|
||||||||||||||
|
เส้นทางของพฤ...อหิงสา...และวิถีแห่งประชาธิปไตย
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 เมื่อคืนวันอังคารที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสดูรายการคนค้นฅน ซึ่งเสนอเรื่องราวของ "พฤ (อ่านว่าพรึ) โอ่โดเชา" ชายหนุ่มปกาเกอะญอที่เดินทางด้วยเท้าเป็นเวลาสี่สิบเก้าวันจากเชียงใหม่มายังกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐสภา ผ่านร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ตลอดการเดินทางเขาได้แจกจ่ายเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับสาระ และความสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้แก่ผู้ที่เขาพบ ในช่วงต้นของรายการผมก็ดูบ้างไม่ดูบ้าง แต่หลังจากที่ผมได้ฟังมุมมองของเขา เกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของป่า ที่มีต่อวิถีชีวิตของเขา ได้เห็นวิธีการที่เขาใช้ในการต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชน ผมก็นั่งติดตามจนกระทั่งจบรายการ สิ่งที่ออกมาจากปากของพฤ มันช่างตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของเราเสียเหลือเกิน พฤและเพื่อนชาวปกาเกอะญอของเขา ถูกทางการกล่าวหาว่าบุกรุกป่า บางคนถึงกับมองว่าพวกเขา เป็นตัวการที่ทำให้ป่าเสื่อมโทรม ทั้งๆ ที่วิถีชีวิตของพวกเขาผูกพันกับป่าอย่างลึกซึ้ง หากใครเคยศึกษาถึงวิถีชีวิต ของชาวปกาเกอะญอจะทราบว่า พวกเขาคือผู้พิทักษ์ป่าตัวจริงภายใต้ปรัชญาที่เชื่อว่า ป่าเป็นมากกว่าทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้ ป่าคือจิตวิญญาณที่ค้ำจุนวิถีชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่ควรได้รับการดูแลรักษา ตลอดระยะเวลาของการเดินทาง พิธีกรของรายการได้สัมภาษณ์หนุ่มผู้นี้ถึงความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น ที่อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ครอบครัวและชุมชนล่มสลาย ตอนแรกผมคาดว่าคงจะได้ยินคำพร่ำบนโอดครวญต่อความอยุติธรรม หรืออาจจะถึงขั้นมีการด่าทอ ที่ไหนได้ ความเห็นของพฤกลับลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น เท่าที่ผมจำได้ พฤไม่เคยกล่าวร้ายใครเลยแม้แต่คำเดียว เป้าหมายในการเดินทางของเขาไม่ใช่เพื่อมาประท้วง ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง เขาเดินทางเพื่อสร้างความเข้าใจ ให้แก่เพื่อนร่วมชาติ โดยหวังว่าความเข้าใจนี้เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ในตอนท้ายของรายการ พฤเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เขาเดินแจกเอกสารเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ท่าวังหลังและท่าพระจันทร์ ภาพที่เห็นคือ ผู้คนแถวนั้น พยายามหลีกหนีจากพฤ บางคนไม่แม้แต่จะมองเขา หลายต่อหลายครั้งที่เขาได้รับการปฏิบัติราวกับว่า เขาเป็นขอทานที่มาหลอกลวงหากินไปวันๆ อุตส่าห์เดินด้วยเท้ามาสี่สิบเก้าวัน พอมาถึงที่หมายกลับได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนี้ ถ้าเป็นผมละก็ ฟิวส์ขาดแน่นอนครับ พฤกลับมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ และยอมรับมันโดยไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าคนเหล่านั้น นี่เป็นอีกครั้งที่ผมได้เห็นถึงวุฒิภาวะทางจิตใจและจิตวิญญาณของชายหนุ่มผู้นี้ การเดินทางของเขาสิ้นสุดลง เขาไม่แน่ใจว่าข้อความที่เขาต้องการจะส่งให้กับสังคมไทยจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับพฤแล้ว เขาได้ทำดีที่สุดแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมา เขาต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเห็นว่าถูกต้องด้วยจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ภาพที่ผมประทับใจมากที่สุด คือตอนที่เขากลับไปถึงบ้านแล้วอุ้มลูกตัวน้อยมาสู่อ้อมกอด ผมอดคิดไม่ได้ว่า นี่แหละนักสู้ตัวจริง เขาต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง การต่อสู้ของเขาไม่มีการสูญเสีย การต่อสู้ของเขาไม่มีการสร้างความเคียดแค้น การต่อสู้ของเขาไม่ได้สร้างความแตกแยก เป็นการต่อสู้เพื่อสร้างความเข้าใจ เป็นการต่อสู้ที่ก่อให้เกิดความสามัคคี เป็นการต่อสู้ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชนะ นี่แหละครับการต่อสู้เชิงสร้างสรรค์ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมอดภูมิใจไม่ได้ที่แผ่นดินแห่งนี้ยังมีคนอย่างพฤ ชายผู้เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงของคำว่า "อหิงสา" ชายผู้เข้าใจจิตวิญญาณของสิ่งที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" หลังจากรายการจบแล้ว ภาพที่แวบเข้ามาในความคิดของผมคือ ผู้ประท้วงที่โพกผ้า "อหิงสา" แต่ใช้วาจารุนแรงส่อเสียด บางครั้งถึงขั้นด่าทอกัน เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณ ของนักการเมืองที่พร่ำบนถึงวิถีทางของประชาธิปไตย (ในแบบที่เป็นประโยชน์กับตนเองและพวกพ้อง) แต่กลับไม่ยอมหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ผมอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมหนอ คนที่ได้รับการศึกษา คนที่มีความรู้ความสามารถถึงขนาดนี้ กลับขาดจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่อย่างที่พฤมี สักวันหนึ่ง ถ้าทั้งสามฝ่ายยอมหันหน้ามาเจรจากัน ผมอยากจะให้การเจรจาในวันนั้น เริ่มต้นด้วยการฉายเรื่องราวการต่อสู้ของชายหนุ่ม ที่ชื่อว่า "พฤ โอ่โดเชา"
|