หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาพลักษณ์ "จักรวรรดินิยม"-วิบากกรรมของ "เทมาเส็ก"

รายงานพิเศษ มติชนรายวัน วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10243

หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทม์ส ของอังกฤษ มีรายงานเรื่องของเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ไว้ค่อนข้างยาวเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

จอห์น เบอร์ตัน ผู้เขียนบทความชิ้นนั้นไม่เพียงเห็นว่า ความรู้สึกต่อต้านบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังสิงคโปร์ถือหุ้นอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็มแห่งนี้ในประเทศไทยนั้นรุนแรงอย่างยิ่งเท่านั้น ยังเห็นว่า การเผารูปของ มาดาม โฮ ชิง ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเทมาเส็กก็ดี หรือแม้แต่รูปของ ลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จากกลุ่มผู้ประท้วงก็ดี สะท้อนให้เห็นด้วยเช่นกันว่า ยิ่งนานวันการขยายการลงทุนของ เทมาเส็ก ไปทั่วเอเชียจะยิ่งมีปัญหาในเชิงการเมืองมากขึ้น ดุเดือดขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

การชุมนุมในไทยนั้นเริ่มต้นพุ่งเป้าไปที่ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งบุคคลในครอบครัวขายหุ้นให้กับบริษัทยักษ์ของสิงคโปร์ก่อน แล้วถึงลุกลามต่อมายังเทมาเส็ก และ โฮ ชิง กับ ลี เซียน หลุง จนถึงตอนนี้ แม้แต่เบอร์ตัน เองก็ไม่แน่ใจนักว่า ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ สิงคโปร์นั้น อันไหนคือเป้าใหญ่กว่ากันในการประท้วง

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ในระยะยาวไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่ายแน่นอน!

พ.ต.ท.ทักษิณนั้นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องตอบคำถาม ตอบข้อกังขาของสังคมอีกหลายๆ ข้อ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขายครั้งนี้ และนโยบายของรัฐบาลที่แวดล้อมอีกมากมาย ให้หมดจด และสะเด็ดน้ำอีกมากมายนัก... ถึงตอนนี้จะพยายามสุดขีดเพื่อที่จะไม่ตอบก็ตามที

ส่วนเทมาเส็กนั้น นักวิเคราะห์ในสิงคโปร์เองยอมรับว่าเป็นกังวลอย่างมาก วิตกเพราะ "ดีกรี" ของการต่อต้านในเมืองไทยสูงยิ่ง รุนแรงยิ่ง เต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ไทยได้ชื่อว่าเป็น "มิตร" ที่ดีที่สุดของสิงคโปร์ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน

แล้วประเทศอื่นๆ ที่เป็นมิตรน้อยกว่าจะไปเหลืออะไรในอนาคต?!

อันที่จริงกรณีที่ถูกต่อต้านจากการเข้าซื้อกิจการในประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างอหังการของเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ และบริษัทในเครือนั้น กรณี ชิน คอร์ปอเรชั่น ไม่ใช่กรณีแรกสุดแน่นอน

ปัญหาเกิดขึ้นก็เพราะว่า สิงคโปร์ ใช้เทมาเส็กเข้าไปซื้อกิจการในลักษณะที่ส่อเค้าให้เห็นว่าจะเป็นการ "ครอบงำ" เหนือเซ็กเตอร์ของธุรกิจนั้นๆ อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเนื่องเพราะสัญชาตญาณ "ทุนนิยม" เต็มรูปแบบ หรือเป็นเพราะการมี "ประเด็นซ่อนเร้น" ซุกซ่อนไว้จนทำให้เคลือบแคลงสงสัยก็ตามที

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อ สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเกชั่น หรือที่เราคุ้นกว่าในชื่อ "สิงเทล" เข้าไปซื้อกิจการ "ออพตัส" บริษัทให้บริการกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในออสเตรเลียเมื่อปี 2001 นักการเมืองฝ่ายค้านออสเตรเลีย ถึงออกมาเตือนรัฐบาล และประชาชนที่นั่น

เตือนให้ระวัง "จักรวรรดินิยมสิงคโปร์" !

ลักษณะคล้ายๆ กัน เกิดขึ้นใน อินโดนีเซีย เมื่อ เอสที เทเลมีเดีย บริษัทในเครือของ เทมาเส็ก เข้าไปพยายามควบคุม การบริหารงานของ "อินโดแซท" ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอินโดนีเซีย ตอนนั้น ส.ส.อินโดนีเซียกลุ่มใหญ่เลยทีเดียว พยายามเข้าซื่อกันล็อบบี้ และผลักดันให้ เอสที เทเลมีเดีย ยกเลิกการซื้อดังกล่าว เพราะในเวลาเดียวกันนั้น สิงเทล ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน เทลคอมเซล บริษัทโทรศัพท์มือถืออีกรายของอินโดนีเซีย

2 บริษัทที่ว่านี้กินส่วนแบ่งการตลาดเข้าไปเกินครึ่งของตลาดมือถือในอินโดนีเซีย ถ้าปล่อยให้ เอสที เทเลมีเดีย เข้าไปควบคุมกิจการของ "อินโดแซท" ก็เท่ากับปล่อยให้สิงคโปร์เข้าไปครอบงำตลาดมือถือของอินโดนีเซียทั้งหมดไว้ในกำมือ

การแข่งขันไม่เป็นไปอย่างเสรีแน่นอนครับ!

ดูกรณีจากจีนอีกตัวอย่าง

เทมาเส็ก ยื่นข้อเสนอจะลงทุนด้วยการเข้าไปซื้อหุ้น ในกิจการธนาคารของจีน ชื่อธนาคาร "แบงก์ ออฟ ไชน่า" ทางการจีนคิดหนัก เพราะถึงแม้ว่าสัดส่วนที่เสนอซื้อมาจะไม่มากถึงขนาดเข้าไปควบคุม หรือบริหารกิจการแบงก์ ออฟ ไชน่า ได้ แต่นั่นเป็นการเข้าไปมีหุ้นอยู่ในธนาคารจีนแห่งที่ 3 ของเทมาเส็ก

2 ธนาคารก่อนหน้านี้คือ "ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์" กับ "ไชน่า มินเฉิง แบงกิ้ง"

เทมาเส็กเป็นบริษัทต่างชาติบริษัทเดียวที่เข้าไปมีหุ้นอยู่ในธนาคารจีนมากถึง 3 ธนาคารอย่างนั้น!

ทางการจีนคงถามตัวเองเหมือนกันว่า "ทำไม?" เพราะในที่สุดก็ตัดสินใจจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของเทมาเส็กใน แบงก์ ออฟ ไชน่า ลง เหลือเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง

ทั้งเทมาเส็ก และทางรัฐบาลสิงคโปร์เอง พยายามเหลือเกินที่จะบอกกับใครๆ ว่า ไม่เกี่ยวกัน

ไม่เกี่ยวกันทั้งๆ ที่ รัฐบาลสิงคโปร์ ถือหุ้นในเทมาเส็กผ่านกระทรวงการคลังอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ทั้งๆ ที่ มาดาม โฮ ชิง ผู้ภรรยา นั่งเป็นซีอีโอของเทมาเส็กในขณะที่ ลี เซียน หลุง ผู้สามี ดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรี!

ภรรยาเป็นผู้ลงทุน สามีเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการลงทุน ถ้าบอกว่าไม่รู้ ไม่เกี่ยว ก็คงยาก!

แต่รัฐบาลสิงคโปร์ บอกเสมอว่า เทมาเส็ก ทำธุรกิจ เรื่องที่เทมาเส็กตัดสินใจเป็นการตัดสินใจในเชิงธุรกิจ ไม่เกี่ยวกับการเมือง

นิยามของ "เทมาเส็ก" อย่างเป็นทางการของรัฐบาลสิงคโปร์ก็คือ "บริษัทเพื่อการลงทุนที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสิงคโปร์" แค่นั้น!

แต่ยิ่งนับวันยิ่งมีคนเชื่อน้อยลงทุกที ลองดูตัวอย่างนะครับ

ตัวอย่างแรกก็คือ กรณีที่ ดีบีเอส แบงก์ ธนาคารใหญ่ของสิงคโปร์ซึ่งเทมาเส็กเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกนั่นแหละ พยายามเข้าไปซื้อกิจการของ ธนาคารเกาหลีใต้ชื่อ "โคเรีย เอกซ์เชนจ์ แบงก์" เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง

ทางการเกาหลีใต้พิจารณาอยู่พักใหญ่แล้วก็เซย์โน!

รัฐบาลเกาหลีบอกว่า เทมาเส็ก ไม่ได้เป็นกิจการธนาคาร เพราะฉะนั้น ไม่มีสิทธิซื้อหุ้นในธนาคารเกาหลีเกิน 10 เปอร์เซ็นต์

ดีบีเอส พยายามเหลือเกินที่จะอ้างว่า กิจการของตนเป็นกิจการธนาคาร แล้วก็ตัดสินใจซื้อกิจการของ "โคเรีย เอกซ์เชนจ์" ด้วยตัวเองไม่เกี่ยวกับเทมาเส็ก

แต่รัฐบาลเกาหลีใต้บอกว่า ดีบีเอส กระทำการเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของ เทมาเส็ก

ไม่ใช่นอมินีก็เหมือนนอมินี! ดีลที่ว่าเลยไม่จบครับ

อีกตัวอย่างเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เอสที เทเลมีเดีย เข้าไปจะซื้อหุ้นในบริษัท ไอเดีย เซลลูลาร์ ของอินเดีย ซึ่งเป็นกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เหมือนกัน รัฐบาลอินเดียไม่ยอมให้ซื้อ เหตุผลก็คือ ในเวลาเดียวกันนั้น สิงเทล ถือหุ้นอยู่ใน "ภารตี เทเลเวนเจอร์" ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในอินเดียอยู่แล้ว

ตามกฎหมายของอินเดีย "ห้าม" ไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัทเทเลคอม 2 บริษัทครับ

เอสที เทเลมีเดีย พยายามอ้างหน้าตาเฉยว่าตัวเองเป็นคนละบริษัทกับ สิงเทล แต่ไม่เป็นผล

อ้างอย่างนี้ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ

ประเด็นสุดท้ายที่อยากตั้งข้อสังเกตไว้ในที่นี้ก็คือ ทุกๆ กรณีที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นนั้น นักการเมือง ข้าราชการ รัฐบาลของแต่ละประเทศ พยายามต่อต้านการเข้ามาครอบงำของสิงคโปร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เป็นการต่อต้านอย่างที่รู้เท่าทันในข้อเท็จจริง และในความเป็นจริงที่แท้เกี่ยวกับ เทมาเส็ก

พวกเขารู้ว่า เทมาเส็ก เป็นใคร มีบริษัทอะไรบ้างดำเนินการแทนให้ และจับตามองเทมาเส็กอย่างระแวดระวังมาโดยตลอด เพราะหวั่นเกรงจะถูกครอบงำทางการตลาด และวิตกต่อ "ประเด็นทางการเมือง" ที่ซุกซ่อนมาในเชิงธุรกิจ

แต่เมื่อเกิดกรณี เทมาเส็ก-ชินคอร์ป ขึ้น รัฐบาลแสนฉลาดของประเทศไทยกลับไม่ระแคะระคาย ส.ส.ผู้ทรงเกียรติที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภาไม่รู้ ไม่เห็น รัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับกรณีนี้เห็นดีเห็นงามตามไปหมด

ผู้อ่านตอบคำถามให้กับตัวเองได้ไหมครับว่า "ทำไม?" !!

หน้า 20


จับตาสอบดีล "หุ้นชินฯ" ยุคการเมืองร้อน เอาจริงหรือแค่ลดกระแส!!

มติชนรายวัน วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10243

การเข้ามาซื้อหุ้นของตระกูล "ชินวัตร" และ "ดามาพงศ์" ของกลุ่มเทมาเส็กในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าประมาณ 7.3 หมื่นล้านบาทนั้น

ก่อนหน้านี้หลายคนมองว่าเป็นดีลธุรกิจประวัติศาสตร์ที่สมประโยชน์ทุกฝ่าย ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะธุรกิจในกลุ่มชินคอร์ป ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่มีอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ผู้นำตลาดที่มีฐานลูกค้าโทรศัพท์มือถือกว่า 16 ล้านราย

ยังมีบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ที่มีดาวเทียมไทยคม และยังมีดาวเทียมไอพีสตาร์ ดาวเทียมบรอดแบนด์ดวงใหญ่ที่สุดในโลก

มีธุรกิจโทรทัศน์ในนามบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ฟรีทีวีที่สามารถนำเนื้อหามาต่อยอดให้กับธุรกิจมือถือ และดาวเทียมของกลุ่มชินคอร์ปได้

ยังไม่นับรวมบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ที่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานรัฐอย่างดี ในการอนุมัติเส้นทางบิน ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้เป็นกอบเป็นกำ

แม้ว่าจะมีบางฝ่ายมองว่าเป้าหมายการซื้อของ "เทมาเส็ก" จะอยู่ที่ "เอไอเอส" เป็นหลัก แต่สารตะแล้ว "เทเมาเส็ก" ก็ยินดีที่จะได้เป็นเจ้าของ "ดาวเทียมและไอทีวี" อยู่ ภายใต้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังแข็งแกร่งมั่นคงเมื่อครั้งเจรจาตกลงซื้อขายหุ้นกันใหม่ๆ

ขณะเดียวกัน การได้ทั้ง "ไอทีวี" และ "ชินแซทฯ" ก็อาจจะช่วยให้การสานต่อธุรกิจของเอไอเอส ในยุคของการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม มีการผสมผสานเทคโนโลยีมือถือกับทีวีเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวไปสู่ผู้ให้บริการที่แข็งแกร่งชั้นนำของโลกได้

แต่หลังจากการขายหุ้นของตระกูลชินวัตรครั้งนี้ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "น้ำลดตอผุด"

เกิดกระแสตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการซุกหุ้น จนลุกลามบานปลายกลายเป็นการออกมาขับไล่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้นายกรัฐมนตรีลาออก จนต้องยุบสภา เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ธุรกิจของชินคอร์ปในมือของ "เทมาเส็ก" จึงส่อเค้าลางว่าจะกลายเป็น "ของร้อน"

และแม้ผู้บริหารระดับสูงของเทมาเส็กจะออกมายืนยันว่าการซื้อหุ้นชินคอร์ป เป็นการดำเนินธุรกิจปกติที่มีกันทั่วไป แต่ข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่อต้านการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ รวมไปถึงปัญหาการเมืองในไทย ก็ถูกสรุปขึ้นเพื่อส่งไปยังสิงคโปร์ทุกเย็นของแต่ละวัน

เพราะในช่วงที่บรรยากาศการเมืองอึมครึมขึ้นเรื่อยๆ หน่วยงานรัฐเองก็เริ่มขยับออกมาตามไล่บี้บริษัทในกลุ่มชินคอร์ปให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เริ่มจากกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่โดยตรง ในการตรวจสอบพฤติกรรมการถือหุ้นแทนคนต่างชาติ (นอมินี) เพื่อไม่ให้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการของคนต่างด้าว ขยับเข้าตรวจสัญชาติผู้ถือหุ้นบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินคอร์ป ที่มีการกล่าวหาว่าทั้ง 2 บริษัทเป็นเพียงนอมินีให้กับกลุ่มเทมาเส็ก

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ขีดเส้นตายให้ทั้ง 2 บริษัทชี้แจงธุรกิจการถือหุ้นทั้งหมดภายในวันที่ 27 มีนาคม หลังจากที่ทั้ง 2 บริษัทเมินเฉยไม่ยอมดำเนินการชี้แจงหรือส่งเอกสารมาให้กระทรวงพาณิชย์ตามที่ร้องขอไป

แม้ว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา "กุหลาบแก้ว" ได้พยายามที่จะดึงดะโต๊ะสุรินทร์ อุปพัทธกูล มาถือหุ้นใหญ่ 68% ซึ่งหากนับดะโต๊ะสุรินทร์ ซึ่งมีสัญชาติไทยแล้ว "กุหลาบแก้ว" ก็น่าจะสอบผ่านตามกฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ว่าเป็นบริษัทไทย ไม่ใช่นิติบุคคลต่างด้าว

แต่ดะโต๊ะสุรินทร์ก็ไม่วายถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นนอมินีของกองทุนเทมาเส็กอยู่นั่นเอง

ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้มีมติออกประกาศว่าด้วยข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าว

เป็นประกาศที่ออกมาเพื่อหาช่องทางในการตอบคำถามสังคม ภายหลังจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) ที่นำโดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล ที่เพิ่งชนะคดีกรณีศาลปกครองพิพากษาให้ยกเลิกการแปรรูป บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อให้ กทช.ทำการตรวจสอบและเพิกถอนสัมปทานโทรศัพท์มือถือเอไอเอส

และขีดเส้นตายให้ กทช.ต้องชี้แจงภายในวันที่ 17 เมษายนนี้

จึงน่าจับตาอย่างยิ่งว่าทั้ง 2 หน่วยงานรัฐที่ "ทำท่า" ดูจะ "เข้มข้น" ในการตรวจสอบท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง จะจับได้ไล่ทันการถือหุ้นกลุ่มเทมาเส็กได้มากน้อยแค่ไหน?

อย่างไรก็ตาม กิจการของชินคอร์ปที่เทมาเส็กซื้อไปแล้ว ในส่วนของ "ไอทีวี" และ "ชินแซทฯ" นั้น ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดที่ออกมารับหน้าเสื่อ ในการดูแลตรวจสอบประเด็นการครอบงำกิจการของคนต่างด้าวอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรีคู่สัญญาของ "ไอทีวี" และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) คู่สัญญาของ "ชินแซทฯ" ต่างก็ยังเก็บตัวเงียบเกี่ยวกับประเด็นนี้

แต่ในขณะที่บริษัทในเครือชินคอร์ปเริ่มถูกไล่ตามเช็คบิล หนังสือพิมพ์บิซิเนสไทม์ส สื่อในสิงคโปร์ ก็ปูดข่าวว่ากลุ่มบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงความสนใจที่จะเข้ามาซื้อหุ้น "ชินแซทฯ" ในส่วนที่ "ชินคอร์ป" ถืออยู่

เป็นกลุ่มสามารถของตระกูลวิไลลักษณ์ ที่มีสายสัมพันธ์อันดีถึงดีมากกับกลุ่มตระกูลชินวัตร ทั้งในรูปการเป็นพันธมิตรร่วมทุน และการรับส่งลูกกันทำธุรกิจ เช่นเมื่อครั้งหนึ่ง ตระกูลวิไลลักษณ์ยอมรับซื้อหุ้นทั้งหมดที่ "ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์" บุตรสาว "เยาวเรศ วงศ์สวัสดิ์" น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรองประธานพรรคไทยรักไทย ถืออยู่ใน "ทราฟฟิก คอร์เนอร์" เป็นต้น

ขณะเดียวกัน หุ้น "ไอทีวี" ก็กลายเป็นของร้อนสุดขีดของ "เทมาเส็ก"

เพราะไอทีวียังติดค้างปัญหาเรื่องค่าสัมปทานที่ "ไอทีวี" จะต้องจ่ายให้สำนักนายกรัฐมนตรี ปีละ 900-1,000 ล้านบาท ซึ่งแม้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของไอทีวีจะใช้กลไกอนุญาโตตุลาการลดค่าสัมปทานลงเหลือ 230 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่พ้นพงหนาม เพราะสำนักนายกฯส่งเรื่องให้ศาลปกครองชี้ขาดอยู่

ซึ่งในสถานการณ์การเมืองที่ปั่นป่วนอย่างเช่นขณะนี้ กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนการแปรรูป "กฟผ." ก็ทำให้ "เทมาเส็ก" หนาวๆ ร้อนๆ ได้เหมือนกันว่าผลตัดสินของศาลปกครองสูงสุดอาจจะทำให้ "ไอทีวี" ต้องกลับไปจ่ายค่าสัมปทานในอัตราเดิม

ซึ่งนั่นเท่ากับ "ฝังกลบ" ธุรกิจ "ไอทีวี" ทันที เพราะเป็นค่าสัมปทานที่สูงกว่าคู่แข่ง คือ ช่อง 3 และ ช่อง 7 ที่จ่ายค่าสัมปทานเพียง 180 และ 200 ล้านบาทตามลำดับ เท่านั้น

จึงมีกระแสข่าวว่า "อสมท" อาจใช้จังหวะนี้ขอซื้อหุ้น "ไอทีวี" จาก "เทมาเส็ก" ในราคาต่ำๆ และใช้ความเป็นหน่วยงานราชการด้วยกันขอลดค่าสัมปทานแทน

ส่วนจะสมเหตุสมผล และได้รับความยอมรับจากสาธารณชนหรือไม่

ต้องจับตาดูกันต่อไป!!

หน้า 20