|
||||||||||||||
|
สื่อต่างประเทศในสมรภูมิการเมืองไทย
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1336 เรามักได้ยินคำตัดพ้อจากท่านนายกฯ ทักษิณมาตลอด 5 ปีว่า สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อต่างประเทศไม่เข้าใจผลงานของท่าน และบางทีไม่เข้าใจในตัวท่านเอาเสียเลย สื่อต่างประเทศเหล่านั้นโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ จึงมักวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ร้ายแก่การการทำงานของท่านอยู่เป็นประจำ ระหว่างที่กำลังเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในมิติใหม่ในประเทศไทย การทำความเข้าใจสื่อต่างประเทศ เกี่ยวกับการเมืองไทยกลับพบว่า ตรงกันข้ามกับสื่อมวลชนไทย หนังสือพิมพ์ The Economist และ The Washington Post เป็นสื่อต่างประเทศ ที่ผมเลือกนำมาเสนอในบทความนี้ สื่อต่างประเทศที่ทรงอิทธิพล และมีพลังเพราะเป็นหนังสือพิมพ์ชั้นแนวหน้า และมียอดจำหน่ายสูงในโลกได้อธิบายแง่มุมการเมืองไทยอย่างที่เขาเข้าใจ ผมจะลองสรุปดูว่าแง่มุมที่เขานำเสนอนั้นคืออะไรบ้าง อีกทั้งจะพยายามอธิบายดูว่าทำไมสื่อต่างประเทศเหล่านั้นจึงเสนอเช่นนั้น
ศัตรูต่อประชาธิปไตย บทนำของหนังสือพิมพ์ The Economist ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2006 จั่วหัวบทความว่าประเทศไทย เสี่ยงที่กำลังถอยหลังเข้าคลอง ก่อนหน้าที่จะอธิบายการถอยหลังเข้าคลองทางการเมืองของไทย หนังสือพิมพ์ได้ออกตัวว่า เขาเป็นหนังสือพิมพ์ที่ไม่ได้เป็นแฟนนิยมนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มาก่อน โดยอธิบายถึงการก้าวขึ้นสู่อำนาจของนายกฯ ทักษิณว่ามาจากการใช้เงินและเงินของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากระบบอุปถัมภ์ บทความดังกล่าวยังขยายความว่า ในช่วงระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลงานด้านต่างๆ ของเขามีส่วนผสมที่เจือปนกันทั้งด้านที่ดีและไม่ดี นายกฯ ทักษิณจัดการเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต่อมาการจัดการทางเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้เขาได้รับคะแนนนิยมจากชนบทในการเลือกตั้งในปี 2544 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2548 ส่วนในบริเวณอื่นๆ ของประเทศ ความนิยมต่อนายกฯ ทักษิณมีน้อยลง ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่หนังสือพิมพ์นี้มองเห็นเกิดจากความไม่พอใจของคนมุสลิมในภาคใต้ ซึ่งได้รับผลจากความพยายามใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหาและการนองเลือด อย่างไรก็ตาม การหล่นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาเกิดจากการแยกไม่ออก ของผลประโยชน์ทับซ้อนที่ติดตัวมาระหว่างฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ และฐานะนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินต่างๆ ของเขาเรื่อยมาจนถึงการตัดสินใจขายหุ้นให้กับบริษัทรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อต้นปีนี้ ถูกประท้วงจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ถึงกระนั้นก็ตาม หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เสนอความคิดเห็นว่า นายกฯ ทักษิณตัดสินใจเลือกการยุบสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ไม่ได้รับความนิยมแต่เขามีสิทธิที่จะทำได้ เหนือสิ่งอื่นใด หนังสือพิมพ์ที่ทรงพลังฉบับนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า อะไรที่เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตยของไทยมากกว่าคือ การตอบรับของพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ซึ่งประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง) และการประท้วงจากกลุ่มต่างๆ ตามท้องถนน หนังสือพิมพ์ฉบับนี้วิจารณ์การกระทำของฝ่ายค้านและการประท้วงบนท้องถนน โดยเขียนถึงภาพพัฒนาการ ของประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกว่า เป็นเหมือนดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบาน และแม้ว่าจะมีความยุ่งยากมากมายหลายอย่าง แต่ที่ผ่านมาเส้นทางประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ก็เดินมาด้วยดี หนังสือพิมพ์เขาได้ยกตัวอย่างว่า ในหลายปีที่ผ่านมา การเลือกตั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียบร้อยในการถ่ายโอนอำนาจ ในอินโดนีเซีย การพ่ายแพ้ต่อผู้สมัครเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมในการเมืองฟิลิปปินส์ และชัยชนะของพรรคการเมืองฝ่ายค้านในไต้หวัน ความเปลี่ยนแปลงของประเทศเหล่านี้ก็เหมือนกับความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย เป็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศที่ปกครองในระบอบอำนาจนิยมมายาวนานในประวัติศาสตร์ หัวใจหลักของการมองพัฒนาการที่น่าห่วงของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้คือ หนังสือพิมพ์ได้ชี้ว่า แม้แนวคิดประชาธิปไตย กำลังหยั่งรากลึกในเอเชียตะวันออก แต่สิ่งเหล่านี้สามารถติดหล่มได้ ถ้าประชาชน และพรรคการเมือง ปฏิเสธการยอมรับการหย่อนบัตรเลือกตั้ง เขาย้ำว่า อันตรายของประเทศไทยคือ ศัตรูของนายกฯ ทักษิณพยายามเอาชนะโดยใช้ อำนาจประชาชน (people power) ซึ่งเขาไม่มีอำนาจนี้มากพอในการลงคะแนนเลือกตั้ง หรือกองทัพจะกลับเข้ามาใช้รูปแบบเดิมคือ การแทรกแซงทางการเมือง สิ่งที่น่าคิดมากคือ แง่มุมการมองประชาธิปไตยของหนังสือพิมพ์อังกฤษที่ยืนหยัดการเป็นสื่อมวลชนระดับโลกมายาวนานกว่าศตวรรษครึ่ง กลับเน้นเฉพาะการหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเฉกเช่นอังกฤษไม่ได้สนใจการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน/ภาคประชาชน คนรักประชาธิปไตยในอังกฤษมองไม่เห็นอำนาจประชาชน ซึ่งกำลังมีบทบาทอยู่เกือบทุกมุมโลก รวมทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาด้วย
พลังประชาชนที่เกิดผิดเวลา พลังประชาชนที่เกิดผิดเวลานี้ ผมแปลมาจากบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ The Washington Post ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2006 ที่ชื่อว่า Wrong Time for "People Power" เป็นเรื่องน่าสนใจเช่นกัน หนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลของคนอเมริกันให้ความสนใจการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ของนายกฯ ทักษิณ หนังสือพิมพ์ของประเทศผู้เป็นต้นแบบประชาธิปไตยเขียนบทบรรณาธิการโดยบอกว่า เนื่องจากนายกฯ ทักษิณเป็นผู้นำที่ถูกเลือกมาให้ดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยคะแนนเสียงที่สุดตอบโต้ผู้คนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านคัดค้าน ด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้นกว่าเดิมถึงหนึ่งเดือน บทบรรณาธิการชิ้นดังกล่าวขยายความว่า ผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับนายกฯ ทักษิณประกาศว่าจะขับไล่เขาออกไป จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย พลังประชาชน ซึ่งเคยใช้ได้ผลในการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปประชาธิปไตยในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายครั้งหลายหนในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา น่าสนใจ บทบรรณาธิการชิ้นนี้กล่าวขึ้นมาอย่างลอยๆ ว่า (พลังประชาชน-ขยายความโดยผู้เขียน) เพียงแต่ว่าคำตอบนี้อาจจะเป็นคำตอบที่ผิดก็ได้ ในทัศนะของผู้เขียนบทบรรณาธิการ การประท้วงเช่นนี้อาจเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการใช้กับทรราชย์ แต่ขณะเดียวกัน วิธีนี้อาจจะทำให้ขบวนการทางประชาธิปไตยของไทยกำลังยิ่งอ่อนแอลงและกระบวนการเลือกตั้งก็ยิ่งจะอ่อนแอ แม้ว่ากระบวนการนั้นจะเกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจอันดีของผู้ที่มีความชอบธรรมก็ตาม หนังสือพิมพ์ของประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างสหรัฐเสนอแนะว่า หนทางที่ดีที่สุดที่จะต่อสู้กับนายกฯ ทักษิณคือ การยอมรับการเลือกตั้งที่นายกฯ ทักษิณเสนอมาให้ รวมถึงยอมรับคำมั่นสัญญาว่า จะแก้ไขปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่เคยพูดเอาไว้ด้วย เหตุผลของบทบรรณาธิการคือ ถึงที่สุดแล้ว การเมืองของไทยต้องการระบบตรวจสอบและกระบวนการถ่วงดุลที่ดีกว่านี้ เพื่อรับมือกับการปกครองที่ผิดทำนองคลองธรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยน้ำมือ ว่าที่ นายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่การประท้วงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่มีทางทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ ถ้ามองอย่างอ่อนที่สุด ความห่างไกลทางพื้นที่อาจทำให้ผู้เขียนบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ขาดความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นจริงบนถนนทางการเมืองหลายสายในประเทศไทย ในเวลาเดียวกัน บทบรรณาธิการดังว่านี้อาจจะได้รับอิทธิพลจากสารพรรคไทยรักไทยฉบับแรกที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง และการปฏิรูปการเมืองและยังได้รับอิทธิพลจากสารพรรคไทยรักไทยฉบับที่ 2 ที่ตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยหายไปไหน? เป็นเรื่องบังเอิญจนเหลือเชื่อที่การรณรงค์ทางการเมืองคล้องจองกับท่าทีของสื่อต่างประเทศ สื่อต่างประเทศกำลังปั้นนายกฯ ทักษิณเป็น สัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เกินกว่าความเป็นจริงอย่างไม่ได้นัดหมาย หรือเป็นแผนงานการสร้างภาพพจน์ เพื่อปลอบใจในยามยาก สิ่งที่ควรคิดพร้อมไปด้วยคือ บทบรรณาธิการนั้นเป็นสารของพรรคไทยรักไทยชนิดหนึ่งหรือเปล่า หน้า 16
|