หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สู่จุดจบ?

บ้านเขาเมืองเรา : ดร. ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549

ในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมเขียนว่ารัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤติทั้งที่บอกชาวบ้านเสมอว่า เป็นรัฐบาลที่มีความเชี่ยวชาญในการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ผมเขียนไว้ด้วยว่าปัจจัยที่จะทำให้เกิดวิกฤติมีมาก หากจะนำมาสาธยายให้ละเอียดต้องเขียนเป็นหนังสือและอาจจะต้องตั้งชื่อว่า "สู่จุดจบ!"

ณ วันนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่ารัฐบาลได้เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤติ แต่เป็นวิกฤติในด้านการเมือง ยังมิใช่วิกฤติขนาดใหญ่ ที่จะทำให้เมืองไทยล่มจม และหนังสือที่จะชื่อว่า "สู่จุดจบ!" ก็พิมพ์ออกมาแล้วพร้อมด้วยข้อสรุปที่ว่า การพัฒนาของเมืองไทยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาสั่งสมปัญหามากขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นการแสดงอาการของปัญหา แต่วิธีที่รัฐบาลใช้แก้ไขจะไม่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตรงข้ามมันมีโอกาสนำไปสู่ความล่มสลายหายนะค่อนข้างสูง

จากมุมมองของการพัฒนาระยะยาว ปัญหาพื้นฐานในการพัฒนาของไทยอาจแยกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

(1) การทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งป่าชายเลนด้วย ปรากฏการณ์ เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่วมฉับพลันและคลื่นทำลายพื้นที่ตามชายฝั่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าปัญหาจะร้ายแรงยิ่งขึ้น หากเรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อธรรมชาติ ประวัติศาสตร์บ่งว่าสังคมจะล่มสลายเมื่อการทำลายป่า ทำให้ระบบนิเวศขาดสมดุลอย่างร้ายแรง อาณาจักรมายาในอเมริกากลาง เผ่าอานาซาซีในอเมริกาเหนือ และชาวเกาะอีสเตอร์ ในย่านทะเลใต้ได้ล่มสลายไปแล้ว ชาวเฮติกำลังล่มสลายอยู่ในปัจจุบันเพราะการทำลายป่า

(2) การพึ่งพาต่างประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการค้าขายและการท่องเที่ยว จนทำให้เมืองไทยมีความเสี่ยงสูงมาก จากเหตุการณ์ภายนอก เช่น คลื่นยักษ์เมื่อปลายปี 2547 และโรคร้ายจำพวกไข้หวัดนก และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน การต้องพึ่งน้ำมันจากภายนอกถึงราว 90% ชี้ให้เห็นว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การค้าขายน้ำมันชะงักลง เศรษฐกิจของเราจะชะงักด้วย การอาศัยการค้าขายกับต่างประเทศเป็นแกนดำเนินชีวิตทำให้บางสังคมล่มสลายมาแล้ว เช่น สังคมบนเกาะเฮนเดอร์สันและเกาะพิตคาร์น

(3) ความไม่เป็นธรรมในสังคมซึ่งแสดงออกมาในรูปของช่องว่างระหว่างกลุ่มคนจนกับกลุ่มคนรวย ทั้งที่การพัฒนานำมาซึ่ง การเพิ่มของรายได้ แต่ปัญหานี้กลับร้ายแรงยิ่งขึ้น และจะนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในอนาคต ประเทศละตินอเมริกา และแอฟริกากำลังประสบปัญหานี้ บางประเทศในแอฟริกาได้ล่มสลายไปแล้ว เช่น โซมาเลีย และบางประเทศเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอย่างกว้างขวาง เช่น รวันดา

(4) การพัฒนาไปตามกระแสโดยปราศจากหลักยึดของตนเอง ซึ่งแสดงออกมาในรูปของความพยายามเดินตามสังคม ที่มีความสุดโต่ง เช่น สหรัฐอเมริกา โดยที่ไม่เฉลียวใจเลยว่าความร่ำรวยมิใช่ที่มาของความสุขที่แท้จริง ณ วันนี้ มีหลักยึดในรูปของพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยไม่เห็นค่าและไม่เคยนำมาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง แต่ละกลุ่มของปัญหามีความหนักหนาสาหัสและอาจทำให้สังคมล่มสลายได้

ฉะนั้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งแสดงความสามารถด้วยการสร้างความร่ำรวยได้ในเวลาอันสั้น ขันอาสาเข้ามาแก้ปัญหา คนไทยส่วนใหญ่จึงพากันโมทนาสาธุ แต่หลังจาก 5 ปีแทนที่วิธีการบริหารประเทศของเขา ซึ่งเราอาจเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" และผมได้กล่าวถึงไว้เคร่าๆ ในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และโดยละเอียดในหนังสือ "สู่จุดจบ!" จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง กลับทำให้ปัญหาสารพัดร้ายแรงยิ่งขึ้น และเป็นตัวเร่งที่จะผลักดันเมืองไทยให้ล่มสลายเร็วขึ้น

แม้การบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีปัญหา แต่ทางออกของคนไทยมิใช่การขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง เขาอาจอยู่ต่อไปได้และการพัฒนาของไทยจะไม่ประสบภาวะวิกฤติร้ายแรง หากเขาสามารถขจัด "ระบอบทักษิณ" ออกไปได้ หลังจากนั้น ก็พยายามปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ของสังคมประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด และด้วยจิตวิญญาณของผู้ต้องการทำงานเพื่อชาติอย่างแท้จริง

หากกระบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งกำลังเข้มข้นขึ้นทุกวันบรรลุเป้าหมาย มันอาจจะง่ายต่อการรื้อถอน "ระบอบทักษิณ" ซึ่งได้แทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของสังคมแล้ว แต่คนไทยและรัฐบาลต่อๆ ไปพร้อมจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎเกณฑ์ของสังคมด้วยจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตยจริงๆ หรือ? ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา เป็นที่ยอมรับกันว่ามีการละเมิดกฎเกณฑ์กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการซื้อขายเสียงโดยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเรายังคงต้องยึดระบบตลาดเสรีต่อไป ผู้ที่จะมาร่วมรัฐบาลเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วหรือยัง ที่จะทำตามกฎเกณฑ์ของตลาดเสรีอย่างเคร่งครัด ? ข้อบกพร่องของการบริหารประเทศของเราคือผู้บริหาร ไม่ละการทำธุรกิจ และผลประโยชน์ของตน และครอบครัว นั่นเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์เบื้องต้นของระบบตลาดเสรีอย่างร้ายแรง

ในด้านสังคมในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายแนวประชานิยมอย่างกว้างขวาง ประวัติศาสตร์บ่งว่าประชานิยม เมื่อเริ่มแล้วเลิกยาก เพราะไม่มีใครอยากเสียประโยชน์ มีแต่จะอยากได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลต่อไปจะทำอย่างไร และคนไทยพร้อมที่จะสละประโยชน์ของตน จากโครงการซึ่งรัฐบาลหยิบยื่นให้ในช่วง 5 ปีแล้วหรือ ?

คำตอบต่อคำถามเหล่านี้จะชี้บ่งว่าการพัฒนาของไทยจะก้าวหน้าไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน หรือเดินเข้าสู่ความล่มสลาย หรือเป็นไปแบบถูลู่ถูกัง ณ วันนี้ ถ้าจะให้ฟันธงคงต้องฟันว่าโอกาสที่เมืองไทยจะพัฒนาไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืนนั้นมีน้อยมาก และหากยังไม่สามารถรื้อถอน "ระบอบทักษิณ" ได้อย่างถึงรากเหง้าแต่กลับปล่อยให้มันงอกงามต่อไป เมืองไทยจะเดินเข้าสู่จุดจบอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่อต้านรัฐบาลซึ่งกำลังแพร่ขยายอยู่ในขณะนี้ แสดงว่าคนไทยจำนวนมากมีจิตวิญญาณ ของการเป็นประชาธิปไตย และต้องการใช้ระบบตลาดเสรีตามกฎเกณฑ์ของมัน ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนไทยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องการทำเช่นนั้น การปะทะกันของพลังของทั้งสองกลุ่มนี้จะมีต่อไป และบ่งบอกว่าการพัฒนาของไทยมีโอกาสเป็นไปแบบถูลู่ถูกังสูงที่สุด