หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความยากจนและการกระจายรายได้ ก.พ.2549

คอลัมน์ นอกรอบ  ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3771 (2971)

เมื่อพูดถึงความยากจนแล้ว ต้องนับว่าเป็นปัญหาที่สะสมของประเทศไทยมาช้านาน ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าจะหมายถึงการมีรายได้น้อยเท่านั้นนะครับ แต่ยังต้องครอบคลุมถึงมิติอื่นๆ ที่มิใช่ตัวเงิน (non-monetary dimension) ด้วย

"ความยากจน มิได้จำกัดแต่เพียงการมีรายได้น้อยและการบริโภคน้อยเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และโอกาสอื่นในการพัฒนาคน การไร้ซึ่งอำนาจ การขาดสิทธิขาดเสียง ตลอดจนการตกอยู่ในความเสี่ยง และความหวาดกลัว" (รายงานการพัฒนาโลก 2000/2001)

เมื่อนิยามความยากจนอิงกับมิติด้านอื่นๆ ที่กว้างขึ้น การวัดความยากจนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกว้างขึ้นเช่นกัน สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการจัดทำฐานข้อมูลด้านความยากจน ร่วมกับองค์กรสหประชาชาติ โดยได้จัดทำดัชนีชี้วัดความยากจนใน 2 ด้านคือ ดัชนีชี้วัดความยากจนด้านรายได้ และดัชนีชี้วัดความยากจนด้านโภชนาการ

ถ้าเราลองมาดูข้อมูลกัน ก็จะเห็นว่า ในปัจจุบันความยากจนในมิติด้านรายได้และโภชนาการมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูตรงนี้แล้วก็ สบายใจครับว่าคนไทยเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ตรงนี้ก็ต้องตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ในการสำรวจดัชนีวัดความยากจนในด้านโภชนาการพบว่า ในปัจจุบันสาเหตุสำคัญของภาวะทุพโภชนาการ ไม่ใช่เกิดจากความยากจนหรือการขาดแคลน หากแต่เกิดจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการโภชนาการที่ดี แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลักครับ ประเด็นหลักคือแม้ภาวะความยากจนจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหันไปมองภาระหนี้ของประชาชนแล้วล่ะก็ จะพบว่าหนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แน่นอนครับใครมีหนี้เพิ่มย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถ้าหนี้นั้นไม่นำมาซึ่งรายได้ (ประชาชนกู้เงินไปบริโภค ไม่ได้นำไปประกอบอาชีพ) หรือครัวเรือนนั้นๆ ไม่ได้มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินกู้ ดังนั้นหากจะมีการดำเนินนโยบาย การให้ขยายเงินกู้ หรือขยายช่วงเวลาชำระคืนเงินกู้ จำเป็นต้องมีการให้ความรู้ในเรื่องการออมและการลงทุน พร้อมทั้งมีการให้โอกาสในการทำกิน แก่ผู้กู้ควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยถือเงิน ในจำนวนที่เกินความต้องการใช้ในการใช้ชีวิตประจำวัน

การแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนเท่านั้น ถ้าคิดเพียงเท่านี้ วิธีการก็ไม่ยากครับ ก็แค่นำเงินงบประมาณมาหาวิธีแจกให้กับคนจน 6 ล้านคน เท่านั้นก็พอ แล้วดูท่านโยบายประเภทนี้ ทำกันไม่ยากเพราะได้คะแนนเสียงเสียด้วยครับ แต่การทำเช่นนี้กลับกลายเป็นการทำลายประเทศชาติตามมาครับ การมุ่งเน้นจะเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียวจะทำให้การบริโภคที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ (demand-pull Inflation) ในที่สุด ของแพงขึ้น ต่อให้เรามีรายได้มากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความกินดีมีสุขมากขึ้นใช่ไหมครับ

การแก้ปัญหาความยากจนในมิติด้านรายได้เพียงอย่างเดียว เป็นการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ไม่ได้มองแบบองค์รวม ทำให้ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวและเกิดเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อสำหรับประเทศไทย ทั้งนี้เพราะความยากจนไม่ได้อยู่ที่ว่ารายได้น้อยเพียงอย่างเดียวครับ แต่จำเป็นต้องดูที่รายได้และรายจ่ายประกอบกันว่า มีความเพียงพอและเหมาะสมกันหรือเปล่า นอกจากนั้นความสามารถและพัฒนาการในการก้าวพ้นความยากจน จำเป็นต้องสร้างเกิดขึ้นจากตัวของคนจนเอง เช่น การสนับสนุนการศึกษา หรือสุขอนามัย ประกอบกัน เป็นต้น

ปัญหาความยากจนต้องแก้แบบบูรณาการ ? แก้ยังไงครับ ? ก่อนจะแก้เรามาดูต้นเหตุของปัญหากันก่อนดีกว่าครับ จะได้เกาถูกที่คัน สาเหตุของความยากจนหลักๆ ที่พบในปัจจุบัน มี 2 ประการคือ 1. ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ ลักษณะทางครอบครัว เช่น ครอบครัวที่มีขนาดใหญ่หรือหัวหน้าครอบครัวมีความรู้น้อย การที่คนมีความรู้และการศึกษาต่ำ การขาดทักษะในการประกอบอาชีพ การขาดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นค่านิยมทางด้านวัตถุ ก็เป็นสาเหตุสำคัญในปัจจุบัน อีกทั้งทัศนคติและกระบวนการทางสังคม ที่มีต่อคนจน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนมีอันจะกิน มีช่องว่างมากกว่าเดิม

และ 2.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ นโยบายการพัฒนาที่ขาดความสมดุล ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ การลงทุนที่ไม่เท่าเทียมกัน ดังจะเป็นได้จากการลงทุนส่วนใหญ่ที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ รวมถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างภูมิภาค และกลุ่มคนในสังคม

นอกจากนี้ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันก็ส่งผลกระทบต่อคนจนเช่นกัน เนื่องจากคนจนในแถบชนบท จำเป็นต้องยึดอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก ผลกระทบจึงตกต่อคนจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราทราบถึงสาเหตุของปัญหาว่า เกิดจากอะไรแล้ว ก็ต้องอาศัยความจริงใจที่จะดำเนินนโยบาย เพื่อที่จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาให้ถูกจุด และเพื่อให้สามารถกำหนดนโยบาย เพื่อรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว ได้ต่อไปเป็นสำคัญครับ มิใช่ว่าจะมุ่งเน้นที่จะเพิ่มรายได้เพื่อให้ประชาชนถูกใจเพียงอย่างเดียวดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต

ปัญหาความยากจน อาจจะแยกแนวการแก้ปัญหาของเป็น 2 มิติ ตามนิยามของ สศช.ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ ความยากจนเชิงสัมบูรณ์และความยากจนเชิงสัมพัทธ์ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงสัมบูรณ์ จะต้องพิจารณาก่อนถึงสาเหตุว่า ความยากจนเกิดจากอะไร จากนั้นจึงกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นและยาว ในส่วนของรายได้ ในระยะสั้นต้องมีแนวทางในการสร้างงานให้แก่คนยากจน เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ในระยะยาว จำเป็นต้องมีการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ครอบครัว ทั้งความรู้ด้านวิชาการ การประกอบอาชีพ สุขอนามัย และการวางแผนครอบครัว เพื่อเป็นการสร้างรากฐานการดำรงชีพอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงสัมพัทธ์ จำเป็นต้องมีการวางแผนนโยบายพัฒนาประเทศอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องการกระจายแผนการลงทุนไปยังแต่ละภูมิภาค ตามลักษณะภูมิประเทศและสภาพเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคนั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสังคมตามมาในระยะยาว

หน้า 2