หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความสับสนทางความคิดทางการเมือง

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3771 (2971)

ขณะนี้พวกเรากำลังมีความสับสนทางความคิดทางการเมืองกันเป็นอันมาก เมื่อหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านไม่ว่าจะเป็นฉบับใด ก็เป็นข่าวผสมกับความเห็นของผู้เขียนข่าวเสียเป็นส่วนใหญ่ ความเห็นของหนังสือพิมพ์คล้อยไปในทางเดียวกับผู้ที่ชุมนุมประท้วง ซึ่งมีจำนวนมาก รวมทั้งนักวิชาการหลายต่อหลายท่าน

อารมณ์ของผู้คนตอนนี้จึงร้อนรุ่มสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรัฐบาล บ้างก็อยากให้รัฐบาลพ้นไปเสียวันนี้พรุ่งนี้ ความอดทนที่จะรอให้มีการเลือกตั้งและให้รัฐบาลพ้นไปโดยผลของการเลือกตั้งนั้นหมดไป

ถ้าจะอดทนตั้งสติกันสักนิดว่า ข้อเรียกร้องแต่ละข้อปฏิบัติได้ หรือควรไม่ควรอย่างไร

เรื่องแรก ให้นายกรัฐมนตรีลาออก เมื่อได้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว ความเป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมกับรัฐมนตรีทั้งคณะก็สิ้นสุดลงตามความในมาตรา 215 (2) แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนั้น ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549

แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 215 วรรค 2 บัญญัติต่อไปว่า "คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีก็ควรต้องอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเป็นอย่างนี้ การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกอีก จึงเป็นการเรียกร้องในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วโดยผลของการยุบสภา

ส่วนการเรียกร้องให้ลาออกเป็นการเฉพาะตัวต่อไป แม้จะทำได้แต่ก็ไม่แน่ว่าควรทำหรือไม่ เป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป หรือจะเป็นการสร้างประเพณีทางการเมืองที่ดีหรือไม่

มีกรณีเดียวที่นายกรัฐมนตรีเมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ก็คือพ้นไปเพราะการยึดอำนาจโดยคณะปฏิวัติ หรือคณะรัฐประหารโดยคณะนายทหารที่ทำการยึดอำนาจสำเร็จ

เรื่องที่สอง เรื่องการถวายคำแนะนำให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าต้องเป็นกรณีรัฐบาลขัดแย้ง กับสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ก็ไม่น่าจะจริง หรือในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าเสียงของตนกำลังดี ก็ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ประชาชนเลือกใหม่ เพื่อรัฐบาลจะได้เสียงมากขึ้น หรือด้วยเหตุผลอื่นก็ทำได้ เช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2536 นายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ยุบสภาโดยให้เหตุผลว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งและจะจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน" การยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย นำความขึ้นกราบบังคมทูลว่า "แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดความแตกแยกในหลายพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล และไม่สามารถดำเนินการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ" การยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2539 นายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ได้ให้เหตุผลในการยุบสภาผู้แทนราษฎรว่า "ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และความแตกแยกในระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลหลายครั้ง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน"

การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นกลไกอันหนึ่งที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ถ้าประชาชนคิดว่ารัฐบาลถูกหรือไม่ถูกแต่ยังพอรับได้ก็เลือกพรรครัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศต่อไป หากเห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูก ไม่สมควรจะบริหารประเทศต่อไป ก็ไม่เลือกกลับเข้ามาอีก เรื่องก็ควรยุติอย่างสันติ

การยุบสภาผู้แทนราษฎรกับการลาออกของนายกรัฐมนตรีมีผลเท่ากัน เพราะความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีก็สิ้นสุดลงด้วย แล้วให้ประชาชนยืนยันว่า ยังไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอยู่หรือไม่ หรือหมดความไว้วางใจแล้ว

การปฏิเสธการให้มีการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นการทำลายหรือปฏิเสธการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ สมัยก่อนผู้ที่ปฏิเสธการเลือกตั้งทั่วไปก็คือทหารที่ใช้เป็นเหตุผลของการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร ยึดอำนาจ

ส่วนที่ว่าการเลือกตั้งจะไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม มีการโกงคะแนน มีการซื้อคะแนนซึ่งเป็นเรื่องในวันหน้า และก็ควรช่วยกันหาทางป้องกัน อย่าให้เกิดขึ้นให้ได้ แม้ว่าจะทำได้ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดก็ตาม เพราะผู้รับยินดีรับ ผู้ให้ยินดีให้ ต้องรณรงค์ไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับการซื้อเสียง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับปฏิเสธการออกเสียงลงคะแนน โดยประชาชนทั้งประเทศ เพราะการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งเป็นสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

เรื่องที่สาม เรื่องมาลงนามในสัตยาบันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญกันล่วงหน้า โดยประชาชนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะแก้ไขหรือไม่ ประการใด ประเด็นที่จะแก้ไขมีอะไรบ้าง การตัดสินใจทำสัตยาบันว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญมีอะไรบ้างก็ยังไม่รู้ โดยมอบให้คณะบุคคลที่ "เป็นกลาง" ยกร่างขึ้น คณะบุคคลที่เป็นกลาง ใครจะเป็นผู้แต่งตั้ง แต่งตั้งอย่างไร ก็ยังไม่ชัดเจน แต่จะแก้ไขมาตรา 313 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียก่อน จะแก้อย่างไร ที่พูดกันไว้เป็นการสมควรและถูกต้องตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือไม่ ก็ยังไม่ทราบ

แต่ถ้าแต่ละพรรคลงเลือกตั้งแล้วชูประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีประเด็นที่จะแก้ไขชัดเจน มีวิธีการที่ชัดเจน แล้วเสนอให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจก็น่าจะถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยมากกว่า การไม่มีส่วนร่วมของประชาชนเลยอย่างที่จะทำกัน

การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่ง แทนที่จะนึกถึงหลักการ อย่างที่เคยแก้รัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพื่อป้องกันนายทหารท่านหนึ่งได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าถูกต้อง เวลามีวิกฤตทางการเมืองก็ทำให้เกิดปัญหาเรื่องผู้นำ ผู้นำจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นกลาง ไม่เป็นฝ่ายใด ถ้าสภาผู้แทนให้ความไว้วางใจ บุคคลนั้นมาแล้วก็ไปแต่หลักการแห่งระบอบประชาธิปไตยควรอยู่ตลอดไป

เป็นการมัดมือชกว่าจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีเสียงสะท้อนจากประชาชนทั้งประเทศ เป็นเพียงเสียงของประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเสียงดัง จึงไม่น่าจะเป็นหลักการประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการทางความคิด

ที่ฟังดูก็มี 2 ประเด็นใหญ่ๆ อันแรกเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรอิสระและวุฒิสภา ไม่ให้ถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหาร หลักการนี้ก็น่าจะเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือเพียงแต่แก้กฎหมายลูกก็พอ ก็ยังไม่มีใครรู้ ถามได้ ก็ยังไม่มีใครรู้ แม้ในหมู่ผู้ที่มีการศึกษาด้วยกัน

วุฒิสภานั้นถ้ามาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีทางจะปลอดจากการเมือง เพราะตอนเลือกตั้งต้องอาศัยการเมือง อีกประเด็นหนึ่งแก้ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย้ายพรรคได้ เมื่อไปอ่านเหตุผลของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนไว้อย่างนี้ เพื่อไม่ให้ ส.ส.ข่มขู่รัฐบาล หรือเพื่อไม่ให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างในอดีต ก็เป็นเหตุผลที่น่าฟัง ของเก่าเขาดีอยู่แล้ว ผมเห็นว่าไม่ควรแก้ไข เพื่อให้การเมืองของเราไม่ต้องมีพรรคเล็กพรรคน้อยเป็นจำนวนมาก จนทำให้การบริหารประเทศขาดประสิทธิภาพ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เป็นความดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่สมควรแก้ไขอย่างยิ่ง

ถ้าเป็นอย่างนี้ ความจำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่มี หรือมีก็ไม่ได้รุนแรงอะไร เมื่อพวกเราตั้งสติได้ค่อยมาพิจารณาดูว่า จะสมควรอย่างไร ก็น่าจะดีกว่าว่ากันไปตามกระแส หรือตามอารมณ์ร้อนแรงที่มีอยู่ในขณะนี้

เรื่องที่สี่ เรื่องจะขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยให้ทรงใช้อำนาจตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อไปเปิดอ่านรัฐธรรมนูญดูก็พบว่ามาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ซึ่งเป็นข้อความที่กว้าง เพราะกรณีต่างๆ ก็มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจนหมดสิ้นแล้ว

อาจจะหมายถึงกรณีคณะรัฐมนตรีซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งพ้นหน้าที่ไปแล้ว ละเมิดรัฐธรรมนูญไม่อยู่ เพื่อทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่จะเพราะด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีอย่างนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ปัญหาคือใครเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของใคร ผู้นั้นก็วินิจฉัย เช่น เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารก็ให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย ถ้าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติก็ให้รัฐสภาวินิจฉัย ถ้าเป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการก็ให้ฝ่ายตุลาการวินิจฉัย ถ้าเป็นเรื่องขององค์กรอิสระ องค์อิสระก็ควรเป็นฝ่ายวินิจฉัย แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วถูกกดดันให้ไม่อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้ารับหน้าที่ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครจะเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 7 ผู้ที่มีหน้าที่ใกล้เคียงที่สุดตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็น่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยว่าจะทำอย่างไร แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่ไม่น่าจะเป็นกลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งวินิจฉัยว่าสมควรจะดำเนินการอย่างใด เพราะไม่เป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ดูแล้วยุ่งยากที่จะให้ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วย ความเห็นมีหลายหลาก มาร่วมปรึกษาหารือหาทางออกให้เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญน่าจะดีกว่า

เรื่องที่ห้า พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เคยมีสมาชิกในสภาประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของพรรคการเมืองนั้นๆ แต่จะเหมาะสม สมควรในฐานะพรรคการเมืองใหญ่ ที่สมาชิกพรรคและประชาชนคาดหวังหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการปกครองระบอบรัฐสภา การมีฝ่ายค้านที่มีเกียรติเป็นสาระสำคัญของระบอบนี้

เมื่อเป็นพรรคใหญ่ที่มีเกียรติเกือบจะต้องถือว่ามีพันธะทางศีลธรรม หรือพันธะจริยธรรมทางการเมืองต้องส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง ถ้าชนะการเลือกตั้งก็ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าแพ้การเลือกตั้งก็เป็นฝ่ายค้านอันทรงเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน พรรคกรรมกรของอังกฤษแพ้เลือกตั้ง ไม่ได้เป็นรัฐบาลถึง 12 ปี เขาก็ลงเลือกตั้งเรื่อยมา พรรครีพับลิกันของอเมริกาแพ้พรรคเดโมแครต ไม่ได้เป็นรัฐบาลถึง 12 ปี เขาก็ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งให้ประชาชนเลือก ในที่สุดทั้งพรรคกรรมกรและพรรคเดโมแครตก็ได้กลับมาเป็นรัฐบาล การเมืองก็เป็นเช่นนั้น

การประกาศไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่ลงเลือกตั้งเมื่อมีพรรคการเมืองจำนวนน้อยที่ประชาชนเลือกเข้าสภา จึงเป็นการบ่อนทำลายการปกครองในระบอบรัฐสภาโดยตรง เพราะมีเจตนาจะไม่ให้มีรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้ง บริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเชื้อเชิญความวุ่นวาย หวังจะให้ประชาชนไม่ยอมรับการเลือกตั้ง หวังให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองให้ดำเนินต่อไปไม่รู้จักจบ ในที่สุดเท่ากับเชื้อเชิญให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ

การหวังว่าพรรคตนไม่ลงเลือกตั้งจะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง หรือมีการเลือกตั้งแต่สร้างข่าวไม่ให้มีการยอมรับผลของการเลือกตั้ง ก่อนจะมีการเลือกตั้ง เป็นการเสี่ยงสำหรับพรรคของตนเอง เพราะหากการณ์มิได้เป็นอย่างที่ตนคิด หรือตั้งความหวังเอาไว้ก็เป็นการทำลายพรรคของตนไปในตัว แม้จะขัดสนฝืดเคืองอย่างไร ก็ควรจะต้องลงเลือกตั้ง เพราะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบ

เรื่องที่หก การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธก็เป็นสิ่งที่ชอบธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย จะหาว่าเป็นกฎหมู่ ไม่ฟังเลยก็ไม่ได้ เมื่อฟังแล้วก็ควรสนองตอบผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ เมื่อทราบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามนั้น บ้านเมืองก็จะสงบสุข

ผมคิดแบบโง่ๆ อย่างบ้องตื้นอย่างนี้แหละ อย่าด่าผมเลย


กรณี "ดร.โกร่ง" กับ "ความสับสน"

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ  โดย เสนาะ สุขเจริญ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3776 (2976)

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ลาออก เมื่อเร็วๆ นี้มีเรื่องเล็กๆ เกี่ยวข้องกับสื่อเล็กๆ เรื่องหนึ่ง กรณี ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เขียนบทความคอลัมน์ "คนเดินตรอก" ตีพิมพ์ใน "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับวันที่ 6-8 มีนาคม 2549

บทความชิ้นนี้ชื่อ "ความสับสนทางความคิดทางการเมือง" เนื้อหาแสดงความคิดเห็น สรุปว่าพวกที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง กำลังสับสนทางความคิด ควรอดทนรอการเลือกตั้งดีกว่า

ผมหยิบยกมา 2 เรื่อง

เรื่อง เสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ดร.โกร่งมองว่า เมื่อได้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว ความเป็นนายกฯพร้อมกับรัฐมนตรีทั้งคณะก็สิ้นสุดลงตามความในมาตรา 215 (2) แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนั้น ความเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 การเรียกร้องให้นายกฯลาออกจึงเป็นการเรียกร้องในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

เรื่องการลงนามในสัตยาบันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญกันล่วงหน้า โดยประชาชนไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ดร.โกร่งมองว่าเป็นการมัดมือชกว่าจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีเสียงสะท้อนจากประชาชนทั้งประเทศ พวกเรียกร้องเป็นเพียงเสียงของประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเสียงดัง จึงไม่น่าจะเป็นหลักการประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการทางความคิด

เมื่อ ดร.โกร่งแสดงจุดยืนอย่างนี้ก็เสร็จ "ชมรมคนรักทักษิณ" ซีครับ

ไม่กี่วันถัดมา มีคนฉกฉวยเอาความเห็นของดร.โกร่ง พร้อมหัวหนังสือประชาชาติธุรกิจ สอดไว้ในเอกสารคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกโจมตี อาทิ การขายหุ้นชินคอร์ป ไม่ได้ขายชาติ ไม่ได้ขายดาวเทียม, ใครๆ ก็ใช้ BVI ฯลฯ แจกจ่ายในห้องนักข่าวในพรรคไทยรักไทย และที่สาธารณะหลายแห่ง ซึ่งไม่รู้ว่าผู้รับเอาไปใช้ประโยชน์ในห้องน้ำด้วยหรือเปล่า

นัยว่า ดร.โกร่ง+ประชาชาติฯ การันตีความชอบธรรมให้นายกฯแล้วนะ ?

ความจริงความคิดเห็นของ ดร.โกร่ง คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแฟนประจำก็อาจแปลกใจ แต่ถ้าใครเป็นแฟนประจำจะรู้ดีว่านักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้มักถ้อยทีถ้อยอาศัยกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องหลายครั้ง

ถ้าจำได้ในช่วงปรับ ครม.ไม่ว่าทักษิณ 1-ทักษิณ 2 แคนดิเดตเก้าอี้ขุนคลังมักจะมีชื่อ ดร.โกร่งเป็นตัวเลือกหนึ่งด้วยเสมอและกินแห้วทุกครั้ง ผมลองตรวจสอบตำแหน่งทางธุรกิจของ ดร.โกร่งพบว่า ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัทหลายแห่ง อาทิ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด ของ นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้บริจาคเงินคนหนึ่งของไทยรักไทย, บริษัท เซาท์อีสท์ เอเซีย เอนเนอร์จี จำกัด บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่ง เสี่ยปลิว ตรีวิศวเวทย์ ถือหุ้นใหญ่

บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด

เป็นประธานบริษัท แอ๊ดว้านซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) กลุ่มเกษตรรุ่งเรืองอันมีสายสัมพันธ์กับนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์

ก่อนหน้านี้บางบริษัทตกเป็นข่าวอื้อฉาว เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นบนเกาะเคย์แมน

ต่อกรณีจุดยืนของ ดร.โกร่ง มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็ว่ากันไป สุดท้ายจะเห็นกันเอง ?

แต่การฉกฉวยด้วยการเผยแผ่บทความ พร้อมหัวหนังสือประชาชาติฯ มองไม่ออกจริงๆว่า งานนี้ตกเป็นเหยื่อของใครหรือไม่ ?

ในฐานะผู้น้อย อยากรู้เหมือนกันว่าหลังเลือกตั้ง (ถ้ามี) ในวันที่ 2 เมษายน (ที่ชมรมคนรักทักษิณบอกว่าตั้งอยู่บนความชอบธรรม) ท่าทีและบทบาททางการเมืองของ ดร.โกร่งจะเป็น

อย่างไร

ผมคิดแบบโง่ๆ อย่างบ้องตื้นอย่างนี้แหละ อย่าด่าผมเลย

หน้า 6