หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทำไมการยุบสภาจึงไม่ใช่คำตอบ

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10217

การชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่มีประชาชนมาร่วมนับแสนคน คงจะเป็นคำตอบในเบื้องต้นแล้วว่า การยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน นั้นไม่ใช่หนทางที่จะยุติประเด็นข้อขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้

การยุบสภาฯ เป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น

เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในเรื่องจริยธรรมของผู้นำ ทำให้ขาดความชอบธรรม ในการที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาของการเป็นผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่า ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัวตนเอง จนทำให้ธุรกิจในเครือขยายตัวเติบโต และมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมากมาย

ธุรกิจในกลุ่มครอบครัวชินวัตร เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน หรือไม่ก็เป็นธุรกิจที่รัฐจะต้องมีการควบคุมดูแลทางด้านใบอนุญาต ธุรกิจกลุ่มนี้จึงเป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับมิติความมั่นคงของประเทศ

การใช้อำนาจในการออกกฎหมาย กฎระเบียบ แก้ไขกฎหมาย หรือแก้ไขกฎระเบียบ จึงสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในกลุ่มนี้อย่างมากมาย การแทรกแซงองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ จนพิกลพิการทำงานไม่ได้ และการคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ จนสร้างความร่ำรวยให้กับกลุ่มตนเอง ล้วนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย การขายหุ้นด้วยวิธีที่ยอกย้อนต่างๆ นานา โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย การตีความเข้าช่วยของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จนการขายหุ้นมูลค่า 73,000 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี การละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในตลาดหุ้น ก็เพียงเสียค่าปรับเพียงเล็กน้อย การขายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงให้กับกองทุนต่างชาติ ที่มีรัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้สัมภาษณ์ในทำนองที่รู้เรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยที่ได้รับรู้ข่าวสารข้อมูลนี้ ตลอดจนรู้ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จะยอมรับได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง เมื่อมีการจะขายธุรกิจเอกชนทางด้านน้ำมันให้กับรัฐบาลจีน สภาฯยังต้องออกมาคัดค้าน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

และกล่าวสำหรับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่มักอ้างว่าตนเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูง แต่ก็ยอมให้มีการทำธุรกรรม ที่มีความยอกย้อนซ่อนเงื่อน ไม่โปร่งใสเช่นนี้ได้ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดอันดับความโปร่งใส คงจะต้องเอาประเด็นเหล่านี้ไปพิจารณาประกอบการจัดอันดับต่อไป

การยุบสภาฯไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้ คำถามที่ว่า นายกรัฐมนตรีและครอบครัวโกงชาติจริงหรือไม่ คำถามเหล่านี้จะยังคงอยู่ ตราบใดที่ไม่มีองค์กรอิสระหรือคณะกรรมการอิสระที่เป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากประชาชนมาตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญได้ปิดโอกาสที่จะทำความจริงให้กระจ่างจากการไม่รับญัตติที่ ส.ว. 27 คน ได้ยื่นให้ตรวจสอบ ว่านายกรัฐมนตรีทำความผิดตามมาตรา 208 หรือไม่

ดังนั้น ไม่ว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบหรือไม่ และไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร คำถามที่ว่านายกรัฐมนตรีและครอบครัวโกงชาติจริงหรือไม่ คงจะกลับมาเสมอ เวลาได้เห็น หรือได้ยินชื่อเสียง หรือหน้านายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

การยุบสภาฯ เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนจริงหรือ

นายกรัฐมนตรีอ้างว่าการยุบสภาเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อกลับไปใช้สิทธิใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย เพราะมีข้อขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสภาฯ เพราะยังไม่มีการเปิดสภาฯเพื่อดำเนินการอภิปรายใดๆ ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีก็ชิงยุบสภาฯไปเสียก่อน ซึ่งถือเป็นการลงโทษสมาชิกสภาผู้แทนฯทั้งหมด ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความผิดหรือมีปัญหาเกิดขึ้นในสภาฯ แต่เป็นปัญหาของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ที่ไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนหรือแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ถึงข้อสงสัยที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมการดำเนินการธุรกิจและการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราลองข้ามประเด็นดังกล่าวไปก่อน และพิจารณาเฉพาะว่า การยุบสภาฯเป็นการคืนอำนาจกลับมาให้ประชาชนจริงหรือไม่

เราก็จะพบว่า การเร่งรีบกำหนดให้มีการเลือกตั้งใน 37 วัน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญให้เวลาไว้ได้ถึง 60 วันสำหรับการยุบสภาฯ และให้เวลาไว้ 45 วัน สำหรับกรณีที่สภาฯหมดวาระ ประเด็นนี้ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ สำหรับการแข่งขันทางการเมือง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น ควรที่แต่ละฝ่ายจะได้มีเวลาชี้แจงข่าวสารข้อมูล ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ก่อนที่จะตัดสินใจทางการเมืองเลือกพรรคการเมืองใด เพราะเป็นที่ยอมรับกันว่า ถึงแม้ว่าโลกและประเทศจะเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ที่ข่าวสารข้อมูลสามารถแพร่กระจายเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากของประเทศที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้พยายามเสนอนโยบาย หรือมาตรการที่เอาใจคนกลุ่มต่างๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เช่น การขึ้นเงินค่าตอบแทนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรืออาจจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการเสนอแนวทางลดภาษีสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น ผู้เขียนไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ แต่การนำเสนอเรื่องเหล่านี้ในขณะที่มีข้อขัดแย้งทางการเมือง และรัฐบาลกำลังเตรียมยุบสภาเพื่อการเลือกตั้งใหม่ ก็อาจจะทำให้เป็นที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคตัวเอง

ดังนั้น คงจะไม่สามารถกล่าวได้ว่า การยุบสภาฯเป็นการคืนอำนาจกลับมาให้ประชาชนได้ เพราะถ้าประชาชนขาดเสียซึ่งโอกาสในการเข้าถึงข่าวสารข้อมูล การแข่งขันทางการเมืองมีความไม่เป็นธรรม ประชาชนก็จะขาดโอกาสในการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้ตนเองได้

นอกจากนี้แล้ว อำนาจของประชาชนไม่ควรจะถูกจำกัดอยู่ที่การไปลงคะแนนเสียงเท่านั้น เพราะการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน เพียงแต่เรื่องการออกเสียงเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีความเป็นเจ้าขุนมูลนาย หรือสังคมเผด็จการ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย เป็นการจำกัดสิทธิและช่องทางในการแสดงออก ให้อยู่เฉพาะส่วนที่ต้องการ และในทิศทางที่ถูกกำหนดมาแล้ว กลไกต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา (ไม่ว่าจะอ้างอย่างสวยหรูเพียงใด) ก็เป็นได้แต่เพียงภาพมายาเพื่อสร้างความชอบธรรม หาใช่กลไกเพื่อผลประโยชน์ และตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างแท้จริงไม่

ทางออก ?

การเสนอทางออกของผู้เขียนในครั้งนี้ มีข้อสมมุติที่ว่า ทุกฝ่ายตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตนหรือกลุ่มพวกพ้องของตน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว สภาพการเมืองไทยก็คงเดินเข้าสู่ภาวะแห่งความอับจน และต้นทุนที่สังคมไทยจะต้องจ่ายก็คงมีราคาแสนแพง

เพราะถ้าปล่อยให้สภาพการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป มีการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ประชาชนยังคงไม่ยอมรับ ยังคงมีการชุมนุมประท้วง และถึงแม้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก นายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้กลับเข้ามาเป็นนายกฯใหม่ ปัญหาคาใจของคนจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ การต่อต้านจะยังคงอยู่ต่อไป สภาพทางการเมืองจะยังคงอึมครึม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยเป็นแน่ และอาจจะต้องวนเวียนยุบสภา เลือกตั้งใหม่ต่อไป ไมจบสิ้น หรือในสถานการณ์ที่เลวร้าย อาจจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงขึ้นได้ (ซึ่งผู้เขียนคิดว่า คนไทยทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนั้น)

ผู้เขียนเห็นว่า

1) นายกฯทักษิณ ควรจะเว้นวรรคทางการเมืองชั่วขณะ และให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีอำนาจเต็ม และเป็นที่ยอมรับของประชาชนขึ้นมาสอบสวนกรณีนี้ให้มีความชัดเจน ซึ่งถ้าภายหลังการตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่มีความผิด ท่านนายกฯจะกลับเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ก็คงมีแต่คนชื่นชม และเป็นเรื่องสง่างาม แต่ถ้ายังคงดื้อดึงต่อไปในสภาพปัจจุบัน ถึงได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ปกครองไม่ได้ เหมือนที่อาจารย์ระพี สาคริก ว่าไว้ "ความชอบธรรมไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบที่เขียนไว้ในกระดาษ แต่อยู่ในใจคน"

2) สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีในวันที่ 2 เมษายนนี้ ผู้เขียนคิดว่าพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งนักกฎหมาย ควรจะต้องหารือร่วมกันก่อน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการเมือง หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะดำเนินการกันได้อย่างไร

การที่จะให้มีการเลือกตั้งไป แล้วค่อยมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐ และค่าใช้จ่ายในการหาเสียง รวมแล้วน่าจะถึงระดับพันหรือหลายพันล้านบาท

หน้า 6