจไม่กี่แห่ง แตกต่างจากมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคหลายราย

ตัวอย่างของนโยบายที่เอื้อต่อประโยชน์ของธุรกิจเครือชินคอร์ป เช่น การออกส่งเสริมการลงทุนโดยยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ที่บริษัทไอพีสตาร์ได้รับประโยชน์ให้ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน 16,000 ล้านบาท หรือการไม่ดำเนินการยับยั้งตามอำนาจในสัญญาเมื่อบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องผังรายการกรณีไอทีวี ซึ่งทำให้ผลประกอบการบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจากผังรายการที่เปลี่ยนไป

คู่ขนานไร้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจ

นโยบายเศรษฐกิจหลักอีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ คือนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track Economy) ซึ่ง ดร.สมชัย กล่าวถึง ผลการศึกษาจากนโยบายนี้ว่าจริงๆ แล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศนั้นมีผลต่อการเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ แต่หากใส่ปัจจัยการบริหารในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไป กลับพบว่าไม่มีผลต่อการขยายตัวของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จึงสอดคล้องกับการขยายตัวของต่างประเทศ ที่ชี้ว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นกว่าประเทศอื่น

ดร.สมชัย ยังได้กล่าวถึง การดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ด้วย โดยกล่าวถึง การจดทะเบียนคนจนนั้นก็มีคนจนจำนวนถึง 71.6% ที่ไม่ได้จดทะเบียนคนจน ขณะที่มีสัดส่วนคนไม่จนที่จดทะเบียนสูงถึง 84.9% จึงแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ถูกละเลย ซึ่งกรณีนี้อาจจะทำให้คนจนจริงๆ ไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ อย่างเร่งด่วน

คลังมีปัญหา"ประชานิยมขาลง"

ส่วนผลการสำรวจผลงานจากนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ก็พบว่าประสบความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มเกษตรกร ที่สามารถนำเงินไปลงทุนด้านการเกษตรได้ แต่ก็ยังมีการกู้ยืมซ้ำซ้อนทำให้ได้ไม่ทั่วถึง และจากการประเมินผลจากการเพิ่มของรายได้ และการลดรายจ่ายก็พบว่า โดยรวมแล้วเงินกองทุนหมู่บ้าน ไม่ได้ทำให้รายได้ของผู้กู้เพิ่มสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้กู้ยืมเงินจากกองทุนมากนัก ทั้งนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ก็ยากที่จะดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านได้ต่อ เพราะหาเงินมาใช้สำหรับกองทุนได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะปัญหาฐานเงินคงคลัง ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้

ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอไปได้ แต่ไม่มีความโดดเด่น การดำเนินนโยบายประชานิยมไม่มีประสิทธิผลที่เด่นชัด นโยบายต่างๆ เริ่มมีปัญหาในช่วงหลัง อย่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ตั้งต้นดี จึงควรปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยรัฐบาลควรยกเลิกการมุ่งแสวงหาตลาดอย่างการทำเอฟทีเอ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรหรือฝีมือแรงงานให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้น

พักหนี้ไม่หนุนบริโภค-ลงทุน

ด้าน ดร.อัมมาร กล่าวถึง ผลงานจากการพักชำระหนี้สามปีและนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าจริงๆ แล้ว นโยบายทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลไทยรักไทยได้ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง แต่หากพิจารณาจากผลงานแล้วพบว่า เกษตรกรที่ขอพักชำระหนี้มีการลงทุนที่ต่ำกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้ขอพักชำระหนี้ เนื่องจากเมื่อพักชำระหนี้แล้วไม่สามารถกู้เงินใหม่มาลงทุนได้ ดังนั้นการพักชำระหนี้จึงไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นให้มีการบริโภค และการลงทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งนโยบายพักหนี้ไม่ได้ช่วยลดปริมาณหนี้ที่มีอยู่ เพียงแค่เลื่อนเวลาการชำระคืนหนี้เท่านั้น

30 บาท รัฐบาลไม่หนุนเต็มที่

ส่วนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ดร.อัมมาร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ดี ช่วยเหลือคนจนลดการใช้เงิน เพื่อรักษาพยาบาลได้ค่อนข้างมาก แต่เมื่อมีการทำโครงการจริงแล้ว รัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณมาอย่างจำกัด ปีแรกเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2544 เพียง 7.8% และหลังจากนั้น ก็มีการเพิ่มงบประมาณอย่างจำกัด ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นโยบายที่ควรจะให้สิทธิในการรักษาพยาบาลกับทุกคนอย่างมีมาตรฐาน กลายเป็นนโยบายที่ทำให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลมี 2 มาตรฐาน คือระบบสำหรับคนที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้ กับระบบสำหรับคนจน

"คำถามคือนโยบายที่ประชาชนนิยม ทำไมรัฐบาลถึงมองเป็นลูกกำพร้า สันนิษฐานว่ารัฐบาลได้ประโยชน์ด้านคะแนน จากโครงการ 30 บาทไปแล้วใน 2-3 ปีแรก ดังนั้น จึงไม่ยอมที่จะใส่เงินเพิ่ม ตามที่ควรจะเป็น ซึ่งรัฐบาลอาจจะคิดว่าเก็บเงิน เพื่อใช้ประโยชน์ในนโยบายประชานิยมใหม่ๆ น่าจะดี" ดร.อัมมารกล่าว

ดร.อัมมาร กล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลด้วยว่าขณะนี้แรงผลัก (Momentum) หมดแล้วเห็นได้ชัดจากช่วง 2 ปีหลังที่มีปัญหามาก เนื่องจากไม่มีเม็ดเงินมากพอเช่น 3ปีแรก

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาบริหารใหม่ๆ กำลังการผลิตยังเหลืออยู่ทำให้สามารถใช้นโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินได้ โดยไม่เป็นภาระต่อเงินงบประมาณ หรือบางโครงการที่อาจจะมีปัญหาก็เอาไปซุกซ่อนไว้ตามหน่วยงานรัฐต่างๆ เห็นได้จากงบดุลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือธนาคารออมสิน เป็นต้น ถือเป็นการขยายตัวดีของเศรษฐกิจที่เกิดโดยธรรมชาติไม่ได้ใช้ความสามารถมากนัก


ทักษิณดิสเครดิตผลงานทีดีอาร์ไอ

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549

การออกมาตอบโต้ของคุณทักษิณ ในการเสนอบทวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เรื่อง " ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบายรัฐบาลทักษิณ" ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่คุณทักษิณโต้แย้ง แต่มีให้เห็นตลอดมา เมื่อ ทีดีอาร์ไอ เสนอบทความ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณ ตลอดมา มักจะเห็นคุณทักษิณ ออกมาดิสเครดิตอยู่เสมอ

"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ได้ติดตามว่า น้อยครั้งนัก เมื่อ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ออกมาให้ข่าว หรือวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล คุณทักษิณมักไม่รับฟัง และจะโต้ตอบอาจารย์อัมมาร หลายๆ ครั้ง จนอาจารย์อัมมาร ได้รับฉายาว่าเป็น "ปราชญ์จอมปลอม" ไปแล้วด้วย

ล่าสุด เมื่อบทวิเคราะห์ดังกล่าว ของทีดีอาร์ไอออกมา ชำแหละผลกระทบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดย ดร.อัมมาร ชี้ให้เห็น โดยเฉพาะโครงการพักหนี้ และอีกหลายนโยบายของรัฐบาลทักษิณ ทำให้ชาวบ้านก่อหนี้จำนวนมาก พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบโต้แนวคิดของทีดีอาร์ไออย่างแรง ว่า เป็นแนวคิดตะวันออก ที่เน้นเงินทุนลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการส่งออกเท่านั้น โดยย้ำว่าเป็นแนวคิดที่ถูกเพียงครึ่งเดียวไม่พอ รัฐบาลจึงใช้แบบคู่ขนาน 2 ทาง หรือ Dual Track ในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นเวลา 5 ปี

ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง ที่ผู้ติดตามไม่ควรพลาด เกี่ยวกับการโต้แย้งแนวทางการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ระหว่างนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลทักษิณกับทีดีอาร์ไอ เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาจากนี้ไป แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของระบอบทักษิณนั้น จะลงเอยอย่างไร เมื่อการดำเนินนโยบายรัฐบาลทักษิณยังอุปถัมภ์ค้ำจุนนโยบายคนรากหญ้าต่อไป ผู้สนใจสามารถอ่านได้ฉบับเต็มสมบูรณ์ในกรุงเทพออนไลน์ คอลัมน์ "เวทีความคิดผ่าวิกฤติสังคม"