หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เทมาเส็ก : ไล่ล่าไทยแลนด์

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3777 (2977)

ทักษิโณมิกส์ ฤาจะสู้สิงคโปร์นอมิกส์ การใช้ "ทุน" ไล่ล่าอาณานิคมทั่วโลกของสิงคโปร์ เพื่อความอยู่รอด และเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากรของตนสมควรจะได้รับการประณาม หรือเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา

ในขณะที่ผู้นำสิงคโปร์คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน จึงใช้อำนาจรัฐ ทรัพย์สินและรัฐวิสาหกิจของรัฐเป็นเครื่องมือในการลงทุน และไล่ล่าเมืองขึ้นเพื่อหารายได้ มายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการอุดหนุนด้านการศึกษายกระดับประชาชน ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักการเงิน นักบริหาร นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ หรือนักเขียนโปรแกรม และแรงงานมีฝีมือระดับสูง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ และทำให้สามารถทำงานที่มีรายได้สูงทั้งประเทศ

อัตราการอ่านออกเขียนได้ของชาวสิงคโปร์สูงถึงร้อยละ 96.4 และอัตราผู้รู้ 2 ภาษาสูงถึงร้อยละ 55

ชาวสิงคโปร์ทุกคนมีอพาร์ตเมนต์อยู่ สลัมไม่มี และมีสาธารณูปโภคอย่างดีเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว

อัตราการว่างงานก็มีเพียงร้อยละ 3

แต่ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในทางปฏิบัติที่ตรงกันข้ามกับที่เขียนแผนไว้ กลับวางไว้ที่การใช้แรงงานราคาถูกอย่างเข้มข้น ผลกำไรของบริษัทมาจากการกดค่าแรง และการถลุงทรัพยากรธรรมชาติ (ที่มีจำกัด) และสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นด้วยการเลี่ยงกฎหมาย

งบประมาณการศึกษาจึงมีแต่ถูกตัด และผลักดันให้คิดจากต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ระบบการศึกษามีราคาแพง ถึงกับต้องกู้เงินกันเรียนแล้ว

ปล่อยให้เอกชนค้ากำไรจากระบบการศึกษาที่ประชาชนไม่มีทางเลือก เป็นการผลักดันให้ผู้ด้อยโอกาส ต้องออกจากระบบการศึกษากลายเป็นแรงงานราคาถูก (หรือเป็นโจร) ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง

ผู้นำของไทยกลับทำตรงกันข้าม คือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัวเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะฮุบเหยื่อที่เขานำมาอ่อย เพื่อรับผลประโยชน์ที่เป็นค่านายหน้า ค่าสินบน หรือหุ้นจำนวนหนึ่งเข้ากระเป๋าตนเอง แลกกับการเปิดทางให้ทุนต่างชาติ เข้ามาฉกฉวยทรัพยากรธรรมชาติ และทำลายทุนไทยที่อ่อนแอกว่า (เช่น กรณีห้างค้าปลีกยักษ์) โดยไม่คำนึงว่าในระยะยาวประเทศชาติจะเสียหายมากมายขนาดไหน

ส่วนรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ การประปา การสื่อสารโทรคมนาคม สถานีวิทยุโทรทัศน์ และ ปตท. ล้วนดำเนินนโยบายตรงกันข้าม คือแทนที่จะใช้ "ทุน หรือทรัพย์สิน" ของชาติเพื่อปกป้อง และรับใช้ให้บริการประชาชน ในราคาเหมาะสม หรือให้ความรู้ความคิดกับประชาชน ผู้เป็นเจ้า ของ "ทุน" ซึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดิน แต่กลับบริหารด้วยนโยบายหากำไรสูงสุด ยิ่งกว่าธุรกิจเอกชน เพื่อผลประโยชน์เข้ากระเป๋าฝ่ายบริหาร และพนักงานโดย ไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนร้อยละ 80 ของรายการวิทยุและทีวีเป็นเรื่องบันเทิง เป็นเรื่องชีวิตส่วนบุคคลทั้งในบ้าน ในมุ้ง และในห้องน้ำที่ไร้รสนิยม ไร้สาระ ไม่ได้เพิ่มความรู้ ความคิด หรือสติปัญญาแก่คนในชาติ

ประเทศสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีความยาวจากทิศตะวันออกจดตะวันตกเพียง 42 กิโลเมตร (26 ไมล์) และ 23 กิโลเมตร (14 ไมล์) จากเหนือจดใต้ รวมพื้นที่ทั้งหมดเพียง 699 ตารางกิโลเมตร (240 ตารางไมล์) ใหญ่กว่าภูเก็ต ซึ่งมีขนาด 539 ตารางกิโลเมตรเล็กน้อยเท่านั้น

ประชากร ชาวสิงคโปร์มีเพียง 4.35 ล้านคน (น้อยกว่ากรุงเทพฯ) ทรัพยากรธรรมชาติมีน้อย แต่ที่มีมากคือ ทรัพยากรบุคคล หรือมันสมอง ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทย รัฐบาลสิงคโปร์จึงต้องหาทางอยู่รอดในการหารายได้มาพัฒนาประเทศด้วยการใช้ "มันสมองและทุน" ในการไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วโลก ในยุค "ทุนครอบโลก" (globalization) ที่กติกาการค้าเสรีโลกเปิดโอกาสให้อย่างเต็มที่

ประเทศสิงคโปร์ช่วยตัวเองไม่ได้ แม้แต่น้ำดื่มน้ำใช้ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แรงงานก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีแรงงานรายวันเดินทางมาเช้ากลับเย็นจากประเทศมาเลเซียวันละ 4 แสน 5 หมื่นคน

นายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกจึงต้องวางยุทธศาสตร์สร้างชาติสิงคโปร์ที่เกิดใหม่อย่างไม่เหมือนใคร โดยคำนึงถึงข้อจำกัดของความป็นเกาะที่ไร้ทรัพยากรธรรมชาติ มีประชากรน้อย มีขนาดของตลาดเล็กที่พึ่งตัวเองไม่ได้ นี่คือปัญหา หรือโจทย์ที่ท้าทายนายลี กวน ยู

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 4.35 ล้านคน และไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้สร้างความหวั่นไหวให้กับนายลี กวน ยู ซึ่งได้รับการเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก สิ่งที่ท้าทายเขาคือจะสร้างเอก ลักษณ์ และจิตสำนึกของความเป็นชาติจากความหลากหลายของประชากรที่ล้วนอพยพมาจากดินแดนอื่นๆ ทั้งสิ้นได้อย่างไร

ลี กวน ยู มองเห็นจุดแข็ง และความได้เปรียบของสิงคโปร์ 2 ประการ คือ 1.ทำเลของประเทศที่อยู่ใต้สุดของแหลมมลายู ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และ 2.ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีของโลกที่กติกาการค้าเสรีเปิดโอกาสให้อย่างเต็มที่

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของนายลี กวน ยู จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อจำกัดและจุดแข็งของตน

การหารายได้มาพัฒนาประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรจำนวน 4.35 ล้านคน โดยหวังพึ่งการเก็บภาษีอากร และภาษีอื่นๆ จากประชากรจำนวนเท่านี้ และมีกำลังซื้อเพียงเท่านี้ย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน

ยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งในหลายๆ ด้าน คือ การสร้างกลไก และโครงสร้างของรัฐ และสถาบันทุกสถาบันมาสนับสนุนและรองรับการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของภูมิภาค

รัฐบาลได้ตั้งบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐ (Government of Singapore Investment Corporation-GIC) และบริษัทเครือข่าย อันได้แก่ Temasek Holdings และ Temasek -Linked Companies -TLCs

Temasek Holdings เป็นบริษัทที่จัดตั้งโดยรัฐบาลสิงคโปร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังสิงคโปร์ เป็นเจ้าของในนามรัฐบาล เทมาเส็กเปรียบเสมือนขีปนาวุธของสิงคโปร์ที่ใช้ในการไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วโลกแทนเรือปืนในอดีต ประเทศไทยเป็นเป้าหมายหนึ่งในการถูกไล่ล่า เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่ อยู่ใกล้กับสิงคโปร์ มีนักการเมืองเห็นแก่ได้ ขาดสำนึกปกป้องแผ่นดินและผลประโยชน์ของชาติ และมีทรัพยากรมาก จึงต้องยึดให้ได้

ทรัพย์สินของเทมาเส็กมีประมาณครึ่งหนึ่งของจีดีพีของประเทศไทย หรือ 2.5 ล้านล้านบาท และเป็นผู้บริหารกองทุนขนาดเท่ากับจีดีพีของประเทศไทย หรือ 106 พันล้านเหรียญ

Mrs.Ho Ching ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการบริหารตั้งแต่ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งมาจนกระทั่งปัจจุบัน นางโฮ ชิง เป็นภริยาของ Mr.Lee Hsien Loong ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และเป็นลูกชายของนายลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ นี่คือ บางส่วนของการลงทุนของเทมาเส็ก

ทุนของเทมาเส็ก จีไอซี และทีแอลซี ได้เข้ามาซื้อกิจการ หรือถือหุ้นอยู่ในบริษัทบลูชิปส์ในตลาดหุ้นได้เกือบทุกบริษัท เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารยูโอบี ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทชิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์ บริษัท ช.การช่าง อิตาเลียนไทย ชิโน-ไทย ปตท. ปตท.สผ. ไทยออยล์ เซเว่นอีเลฟเว่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ฯลฯ ( ดูตารางอาณาจักรของเทมาเส็ก น.2)

การที่ Temasek Holdings เข้ามาซื้อบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัย ว่า นโยบายเศรษฐกิจเปิดที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทใหญ่ๆ ไม่กี่กลุ่ม

รวมทั้ง กฎหมายต่างๆ ตั้งแต่ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ร.บ.การประกอบอาชีพของคนต่างด้าว พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ นโยบายของบีโอไอ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ นโยบายเทิร์นคีย์ จะต้องทบทวนแก้ไขเพื่อรับใช้คนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ด้อยโอกาส และเป็นคนยากจนหรือว่า คงไว้เพื่อให้คนต่างชาติ และกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มตบเท้าเข้ามาตักตวงอย่างที่ผ่านมา

โดยกลไกรัฐที่กินเงินเดือนภาษีอากรของประชาชนต้องมาทำหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของคนต่างชาติ และกลุ่มทุนจำนวนน้อย และรังแกคนไทยที่พยายามปกป้องสิทธิของตนและสิทธิของแผ่นดิน โดยปราศจากกลไกและระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

หากคนไทยยังไม่ตระหนักถึงภยันตรายของระบบ "ทุนครอบโลก" (globalization) หรือระบบการค้าเสรีที่เราถูกล้างสมอง ด้วยยาพิษทางความคิดให้ติดกับดักนี้ เมืองไทยและคนไทยจะเหลือแต่ชื่อ สิงคโปร์จะกลายเป็นเมืองหลวง ประเทศไทยจะกลายเป็นจังหวัดของสิงคโปร์

มันสมองของคนไทย แรงงานไทย แผ่นดิน และทรัพยากรธรรมชาติที่บรรพบุรุษใช้ชีวิตแลกเพื่อให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ ได้ใช้เป็นแหล่งทำกิน กลับถูกยาพิษทางความคิดเรื่องค้าเสรีวางกับดักให้เราต้องเปิดประเทศให้กับทุนที่ใหญ่กว่า ให้กับคนที่ฉลาดกว่า แม้แต่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตเพียงเล็กน้อย และมีประชากรน้อยกว่ากรุงเทพฯ สามารถเข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์เป็นผู้บงการและกำหนดชะตากรรมของคนไทย

ความผิด และคนที่ควรประณาม หรือบอยคอต คือนักการเมือง ข้าราชการ คนไทยบางกลุ่ม หรือสิงคโปร์ เป็นโจทย์ที่ขอฝากให้คิดครับ