หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ยอม "ยุ่ง" กันวันนี้หรือ "ยุ่ง" หนักกว่านี้ในอนาคต

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10225

"บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เศรษฐกิจดีอยู่แล้ว จะวุ่นวายกันไปทำไม" นี่คือทัศนคติของคนไทยส่วนหนึ่ง เมื่อเห็นการประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้นตลอด 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา ตลอดจนเห็นการต่อสู้ของพรรคฝ่ายค้านด้วยการบอยคอตการเลือกตั้ง

สำหรับคนกลุ่มนี้ที่อาจมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนักธุรกิจ ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่นับถือรักใคร่นายกฯทักษิณ ชื่นชอบนโยบายของพรรคไทยรักไทย และได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากนโยบายของรัฐบาลทักษิณ

อีกกลุ่มหนึ่งที่มีทัศนคติเช่นนี้ อาจเป็นประชาชนธรรมดาที่อยู่กลางๆ ไม่สนใจการเมือง แต่ไม่ชอบ "ความวุ่นวาย" ชอบสภาวะเป็นอยู่ที่ราบเรียบเพราะคิดว่าเหมาะสมสำหรับสังคมไทย

ในทางตรงกันข้ามก็มีคนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ไม่สนใจว่าการประท้วงต่อต้านนายกรัฐมนตรี และการบอยคอตการเลือกตั้ง จะทำให้บ้านเมืองขาด "ความเรียบร้อย" เกิด "ความวุ่นวาย" เศรษฐกิจถูกกระทบในบ้านเมือง เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีขาดความชอบธรรมในการเป็นผู้นำจากการขายหุ้นชินคอร์ปและสร้าง "ระบอบทักษิณ" ที่ทำให้เกิดความเป็นเผด็จการในการปกครอง บ้านเมืองอุดมด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก มีคอร์รัปชั่นเต็มเมือง ฯลฯ

ผู้คนเหล่านี้มักเป็นคนอยู่ในเมืองและ/หรือเป็นคนที่ติดตามการเมือง รู้ความเป็นมาเป็นไปของคอร์รัปชั่นนานาลักษณะ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตามสำนวนปัจจุบันที่เรียกว่า "รู้ทันทักษิณ" และรู้ทัน "ระบอบทักษิณ" ไม่พอใจกับการขาดจริยธรรมของผู้นำ และไม่ชอบบางนโยบายที่ทำให้คนบางคนรวยผิดปกติ ฯลฯ

ผู้คนเหล่านี้โกธรแค้น ชิงชังตัวนายกรัฐมนตรี ต้องการให้นายกฯทักษิณ ลาออกไปหรือประกาศว่าจะไม่ลงเลือกตั้ง หรือไม่เป็นนายกรัฐมนตรีหรือหลุดพ้นจากการเมืองไทยไป บางคนไปไกลถึงขนาดต้องการให้ไปอยู่ต่างประเทศตลอดจนยึดทรัพย์

คนสองกลุ่มนี้ไม่มีวันพูดกันรู้เรื่อง หากประจันหน้ากันจะปะทะกันอย่างรุนแรงค่อนข้างแน่นอน ฝ่ายหนึ่งต้องมนต์เสน่ห์ทักษิณ อีกฝ่ายหนึ่งชิงชังนายกฯ ทักษิณ ไม่มีครั้งใดที่สังคมไทยมีการแตกแยกเป็นสองขั้วชัดเจนเท่าครั้งนี้

คำถาม ก็คือ การชุมนุมประท้วงนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย (ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 39 "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น" และมาตรา 44 "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ") ทำให้บ้านเมืองไม่เรียบร้อย วุ่นวาย และกระทบเศรษฐกิจหรือไม่

คำตอบ ของผู้เขียนก็คือกระทบเศรษฐกิจแน่นอน เพราะสมาชิกจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ จะเกิดความลังเลไม่แน่ใจในการลงทุน การบริโภค การผลิต ฯลฯ ตลอดจนเชื่อว่าจะทำให้เกิดความล่าช้า ในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำมาหากิน และความกินดีอยู่ดีของประชาชนส่วนหนึ่ง

ส่วนประเด็นที่ว่าทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยและวุ่นวายขึ้นนั้น ถกเถียงกันได้ ฝ่ายไม่เอาทักษิณก็จะบอกว่าภายใต้ "ระบอบทักษิณ" ปัจจุบันบ้านเมืองก็ไม่เรียบร้อยและวุ่นวายอยู่แล้ว เพียงแต่หลายปัญหาไม่อยู่ในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น หากปล่อยไว้ต่อไปจะวุ่นวาย มีปัญหาเดือดร้อนกว่านี้อีกมากมายนัก ดังนั้น จึงต้องมาออกแรงขับไล่นายกฯ ด้วยวิธีการนี้ เพราะวิธีการอื่นๆ มันล้มเหลว กลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐมัน พังพินาศหรือทำงานไม่ได้ผลไปหมดแล้ว

คนกลุ่มนี้ถือว่าการประท้วงขับไล่ไม่ใช่การสร้างความวุ่นวาย และความเดือดร้อน คนที่เดือดร้อนมีอยู่คนเดียวคือ นายกฯทักษิณ หากทำสำเร็จโค่น "ระบอบทักษิณ" ได้ คนได้ประโยชน์ก็คือคนไทยทั้งชาติ

ในเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คนกลุ่มไม่เอาทักษิณ อาจบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่เมื่อประเทศมีผู้นำที่มีจริยธรรม และมีธรรมาภิบาลเกิดขึ้นในประเทศ เศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งดีขึ้นในระยะเวลาต่อไป

ทั้งหมดผู้เขียนเชื่อว่าเป็นความเห็นที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากการประท้วงยืดเยื้อและเกิดเลือดตกยางออกในระดับที่ประชาชนไม่พอใจว่าทางการควบคุมไม่ได้ หรือเชื่อว่าทางการยุยงส่งเสริมให้เกิดขึ้นแล้ว นายกฯทักษิณก็จะตกจากอำนาจและถ้าเกิดจลาจลแบบ 14 ตุลา หรือ "พฤษภาทมิฬ" แล้ว นายกฯทักษิณจะต้องออกนอกประเทศ ในสถานการณ์เช่นนี้ในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยจะถูกกระทบ แต่มั่นใจว่าจะฟื้นกลับอย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจไทยมีสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า resiliency หรือความสามารถในการกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้สูงพอควร

การไม่มี "ทักษิณ" ไม่ว่าจากการเว้นวรรค (ไม่ลงเลือกตั้ง ซึ่งหมายถึงจะ ("ไม่มีทักษิณไปนานพอควร") หรือการลาออกและยังมีการเลือกตั้ง (จะ "ไม่มีทักษิณ" ในช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้งก็อาจกลับมาอีก) จะช่วยลดอุณหภูมิของความรุ่มร้อนลงไปมาก แต่การชุมนุมประท้วงก็จะไม่หมดไป หากนายกฯทักษิณกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

ถ้าอารมณ์ไม่ชอบการขาดจริยธรรมของคนกลุ่มหลังยังรุ่มร้อนอยู่ในใจหลังเลือกตั้ง ถึงคุณทักษิณชนะแต่ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยความยากลำบาก การนำนโยบายไปปฏิบัติจะไม่ง่ายเหมือนตลอด 5 ปีก่อน การแข็งข้อของ ส.ส. ในพรรค ของข้าราชการ ครู ทหาร ตำรวจ และสื่อต่างๆ ก็จะมีมากขึ้นเป็นลำดับโดยที่คุณทักษิณก็ไม่อาจทำอะไรได้มากนัก และหากกลุ่มชนเก่าฮึ่มๆ ใหญ่อีกครั้ง ก็จะเป็นปัญหาอีกได้โดยง่าย

ฉากของเหตุการณ์ในลักษณะนี้แหละที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจร้าวลึก เพราะผู้คนจะเห็นว่าภาครัฐขาดน้ำยา ในการสร้างกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจริยธรรม และธรรมาภิบาลก็จะยังไม่หายไปจากประเทศนี้

ไม่น่าเชื่อว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจอันเกิดจากความผิดปกติของจริยธรรมในบ้านเมือง จะโยงใยกับบุคคลคนหนึ่งคือคุณทักษิณได้มากถึงขนาดนี้

ผมวาดภาพว่าบ้านเมืองจะวุ่นวายและไม่เรียบร้อยกันจริงๆ ถ้ายังมีเลือกตั้งต่อไปโดยคุณทักษิณไม่เว้นวรรคและไม่ลาออก

ผมมั่นใจว่าผลการเลือกตั้งในหลายเขตจะมีจำนวนผู้กาบัตรงดออกเสียง อาจมากกว่าคะแนนของผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด แถมอาจได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือประมาณ 30,000 คะแนน ซึ่งถ้าหากมีผู้สมัครเพียงคนเดียวใน 1 เขต ก็จะไม่ได้รับเลือกตั้ง และไม่ว่าจะเลือกซ่อมกันกี่หนก็ได้ไม่ครบ 400 เขต

ดังนั้น ในวันเปิดประชุมสภาที่ถูกกำหนดให้เปิดภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง เราอาจได้ ส.ส.มาประชุมไม่ถึง 400 คน จากการเลือกตั้งเขต

สภาผู้แทนราษฎรที่ขาดความชอบธรรม และขาดฉันทานุมัติในความรู้สึกของประชาชนเช่นนี้จะอยู่ไปได้ไม่กี่น้ำ และจะเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร ลักษณะเช่นว่านี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับรุนแรง

เราจะไปว่าประชาชนที่งดไม่ออกเสียงก็ไม่ได้ เพราะเขากำลังใช้เสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น ผ่านการ "สื่อความหมายด้วยวิธีอื่น" ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 39 และพรรรคการเมืองที่ไม่ลงเลือกตั้งก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะเห็นว่าหากลงเลือกตั้งก็จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ "ระบอบทักษิณ" และช่วยจรรโลงระบอบนี้ไว้ และ "ความวุ่นวาย" ในความหมายของเขาก็จะไม่จบสิ้นไป

มองไปข้างหน้ายังไง ๆ เศรษฐกิจก็ถูกกระทบอย่างแรง ตราบที่ไม่มีการลาออก ยังมีเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไม่เว้นวรรค ดังนั้น การที่นักวิชาการและบุคคลสำคัญของสังคมหลายคนออกมาบอกนายกฯ จึงเป็นเพราะเห็นว่ายอมยุ่งกันตอนนี้ดีกว่ายุ่งกว่านี้อีกมากในอนาคตอันใกล้

หน้า 6