หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ร่วมประสานเสียง "ท้าาากสิน....ออกไป!"

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย ร.ศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3775 (2975)

หากจะอุปมาประเทศเป็นดั่งบริษัท ประชาชนเจ้าของประเทศ ก็ย่อมมีสถานะของความเป็นเจ้าของเหมือนกับผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของบริษัทนั่นเอง

เนื่องจากเจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นนั้นมีจำนวนมากมาย การที่ทุกคนจะเข้ามาช่วยกันทำหน้าที่เป็นผู้บริหารบริษัท โดยพร้อมเพรียงกันนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ถือหุ้นจึงต้องเฟ้นหานักบริหารมืออาชีพเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนั้น ต้องได้รับฉันทามติของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ในลักษณะเดียวกันกับการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเฟ้นหาตัวผู้นำรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย

ผู้ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ตัวแทน" ของเจ้าของบริษัท ย่อมจะต้องดำเนินการ และวางตัวอยู่ภายใต้ ข้อตกลงหรือสัญญา ที่มีต่อผู้ถือหุ้นทั้งหลาย ว่าตนเองนั้นจะทำหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องผลประโยชน์ต่างๆนานา ที่ก่อเกิดจากการดำเนินงานของบริษัท ให้ตกแก่ "ผู้เป็นเจ้าของ" อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ตกหล่น

ความสัมพันธ์ระหว่างบรรดาเจ้าของกับผู้บริหารของบริษัท จึงเป็นไปในลักษณะเดียวกัน กับความสัมพันธ์ระหว่าง principal (หรือ "ผู้ว่าจ้าง") กับ agent ("ผู้รับจ้าง")

ฉันใดก็ฉันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง "ประชาชน" กับ "นายกรัฐมนตรี" ก็มีลักษณะของ principal-agent ด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ได้มอบอำนาจในการบริหาร โดยผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็นนายกรัฐมนตรี และทำหน้าที่ในฐานะ "ตัวแทน" ของปวงชน ผู้ซึ่งมีพันธกิจที่ต้องดำเนินการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนของประเทศโดยรวม มิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการจำเพาะ

ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเกิดความสงสัยว่า ผู้บริหารบริษัทจะมีการกระทำที่ผิดต่อข้อตกลงที่ได้มีต่อกัน เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิอันชอบธรรม ที่จะเข้าตรวจสอบ ซักถาม รวมทั้งถอดถอนเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ซึ่งครั้งหนึ่งนั้น ผู้ถือหุ้นต่างเคยให้ความไว้วางใจให้เข้ามาทำงานเป็นตัวแทน ผู้บริหารอาจไม่มีโอกาสทำงานครบวาระตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ หากบรรดาผู้ถือหุ้นพร้อมใจกับ อัปเปหิให้ออกจากตำแหน่ง

ตรรกะของการอุปมาอุปมัยนี้สะท้อนถึงนัยว่า ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศต่างมีสิทธิอันชอบธรรม และโดยเท่าเทียมกันที่จะตรวจสอบและซักถามถึงการบริหารประเทศของนายกฯ หากเกิดข้อสงสัยในพฤติกรรม หรือผลงานการบริหารประเทศของนายกฯ รวมไปถึงการขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดวาระอีกด้วย

การชุมนุมของประชาชนที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้นั้น สามารถมองได้ว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของบรรดา "ผู้ว่าจ้าง" หรือ principal ต่อการกระทำผิดใน "งานที่ได้รับมอบหมาย" ของนายกฯ ผู้เป็นเสมือน "ผู้รับจ้าง" (หรือ agent) ในบริบทของสัญญา (contract)

19 ล้านเสียงที่พรรคไทยรักไทยได้รับในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นความไว้วางใจที่ประชาชน ได้มอบให้กับ นายกฯ และพรรคไทยรักไทย ประหนึ่งฉันทามติของผู้ถือหุ้นที่ตกลงใจเลือกผู้บริหารที่เพิ่งหมดวาระไป กลับมาทำหน้าที่ในการบริหารบริษัทอีกครั้ง

ด้วยเสียงสนับสนุนที่มากมายเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยไม่เพียงจะสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ยังเป็นผู้กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการหวนคืนสู่เก้าอี้นายกฯอีกครั้ง ของหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้วนั้น มาพร้อมกับอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศโดยแท้จริง

คำกล่าวที่ว่า "อำนาจที่มากล้นนั้น ย่อมผูกพันตามมาด้วยพันธกิจอันยิ่งใหญ่ และความคาดหวังที่เหนือระดับปกติ" ยังคงเป็นจริงเสมอ

พรรคไทยรักไทยไม่เพียงแต่จะต้องแบกรับความคาดหวังที่ 19 ล้านเสียงมีให้กับโครงการอย่างเมกะโปรเจ็กต์ SML โคล้านตัว และการขจัดความยากจนให้หมดประเทศ ฯลฯ ตัวหัวหน้าพรรคเองนั้นยังถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ของผู้ปกครอง และอุดมด้วยจริยธรรมอันดีงามอีกด้วย เพราะอำนาจอันล้นเหลือเช่นนี้ หากไม่มีคุณธรรมภายจิตใจตนคอยกำกับแล้วไซร้ ย่อมอาจพาให้ใช้อำนาจในมือไปในทางมิชอบได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมขณะนี้ ที่ยากจะหาใครหาญกล้ามาช่วยทัดทาน หรือเตือนสติ เพราะทั้งองค์กรอิสระและซีกตรงกันข้ามทางการเมืองต่างไม่อยู่ในสภาพที่จะพึ่งพิงได้แม้แต่น้อย

แม้ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกฯในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จะไม่เคยขาดหายไปเลยตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง แต่เสียงเหล่านั้นไม่เคยดังพอ ที่จะสั่นสะเทือนความมั่นคง ของรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางการบริหารประเทศ ของหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และยังคงให้โอกาสนายกฯบริหารประเทศต่อไปอยู่ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การขายหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ ให้กับกองทุนเทมาเส็กจากประเทศสิงคโปร์เมื่อต้นปีนี้เอง

อาจกล่าวได้ว่า การขายชินคอร์ปนี้เป็นตัวจุดชนวนการต่อต้านในระดับมวลชนวงกว้างอย่างแท้จริง เพราะการกระทำของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดอย่างมหันต์ต่อบทบาท และความคาดหมายที่ประชาชนจำนวนมากมีให้กับพรรคไทยรักไทย อันมีโทษถึงขั้นต้องขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งสถานเดียว

ประเด็นเรื่องการขายหุ้นไม่เสียภาษีนั้น เป็นเพียงแค่สิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณนักธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด ภายใต้กฎกติกาที่ยังมีรอยโหว่อยู่เสมอ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องของจริยธรรมบกพร่องเล็กน้อย ไม่ได้ผิดอย่างร้ายแรง เพราะนักธุรกิจทั่วๆ ไปก็ทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำธุรกรรม ทุกอย่างยังกระทำภายใต้กรอบของกฎหมายอีกด้วย

แต่ในระหว่างขั้นตอนของการทำดีลประวัติศาสตร์นี้นั้นกลับเป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนกว่า ถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรง ในการทำหน้าที่ผู้บริหารประเทศ หรือในฐานะของ agent ที่มีสัญญาผูกมัดว่า จะต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย กล่าวคือนายกฯ (โดยผ่านนอมินีที่มีชื่อต่างๆ กัน) ได้ละเลยการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการกำกับ และตรวจสอบ (ก.ล.ต.) ใน 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1.ในเรื่องของการรายงานสัดส่วนการถือครองหุ้น กับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ (ซึ่งมีผลตามมาถึงการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์กับผู้ถือหุ้นชินรายอื่นๆ) และ 2.ในเรื่องของการปิดบังการตกลงซื้อขายหุ้นของชินคอร์ป กับเทมาเส็ก ที่ถูกอุบไว้จนถึงวินาทีสุดท้าย

ตัวนายกฯเองทราบดีว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ นั้นถูกกำหนดขึ้นเพื่อปกป้องประ โยชน์ของนักลงทุนรายย่อยที่อาจขาดโอกาส จะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ การตัดสินใจกระทำโดยไม่ใส่ใจ ถึงกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในลักษณะเช่นนี้นั้น เท่ากับว่านายกฯไม่ให้ความสำคัญกับนักลงทุนรายย่อย หรือพวก "แมงเม่า" ผู้มักจะเสียเปรียบนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งโต็ะรับซื้อหุ้นเมื่อสัดส่วนการถือครองเกินกว่าร้อยละ 25 ก็ดี หรือว่าเรื่องการไม่แจ้งกับตลาดเมื่อบริษัทกำลังจะถูกเข้าครอบงำกิจการก็ดี นายกฯละเลยที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน และทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผลให้ทางตลาดไม่สามารถดำเนินการตามสมควร เพื่อให้ความคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยได้ และปิดโอกาสที่นักลงทุนรายย่อยจะได้ปรับกลยุทธ์ในทิศทางที่สมควรได้

ตรงกันข้ามผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชินกลับปล่อยให้ข่าวของดีลนี้โหมกระพือกระแสการเก็งกำไรในหุ้น SHIN โดยมิใยดีว่าการนิ่งเฉยเช่นนี้ จะช่วยเติมเชื้อไฟ ล่อบรรดาแมงเม่าให้เข้ามาเล่นตาม ยิ่งไปกว่านั้นมีการตรวจพบในภายหลัง ฟ้องชัดว่า มีผู้บริหารในตระกูลชินวัตรทะยอยปล่อยหุ้นออกขายทำกำไร ในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมทำให้ประชาชนซาบซึ้งถึงดุลยพินิจของผู้เป็นนายกฯที่แม้จะกำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่ แต่กลับเห็นผลประโยชน์ของตัวเองและคนใกล้ชิดสำคัญกว่าบรรดานักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ฯ

พฤติกรรมเยี่ยงนี้ทำให้ประชาชนไม่สามารถไว้วางใจได้ว่า ในการเจรจาต่อรองกับต่างประเทศในเรื่องสำคัญๆ เช่นการตกลงเขตเสรีทางการค้าหรือ FTA ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของประเทศกับประเทศคู่สัญญานั้น หากถึงคราวต้องเลือกระหว่างประโยชน์ของประชาชนตัวเล็กๆ ที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ กับประโยชน์ของตนและพวกพ้อง หัวหน้าพรรคไทยรักไทยจะดำเนินการในฐานะของตัวแทนทางฟากไหน เหตุการณ์ดีลชินคอร์ปทำให้บรรดาชน ชั้นกลางและคนมีการศึกษาเชื่ออย่างสนิทใจว่า เขาจะไม่เลือกฟากประชาชน

ภายหลังจากการที่เทมาเส็กเข้ามาซื้อหุ้นชิน คอร์ปในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว หลายฝ่ายได้ทำการตรวจสอบ กระบวนการซื้อขายครั้งนี้ อย่างถ้วนถี่ และในเวลาต่อมาได้พบว่านี่มิใช่การเทกโอเวอร์ธรรมดา ตรงกันข้ามกลับมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีบริษัทนอมินีเกี่ยวข้องไม่น้อย ทั้งมีการทำธุรกรรม และนิติกรรมอำพรางนานานัปการเพื่อหลบเลี่ยงกฎระเบียบของรัฐ 1 จนชวนให้ประชาชนคิดต่อไปได้ถึงความสุจริตใจ ของบิดานายพานทองแท้ ชินวัตร ในการ ทำหน้าที่เป็น "ตัวแทน" ของประชาชน เมื่อคราวที่ได้ทำข้อตกลงสนธิสัญญา หรือธุรกรรมต่างๆ ในนามของรัฐบาล ว่ายังมีความจริงอะไรบ้างที่ "ซุก" ซ่อน หรือปิดบังประชาชนไว้อีก (อ่านได้จากหนังสือเรื่อง "25 คำถาม ชิน : เบื้องหลังดีลเทกโอเวอร์ ชินคอร์ป" โดยม้านอกและเด็กนอกกรอบ สำนักพิมพ์ Open Books)

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ผลักดันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจำนวนมาก ต้องออกมาสู่ท้องถนน เรียกร้องให้นายกฯก้าวลงจากตำแหน่ง ซึ่งการเคลื่อน ไหวที่ดำเนินมาจนถึงวันนี้นั้นเป็นไปโดยสันติ และอยู่ในกรอบของการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย มิใช่เป็นการชุมนุมของเหล่า "กุ๋ยข้างถนน" แต่อย่างใด

หากตัวนายกฯมีความบริสุทธิ์ใจในทุกเรื่องที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา และเชื่อว่าได้ดำเนินการทุกอย่างโดยสุจริตใจแล้ว นายกฯสมควรที่จะเดินหน้าขึ้นเวที ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง แต่หากไม่อยู่ในฐานะที่จะเคลียร์ตัวเองจากข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ นายกฯน่าจะทราบดีว่าคำพูดจากใจเพียงไม่กี่คำก็สามารถสยบการเคลื่อนไหวทั้งหลายทั้งปวงได้ และจะช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากภาวะอึมครึมทางการเมืองในทันที

เสียดายที่นายกฯคนนี้กลับเลือกพาตัวเองไปในที่ๆ บรรดาคนรอบข้างจัดเตรียมฝูงชนไว้ต้อนรับแทน ไปเพื่อรับมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ชื่นชมกับป้ายเชียร์ยกยอที่ชูกันสลอน และพูดในเวทีที่เขามั่นใจว่าจะมีใครกล้ามาปริปากโต้แย้ง หรือตั้งคำถามกลับ

เสียงตะโกนก้องท้องสนามหลวง และถนนราชดำเนินในยามค่ำคืนจะยังคงดังก้องอยู่ต่อไป ตราบใดที่นายกฯยังไม่กล้าทำในสิ่งที่เขาควรจะกระทำ

"ท้าาาาาาากสิน ...ออกไป!"

หน้า 2