หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ข้อคิดจาก 90 ปี อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10232

9 มีนาคม 2549 เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 90 ปีของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคล และ "สามัญผู้ยิ่งใหญ่" คนหนึ่งของสังคมไทย ผู้ "ให้มาก และเอาไปน้อย" วันสำคัญนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้ที่นับว่าตนเองเป็นศิษย์อาจารย์ป๋วย หรือศิษย์คำสอนและเลื่อมใสวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่านอาจารย์ได้ทบทวนบทบาทของตนเอง

นอกจากหนังสือ "เศรษฐกิจประเทศไทย" ที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มในเดือนตุลาคม 2498 (รวบรวมจากคำบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ ของท่านอาจารย์ป๋วย สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แล้วยังมีเอกสารคำบรรยายเกี่ยวกับหลักธรรมจริยา ซึ่งควรยึดถือในทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ปิยมิตรของท่านได้ร่วมปรับปรุงแก้ไขด้วยอีก เล่มหนึ่ง

ในเอกสารคำบรรยายนี้ ผู้เขียนได้เน้นว่าธรรม และศีล ตามหลักพุทธศาสนานั้นมีความสอดคล้องกัน ในทางเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างดี ธรรมหมายถึงการช่วยเหลือให้บุคคลและสังคมโดยรวมดีขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือความยุติธรรม ส่วนศีล หมายถึงการละเว้นจากการสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น

ท่านอาจารย์ป๋วยได้ขยายความโดยยกตัวอย่างกรณีที่ถือว่าขัดกับหลักธรรมและศีล หรือหลักธรรมจริยาในทางเศรษฐศาสตร์ ไว้หลายกรณี ได้แก่ (อ้างจาก อันเนื่องมาแต่ตุลาคม 2519 ป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2523)

1.ข้าราชการผู้รับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน

2.ข้าราชการผู้เกี่ยวโยงกับธุรกิจเอกชนในฐานะประธานหรือกรรมการบริษัท ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดกับหน่วยงาน ซึ่งข้าราชการผู้นั้นปฏิบัติงานอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมิได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน ก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจนั้นก็ตาม

3.ข้าราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม

4.นโยบายเศรษฐกิจซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อย ในขณะที่เป็นผลร้ายต่อคน ส่วนใหญ่

5.บุคคลผู้สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการ เพื่อเอาเปรียบสาธารณชน

6.ข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งรัฐบาลออกบังคับใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล

7.การหลีกเลี่ยงภาษีอากรของบุคคลและบริษัทห้างร้าน

8.การกักตุนสินค้าในยามขาดแคลน โดยมุ่งค้าหากำไรในตลาดมืด

9.ราษฎรผู้ปราศจากอาชีพ ผู้ไม่พยายามหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตหรือไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองของชาติ ผู้ปราศจากสติยับยั้งและความรู้สึกผ่อนหนักผ่อนเบา ผู้ที่พยายามเอาเปรียบผู้อื่น และผู้ไม่พยายามขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว และคอยขัดขวางความก้าวหน้า

10.ชนกลุ่มน้อยซึ่งกลายเป็นผู้ร่ำรวยอย่างมหาศาลในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความยากจนแร้นแค้น

11.ผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจและมีรายได้สูงหรือผู้ที่ได้รับมรดกตกทอดจำนวนมาก แต่มิได้นำทรัพย์สินเหล่านั้นมาลงทุนในทางที่ก่อให้เกิดผลผลิต อันจะช่วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

หลักธรรมจริยาทั้ง 11 ข้อข้างต้นนี้ "โดนใจ" คนหลายคนในปัจจุบัน แต่สำหรับเหล่าบรรดาผู้นับตนเองว่าเป็น "ศิษย์อาจารย์ป๋วย" แล้วมีหลายข้อซึ่งขัดกับหลักธรรมจริยาที่ควรใคร่ครวญดังต่อไปนี้

(ก) "ข้าราชการผู้รับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว" เหล่าศิษย์ที่ทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และการเงินการคลังทั้งหลาย พึงตระหนักว่าการสร้างให้มี "สองมาตรฐาน" เพื่อประโยชน์แห่งความก้าวหน้า ในงานราชการของตน ก็เปรียบเสมือนกับการรับสินบนหรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวอย่างไม่ต้องสงสัย

การกล่าวเพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอ อย่าลืมว่าสิ่งใดที่ทำไปนั้น "เพื่อนร่วมอาจารย์" เดียวกัน ผู้อยู่ในหน่วยงานลักษณะเดียวกัน รวมทั้งผู้ที่จับตามองนั้น เขามิได้ "กินแกลบ" (ขอใช้สำนวนคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์)

(ข) "ข้าราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพแม้ว่าจะเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม" บางท่านที่ทำการดังกล่าวในข้อ (ก) มีสภาพเหมือน "ข้าราชการผู้ที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการผิดหลักธรรมจริยาอย่างชัดแจ้ง การละเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่อันพึงกระทำก็เป็นการผิดหลักธรรมจริยาข้อเดียวกัน

(ค) "บุคคลผู้สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการ เพื่อเอาเปรียบสาธารณชน" เป็นการละเมิดหลักธรรมจริยาของผู้ไม่ได้เป็นข้าราชการ ถ้าบังเอิญผู้นั้นเคยนับว่าเป็น "ศิษย์อาจารย์ป๋วย" ก็เท่ากับกระทำสิ่งซึ่งตรงข้ามกับคำสอนและวัตรปฏิบัติของท่านอาจารย์

หากท่านอาจารย์ป๋วยยังมีชีวิตอยู่ คงไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านโทมนัสใจได้เท่ากับคนที่นับว่าตนเองเป็นศิษย์ละเมิดธรรมจริยา 3 ข้อข้างต้นเป็นแน่ ไม่มีการบูชาคุณครูใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการกระทำการสิ่งที่สมกับที่เป็นศิษย์ครู

ชีวิตของท่านอาจาย์ป๋วยนั้นเปรียบเสมือนข้อความที่ท่านอาจารย์พระยาอนุมาน ราชธนได้เขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2484 ดังนี้ "จำได้เคร่าๆ ว่าได้อ่านหนังสืออังกฤษเรื่องหนึ่ง กล่าวถึงหาดทรายชายทะเลเวลาน้ำลงตอนเย็น เขาว่าในเวลาเย็นอย่างนั้น มีคนมาเที่ยวเล่นตามหาดทรายกันมาก บ้างนั่ง บ้างเดินกันอยู่ขวักไขว่ จะพบรอยเท้าเหยียบย่ำไปบนทราย สันสนปนกันที่ทับรอยก็มี รอยเท้าบางรายก็เป็นรอยลึกเห็นชัด ที่มีรอยเห็นชัดแต่ครึ่งเดียว รอยอีกครึ่งหนึ่งหายไปก็มี รอยเท้าเหล่านี้มีทั้งรอยใหญ่รอยเล็ก สุดแต่เจ้าของผู้ที่เหยียบย่ำมาบนทราย ครั้นแล้วรอยเท้าเหล่านั้น ก็พลันถูกทะเลในเวลาน้ำขึ้นท่วมลบรอยให้สูญหายไปหมดแล้ว ก็ตั้งต้นมีรอยเท้าใหม่ในเวลาน้ำลงอีก เขาเปรียบรอยเท้าบนหาดทรายเหมือนชีวิตของคนที่เกิดมา ถ้าเป็นคนมีคุณงามความดี ก็เสมือนรอยที่เห็นเด่นอยู่ในทราย ผู้ที่มีคุณงามความดีน้อยกว่า ก็เสมือนรอยในทรายที่เห็นไม่เด่น หรือ บางทีก็สักแต่ว่าเป็นรอยเห็นรางๆ เท่านั้น ครั้นแล้วมฤตยูซึ่งเปรียบได้ด้วยน้ำทะเลเวลาขึ้นก็มาท่วมลบรอยหายไปหมด จะอยู่ในความจำของผู้รุ่นหลังก็แต่รอยที่เห็นเด่น....."

"ศิษย์อาจารย์ป๋วย" ทั้งหลาย เลือกได้ว่าต้องการจะเป็นรอยเท้าแบบใดครับ

หน้า 6