หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"หมอประเวศ" แนะทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนายกฯทักษิณ

ประเวศ วะสี  มติชนรายวัน วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10233

ทางออกที่ดีที่สุดของนายกฯทักษิณคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน ซึ่งจะทำให้พบความสุข สงบ และหมดเวรหมดกรรม ไม่ควรคิดกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ถึงเป็นก็แก้ปัญหาไม่ได้

ประเวศ วะสี

16 มีนาคม 2549

"แล้วมันจะจบลงอย่างไร"

เป็นคำถามที่ได้ยินมากที่สุด เพราะมองไม่ออกว่าวิกฤตการณ์การเมืองในปัจจุบันจะยุติลงอย่างไร บางคนก็เรียกร้องให้สามัคคี ให้ปรองดองกัน ให้สมานฉันท์ ให้ถอยคนละก้าว เหล่านี้เหมือนคำอธิษฐานที่ยากจะเป็นไปได้ เพราะความสงบเรียบร้อย ความสามัคคี และความสมานฉันท์จะมีได้ต่อเมื่อมีความถูกต้อง

ถ้าความไม่ถูกต้องยังดำรงอยู่ การเรียกร้องความสามัคคี นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังเหมือนเป็นการสนับสนุน ให้ความไม่ถูกต้องดำรงอยู่ต่อไป

ประเด็นคือนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่ฉกรรจ์ ว่าขาดความสุจริต หาประโยชน์เข้าตัว ด้วยการหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของชาติ

นักการเมืองใดๆ อาจถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรงได้ แต่ระบบจะพยายามวางทางออกที่การมีกลไกอิสระต่างๆ ที่น่าเชื่อถือเข้ามาสืบสวนสอบสวน แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจ และเงินเข้าครอบงำแทรกแซง องค์กรอิสระจนหมดสิ้น จนองค์กรต่างๆ เหล่านั้นหมดศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ ทำให้ปิดทางออกที่ควรจะมี

อีกวิธีหนึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาด้วยเรื่องร้ายแรงคือตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนนายกรัฐมนตรี ดังกรณีที่เมื่อมากาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ถูกกล่าวหาว่ากระหายเลือด นำคนอังกฤษไปตายในสงครามโฟคแลนด์ แทตเชอร์ ได้ตั้งลอร์ดแฟรงก์ ซึ่งคนอังกฤษเขานับถือกันว่า เป็นกลางอย่างยิ่ง มาเป็นประธานสอบสวนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการเรียกเอกสารและบุคคลมาให้การได้อย่างเต็มที่ รายงานของลอร์ดแฟรงก์ทำให้ประเด็นนี้ตกไป ผมเคยเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาสอบสวนนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นทางออก แต่ทางนี้ก็ถูกปิด และสถานการณ์ได้เลยเรื่องนี้ไปแล้ว

เมื่อไม่มีทางออกอย่างอื่น จึงเกิดการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ที่พัฒนามาเป็นเครือข่ายพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย หรือเรียกกันว่า การเมืองภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทั้งถูกกฎหมายและถูกต้อง เพราะลำพังการเมืองของนักการเมือง ต่อให้ดีอย่างไร ก็ยากที่จะถูกต้อง ถ้าปราศจากการเมืองภาคประชาชน คอยติดตามกำกับตรวจสอบ เนื่องจากศีลธรรมจะต้องเป็นหลักของแผ่นดิน การเมืองภาคประชาชนจะต้องเป็นพลังทางศีลธรรม

นายกรัฐมนตรีก็ยืนยันแข็งขันว่า "ไม่ยุบสภาไม่ลาออก"

แต่ในที่สุด ก็ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 โดยหวังว่าจะเป็นการออกจากวิกฤต ที่เรียกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ก็นำไปสู่วิกฤตการณ์การเลือกตั้งต่อไป เพราะพรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

การแข่งขันใดๆ ต้องมีความยุติธรรม จึงจะเป็นการแข่งขัน

ความยุติธรรมคือคู่แข่งจะต้องมีความใกล้เคียงกันในทุกๆ ทาง ไม่ใช่ไปเอาผู้ใหญ่กับเด็กมาแข่งกัน เอาเศรษฐีกับยาจกมาแข่งกัน เอาช้างกับมดมาแข่งกัน

ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ที่มารวมตัวกันเป็นพรรคไทยรักไทยมีทุนเป็นแสนๆ ล้านเปรียบเหมือนช้าง ปชป. ชาติไทย มหาชน นั้นถ้ามีทุนบ้างก็คงน้อยเต็มที ทรท. ยังถืออำนาจรัฐอยู่ด้วย และไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ ว่าจะไม่ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบคู่ต่อสู้

เมื่อทุนใหญ่ถืออำนาจรัฐ - ชนะเลือกตั้ง - เป็นรัฐบาล - สูบผลประโยชน์ทำให้ทุนของตัวใหญ่ขึ้น - เลือกตั้ง - เป็นรัฐบาล - สูบผลประโยชน์ทำให้ทุนของตัวใหญ่ขึ้น......

ทำให้เกิด "วงจรอุบาทว์แห่งการเลือกตั้ง" แต่เรียกมันว่ากติกาประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้านจะรู้ดีที่สุดว่า ขืนเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งการเลือกตั้ง เขาต้องหมดเนื้อหมดตัว ล้มละลายแน่ เขาจึงบอยคอตหรือคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องโจ๊กไป

การเลือกตั้งจึงแก้ปัญหาไม่ได้ด้วยประการฉะนี้

สมมุติว่าลากไปถึงการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้ แน่นอนว่า ทรท.ได้รับการเลือกตั้ง แต่อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือตั้งได้ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ เพาะคนที่เกลียดและไม่เชื่อถือไว้วางใจคุณทักษิณ ประกอบไปด้วย นักศึกษา คณาจารย์ สื่อมวลชน ชนชั้นกลาง ข้าราชการที่สุจริต ตลอดไปจนพระราชวงศ์ และองคมนตรี

ถึงคุณทักษิณจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก วิกฤตการณ์ทางการเมืองก็ไม่จบหรืออาจรุนแรงมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าทางออกต่างๆ ตีบตันไปหมด และคุณทักษิณมีส่วนสำคัญในการสร้างโครงสร้างที่ปิดล้อมตัวเองให้ออกไม่ได้

ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายคุณทักษิณและฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างตกอยู่ในความกลัว คือคุณทักษิณก็กลัว ว่าถ้ายอมลงจากอำนาจ อีกฝ่ายจะเข้ามาขุดคุ้ยและเสนอให้ยึดทรัพย์ ข้างฝ่ายพันธมิตรฯ ก็กลัวว่าถ้าประนีประนอมราข้อ จะไว้ใจคุณทักษิณไม่ได้ว่าจะไม่มาอุ้มฆ่าตามกิตติศัพท์ จึงไม่มีทางถอยหรือประนีประนอมกันได้

เมื่อตีบตันไปหมดแล้ว จะเป็นไปหรือมีทางออกอย่างไร

หนึ่ง รุนแรงแตกหัก นั้นคือคุณทักษิณไปฆ่าใคร หรือใครฆ่าคุณทักษิณ ซึ่งก็จะก่อเวรก่อกรรมอื่นๆ ต่อไป ในฐานะชาวพุทธเราย่อมไม่อยากเห็นเช่นนั้น

สอง เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน (Transformation) ตามปกติปุถุชนมีความทุกข์และก่อความทุกข์ให้ผู้อื่น เพราะธรรมชาติพื้นฐานในตัวตนที่เห็นแก่ตัวหรือเอาตัวตนเป็นใหญ่ การที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติพื้นฐานในตัวตนเป็นไปได้ยาก แต่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตนก็เกิดขึ้นได้ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกนึกคิด เห็นโลกและเห็นคนอื่นในมุมมองใหม่ เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งทั้งหมด เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด มีความสุข ความเป็นอิสระ และมีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

การจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตนเกิดขึ้นได้หลายทาง ในที่นี้จะขอกล่าวถึง 3 วิธี คือ

() มีประสบการณ์ใกล้ตาย (near-death experience) คนที่ใกล้ตายแต่ไม่ตายหลายคน เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคนใหม่ที่จิตใจดีอย่างยิ่ง

() การออกไปนอกโลกแล้วมองมาเห็นโลกทั้งใบ มนุษย์อวกาศชื่อ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ ยืนอยู่บนดวงจันทร์มองมาเห็นโลกทั้งใบ แล้วจิตใจเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง เพราะเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งใบ เกิดความรักอันไพศาล ต่อเพื่อนมนุษย์และโลกทั้งหมด

() เจริญศีล สมาธิ และปัญญาภาวนา โดยจะเป็นฆราวาสหรือเป็นพระก็แล้วแต่

ทางออกที่ดีที่สุดของนายกฯทักษิณคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน ซึ่งจะทำให้พบความสุข สงบ และหมดเวรหมดกรรม ไม่ควรคิดกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ถึงเป็นก็แก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาของประเทศไทยสลับซับซ้อน และยากยิ่ง แก้ไม่ได้โดยวีรบุรุษหรือรัฐบุรุษใดๆ ในภพภูมิของความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบเดิมๆ แต่ต้องการยกภพภูมิทางจิตใจให้สูงขึ้น จึงจะแก้ไขได้

ฉะนั้น แม้คนอื่นๆ ก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน การเมืองภาคประชาชนก็ต้องระวังกิเลสในตัวตนด้วย ถ้าชนะแล้วเกิดความฮึกเหิม ก็จะไปพลาดพลั้งเสียหาย แก้ปัญหายากๆ ไม่สำเร็จ แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ก็ต้องคิดถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเองด้วย การณ์ข้างหน้าจึงจะมีพลังของความถูกต้อง

ถ้านายกฯทักษิณและแกนนำพันธมิตรฯทั้ง 5 คน ออกบวชพร้อมกัน จะเป็นอย่างไรบ้าง บวชสัก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย เจริญศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเข้มข้น จนได้ลิ้มรสพระธรรมและเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง ถ้าใครติดใจจะบวชนานต่อไปอีกก็แล้วแต่

การออกบวชพร้อมกันนี้ ไม่มีการเสียหน้า ไม่มีใครแพ้ ทุกคนเป็นผู้ชนะ การทำความดีคือการชนะ และเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตนแล้ว ทุกคนจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะศึกษาลาเพศหรือยังคงบวชต่อไป

พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องมาตกลงกันที่จะปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง จะต้องเลิกพฤติกรรมเดิมๆ ที่พาบ้านเมืองไปสู่ความวิกฤต

ศีลธรรมจะต้องเป็นหลักของแผ่นดิน

กิจกรรมทุกอย่างจะต้องผูกอยู่กับหลักของแผ่นดิน

การเมืองจะต้องเป็นการเมืองศีลธรรม

เศรษฐกิจจะต้องเป็นเศรษฐกิจศีลธรรม

ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบความยุติธรรม ระบบการสื่อสาร ล้วนต้องมีรากฐานอยู่ในศีลธรรม

เราจะคดๆ โกงๆ เอาเปรียบกันแบบศรีธนญชัยต่อไป บ้านเมืองจะไปไม่รอด ขอให้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน เป็นการให้การศึกษาแก่เราทุกคนว่า ความถูกต้องเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความรัก ความปรองดอง ความสมานฉันท์ ความเจริญ และความร่มเย็นเป็นสุข (ผมมีปัญญาน้อย ถ้ากล่าวอะไรไปไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้อง หรือเป็นการล่วงเกินต่อผู้ใด ผมต้องขอประทานอภัย)

หน้า 2


คำเตือนครั้งสุดท้าย?

คอลัมน์ มติชนวิเคราะห์ มติชนรายวัน วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10233

"ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกฯนั้น ผู้สื่อข่าวทำเนียบได้ตั้งฉายาให้ท่านว่า "เตมีย์ใบ้" เพราะน้อยครั้งที่จะให้สัมภาษณ์ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม

แม้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่นิสัย "ป๋าเปรม" ก็ยังเป็นคนพูดน้อย ส่วนใหญ่ข่าวคำพูดของท่านที่นำมาเสนอกัน จะเป็นการพูดปาฐกถาตามงานสัมมนาต่างๆ ทั้งนั้น

ส่วนเรื่องจะออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองนั้น ในรอบ 20 ปีที่พ้นจากตำแหน่งนายกฯมายังไม่เคยมี!!!

แต่จู่ๆ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา นายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรมได้โทรศัพท์ถึงผู้สื่อข่าวสายทหารแจ้งว่า พล.อ.เปรมจะออกมาให้สัมภาษณ์ที่หน้าบ้านในช่วงเวลา 19.00 น. พร้อมทั้งเปิดเผยว่า พล.อ.เปรม เครียดมากกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้

ทำให้ผู้สื่อข่าวทุกสำนักไปเฝ้ารอการให้สัมภาษณ์อย่างเนืองแน่น

"ผมจึงอยากให้ข่าวนี้ ขอร้องท่านทั้งหลายช่วยกันนำไปบอกกับผู้ที่น่าจะมีส่วนทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองนี้สงบลง โดยยึดเอาความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง โดยยึดเอาความผาสุกของประชาชน ยึดเอาความไม่แตกแยกในบ้านเมืองของเรา เป็นตัวตั้ง แล้วไปคิดว่าจะทำอย่างไรสถานการณ์นี้จะคลี่คลายและสงบลงได้ หวังว่าทุกท่านจะคิดได้และทำได้ด้วย"

เป็นคำพูดสั้นๆ ที่กลั่นออกมาจากใจของ "ป๋าเปรม" ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งของทุกฝ่ายในเวลานี้

การออกมาให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ (ทปอ.) และ มูลนิธิองค์กรกลางและเครือข่ายประชาชนตรวจสอบการเลือกตั้ง (พีเน็ต) จะจัดการหารือร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างพรรคไทยรักไทย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และฝ่ายค้าน ในวันที่ 16 มีนาคม

จึงตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณให้ใช้เวทีนี้ในการยุติปัญหาความขัดแย้งต่างๆ โดยเร็ว

นอกจากนี้เป็นการแสดงความห่วงใยต่อเวทีการหารือ 3 ฝ่าย เพราะไปๆมาๆ แล้วข้อสรุปจากการหารือในเวทีดังกล่าว จะมีความศักดิ์สิทธิ์ให้ทุกฝ่ายนำไปยึดถือปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากแต่ละฝ่ายไม่จริงใจไม่จริงจังกับการหารือครั้งนี้ ก็จะไม่สามารถยุติปัญหาความขัดแย้งใดๆ ได้

โดยเฉพาะหากแต่ละฝ่ายยังมี "ธง" ของตัวเองหรือของฝ่ายตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วละก็ เชื่อว่าการเจรจาจะไม่ได้ข้อยุติใดๆ

ถ้าฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายค้าน "ยืนกราน" ว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องออกจากการเมือง ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณยึดมั่นว่าต้องทำตามกติกา รับรองว่าคุยกันไม่รู้เรื่องและไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

นี่ยังไม่พูดรายละเอียดอื่นๆ เช่น ฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายค้านต้องการใช้เวทีของพีเน็ตและต้องการให้เป็นเวทีเปิด เพื่อให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าว หวังใช้เวทีนี้ "สับ" พ.ต.ท.ทักษิณ!

ขณะที่ฝ่ายไทยรักไทยต้องการใช้เวทีของ ทปอ.หารือลับในห้อง และถ้าเป็นไปได้จะขอหารือกับตัวแทนฝ่ายค้านก่อน เพราะเป็นนักการเมืองด้วยกันน่าจะคุยกันได้ง่ายกว่า?!

เพราะคิดว่า หากเจรจากันดีๆ ให้เห็นถึงข้อเสียของการใช้ระบบ "กฎหมู่" ล้มนายกฯ ซึ่งต่อไปหากพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่นๆ ได้เป็นนายกฯก็อาจจะต้องเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะทำให้ "ประเพณี-วัฒนธรรมการเมือง" ของไทย ต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป ซึ่งไม่ดีกับฝ่ายการเมืองแน่นอน

ดังนั้น ถ้าเจรจาให้พรรคร่วมฝ่ายค้านส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ ไม่ว่ากลุ่มพันธมิตรจะชุมนุมต่อไปอย่างไร การเมืองก็ยังมีทางออกให้เดินต่อไปได้ เพราะเมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ต้องมีสภา เมื่อมีสภาก็มีนายกและรัฐบาลในที่สุด

เชื่อว่าฝ่ายพันธมิตรเองก็คงไม่ยอมให้เกิดการเจรจาในลักษณะนี้ขึ้นเช่นกัน

ในที่สุดการเจรจาครั้งนี้ก็จะเป็นแค่ "การพายเรือในอ่าง" ไม่มีทางออกใดๆกับประเทศชาติและประชาชน!

ดังนั้น "ป๋าเปรม" จึงออกมาเตือนให้ทุกฝ่ายก่อนที่เจรจาจะมีขึ้น

และอาจเป็นการเตือน "ครั้งสุดท้าย" ก่อนที่ฝ่ายที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่จะ "เหลืออด" กับสภาพบ้านเมืองในขณะนี้!!!

หน้า 11