หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"สันติวิธี" กับวิกฤติสังคมไทย

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549

หลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องหรือเสนอแนะให้ใช้ "สันติวิธี" ในการคลี่คลายภาวะ "วิกฤติ" ของสังคมไทยในขณะนี้ รวมทั้งผมเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบุคคลที่ขอเรียกตัวเองว่า "นักสันติวิธี"

มี รศ.ดร.โคทม อารียา (ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล) รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ (ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในสังกัดรัฐสภา) เป็นต้น

ส่วนผมเองเป็นประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

"ศูนย์คุณธรรม" มีพันธกิจในการส่งเสริม "ขบวนการคุณธรรม" ซึ่งย่อมรวมถึง "ขบวนการสันติวิธี" ไปด้วยโดยปริยาย เพราะ "สันติวิธี" ก็คือ "คุณธรรม" อย่างหนึ่งนั่นเอง

ประเทศไทยของเรากำลังประสบภาวะวิกฤติ ทั้งทางการเมืองและทางสังคม ซึ่งถ้าคลี่คลายไม่ได้จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติทางจิตใจ เศรษฐกิจ และอื่นๆ รวมถึงอาจเกิดการปะทะรุนแรง ถึงขั้นบาดเจ็บ ล้มตาย ทรัพย์สินเสียหาย ฯลฯ กลายเป็น "โศกนาฏกรรม" ที่สร้างรอยร้าวและบาดแผลในดวงจิตของคนไทยและสังคมไทยอย่างน่าเศร้าเสียใจอีกครั้งหนึ่ง

"สันติวิธี" เป็นสะพานสู่ทางออกจากวิกฤติ "สันติวิธี" จึงน่าจะเป็น "สะพานสู่ทางออก" จาก "วิกฤติสังคมไทย" ในปัจจุบัน

"สันติวิธี" มีได้ 2 แบบ คือ "แบบชั้นเดียว" และ "แบบสองชั้น"

"สันติวิธีแบบชั้นเดียว" คือ การเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้ "ความรุนแรง" แต่มุ่งให้ได้ "ชัยชนะ" ของฝ่ายตน แบบนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหิงสา" (Non-violence)

ส่วน "สันติวิธีแบบสองชั้น" ได้แก่ การใช้วิธีการอันเป็นสันติ รวมถึงการพูดจาต่อรอง (Negotiation) เพื่อให้ได้ "ข้อตกลงร่วมกัน" ซึ่งเป็นที่พอใจหรือยอมรับได้ร่วมกันทุกฝ่าย แบบนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การสร้างสันติ" (Peace Building)

ถ้าประยุกต์หลักการและความหมายข้างต้นเข้ากับสถานการณ์ของสังคมไทยในขณะนี้ จะเห็นว่ามี "คู่ขัดแย้ง" อยู่ 3 ฝ่าย ได้แก่ (1) ฝ่ายรัฐบาลรักษาการ (2) ฝ่ายอดีตพรรคฝ่ายค้าน (3) ฝ่ายชุมนุมเรียกร้อง

ทั้ง 3 ฝ่ายกำลังใช้ "สันติวิธีแบบชั้นเดียว" คือ ไม่ใช้ความรุนแรงทางร่างกายหรือทางอาวุธ แต่มีการใช้ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีตลอดจนกลอุบายต่างๆ ที่กล่าวหาหรือกดดัน หรือสร้างความเสียหายให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ เพื่อให้ฝ่ายตนได้รับ "ชัยชนะ"

ควรใช้ "สันติวิธีแบบสองชั้น"

ยังไม่มีฝ่ายใดพยายามใช้ "สันติวิธีแบบสองชั้น" คือ หาทางพูดจาต่อรองเพื่อให้ได้ "ข้อตกลงร่วมกัน" โดยอาจจะมีหรือไม่มี "คนกลาง" ช่วยด้วยก็ได้

"คนกลาง" ในกระบวนการสันติวิธีนี้ ยังมีได้ 2 แบบหลักๆ คือ (1) แบบช่วย "เอื้ออำนวย" (Facilitating) คือช่วยประสานเชื่อมต่อ (เช่น พูดกับฝ่ายนั้นทีฝ่ายนี้ที เพื่อนำเข้าสู่การพูดจาต่อรองอย่างพร้อมหน้าเมื่อทุกฝ่ายมีความพร้อม) ช่วยจัดกระบวนการ ช่วยดำเนินการประชุม ฯลฯ

คนกลางแบบที่ (2) คือ ช่วยเป็น "ร่มบารมี" ให้คู่กรณีได้มาพูดจากันในบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการปรองดองกันได้ง่ายขึ้น คนกลางแบบนี้มักเป็น "ผู้ใหญ่" หรือ "ผู้อาวุโส" หรือ "ผู้มีตำแหน่งฐานะ" ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของทุกฝ่ายที่เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้ง

กรณีความขัดแย้งทั่วไป อาจใช้คนกลางแบบใดแบบหนึ่งก็เพียงพอ แต่ในบางกรณีที่มีความยากและซับซ้อนหรือละเอียดอ่อนมากๆ อาจอาศัยคนกลางทั้ง 2 แบบ ร่วมกันก็ได้

สมมติว่า ทั้ง 3 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ ยอมหันหน้ามาพูดจากัน และสมมติด้วยว่า สามารถตกลงหาบุคคล ซึ่งเห็นชอบหรือยอมรับร่วมกันมาช่วยทำหน้าที่ "คนกลาง" ให้

คำถามต่อไปคือ "จะมีทางตกลงกันได้หรือ?" ในเมื่อคู่ขัดแย้งมี "จุดยืน" ที่สวนทางกันอย่างชัดเจน

เป็นหน้าที่ของ "คนกลาง" ที่จะพยายามชวนให้ทุกฝ่ายละวาง "จุดยืน" ของตนแล้วมุ่งหา "จุดประสงค์" ร่วมกัน เช่น จุดประสงค์ร่วมกัน อาจได้แก่ "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความเจริญสุขร่วมกัน" หรืออาจตั้งจุดประสงค์ร่วมกันว่า เพื่อสนองต่อพระปฐมบรมราชโองการ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

ทั้งนี้ "สันติวิธี" จะไม่พยายามค้นหา ว่าใครถูกใครผิด หรือใครดีใครไม่ดี แต่จะพยายามหาทางออกจากความขัดแย้งสู่ข้อตกลงร่วมกันเป็นหลัก

เมื่อได้จุดประสงค์ร่วมกันแล้ว ขั้นต่อไปคือพยายามหา "วิธีการ" สู่การบรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน

การพูดจาต่อรองในเรื่องที่ยากและซับซ้อน เช่น วิกฤติการเมืองและสังคมไทยครั้งนี้ คงต้องใช้เวลาให้มากพอ แต่ถ้าตกลงจุดประสงค์ร่วมกันได้แล้ว การค้นหาวิธีการมักจะเป็นไปได้ในที่สุด

"ชุดวิธีการ" ที่จะช่วยให้ออกจากวิกฤติ

ซึ่ง "วิธีการ" ที่ว่านั้น คงจะเป็น "ชุดวิธีการ" คือมีหลายๆ อย่างที่ตกลงกันว่าจะทำพร้อมกันไป ผมจะลองใช้จินตนาการว่า อาจบรรลุข้อตกลงเป็น "ชุดวิธีการ" เช่น ทำนองนี้

1.ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549

2.ให้ กกต. และกลไกต่างๆ พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3.ให้มีการหาเสียงหรือรณรงค์อย่างเปิดเผยเป็น 2 ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายขอให้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย และฝ่ายขอให้งดเว้นการออก

4.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกลงและประกาศ จะไม่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ภายหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่อาจจะทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยอาจยังคงเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หรือเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

5.รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 จะเป็นรัฐบาลและสภาชั่วคราว มีหน้าที่หลักคือ (1) การดูแลให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามปกติ (2) การดูแลและดำเนินการเกี่ยวกับการเฉลิมฉลอง 60 ปี ครองราชย์ (3) การดำเนินการให้มีการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ เฉพาะในส่วนที่จะทำให้สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ภายในประมาณสิ้นปี 2549 โดยเป็นที่เห็นชอบร่วมกันของทุกฝ่าย

6.การแก้ไขปรับปรุงส่วนอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญ ให้ทำภายหลังมีการเลือกตั้งครั้งใหม่แล้ว โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของส่วนต่างๆ ของสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งมากกว่า 3 ฝ่าย ที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่

7.ให้ทั้ง 3 ฝ่าย ละเว้น จากการบริภาษ ยั่วยุ เสียดสี หรือการให้ร้ายอย่างไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายอื่นๆ

8.ให้ฝ่ายชุมนุมเรียกร้อง ยุติการชุมนุม ฝ่ายรัฐบาลรักษาการสนับสนุนให้สื่อทุกประเภทมีอิสระในการดำเนินงาน และฝ่ายอดีตพรรคฝ่ายค้านประกาศจะเข้าเสนอตัวในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายหลังการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญแล้ว ที่ผมลองจินตนาการดูข้างต้นนั้น เป็นตัวอย่าง หรือ "ตุ๊กตา" ให้เห็นว่า น่าจะมีทางบรรลุข้อตกลงได้ ถ้าได้พูดจาต่อรองกันโดยมีคนกลางช่วยเอื้ออำนวย และมีจุดประสงค์ที่ได้พิจารณาเห็นชอบร่วมกันเป็นตัวตั้งสู่การปฏิรูประบบคุณธรรม สังคม และการเมือง

ส่วนคำว่า "ส่วนต่างๆ ของสังคม" ที่ควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะรวมถึง (1) ภาคชุมชนฐานราก (ประชาชน ชาวบ้าน ทั้งในชนบทและในเมือง) (2) ภาคธุรกิจ (3) ภาควิชาการ ทั้งนี้ โดยถือว่า (4) "ภาคประชาสังคม" (Civil Society) (5) ภาคการเมือง ฝ่ายรัฐบาล (6) ภาคการเมืองฝ่ายค้านนั้น รวมอยู่ในคู่ขัดแย้ง 3 ฝ่าย ซึ่งต้องร่วมในกระบวนการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว รวมแล้วจึงเป็น 6 ฝ่ายหรือ 6 ภาคส่วนของสังคม ที่ควรมีบทบาทร่วมกันในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ

นอกจากแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญแล้ว ผมยังเห็นว่าทั้ง 6 ฝ่าย น่าจะร่วมกันศึกษาพิจารณาประเด็นที่ใหญ่กว่า และสำคัญยิ่งขึ้นไปอีกด้วย นั่นคือ ประเด็นว่าด้วย "การปฏิรูประบบคุณธรรม สังคม และการเมืองไทย"