หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
แปลและเรียนภาษาต่างประเทศ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1328

เมื่อท่านอาจารย์รัตติยา สา และกรุณามาสอนเรื่องภาษาและวรรณกรรมมลายูให้แก่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ในวิชา "มลายูศึกษา" ท่านยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำของความหมายไว้กรณีหนึ่ง

ท่านเล่าว่า มีวรรณกรรมมลายูอยู่เล่มหนึ่งที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้แปลจากภาษามลายู หากแปลจากภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้น คำว่า Orang Melayu จึงถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Malays หรือ The Malay People ครั้นวรรณกรรมเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทย จึงดูไม่แปลกอะไรที่คำนี้จะเป็น "คนมาเลย์" ในภาษาไทย

แต่คำว่าคนมาเลย์ในภาษาไทยที่คนไทยเข้าใจกัน แปลว่าพลเมืองของประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาแยกชัดเจนว่าเขาคือคนมลายู ไม่ใช่คนมาเลย์ ซึ่งมาจากประเทศมาเลเซียอันเขาไม่ใช่อย่างแน่นอน ฉะนั้น ถ้าแปลว่า "คนมาเลย์" ในที่ซึ่งผู้แต่งต้องการให้หมายถึงคนมลายู อันไม่รวมคนจีน, อินเดีย หรือสยามไว้ด้วยแล้ว ความหมายที่แท้จริงก็หายไป หรืออาจทำให้ไขว้เขวได้

ข้อนี้ถึงแม้ว่าจริงอย่างที่ท่านอาจารย์รัตติยาพูด แต่ผมยังคิดว่าหากผู้แปลระมัดระวังและรอบคอบ ก็อาจแปลเป็นภาษาไทยไม่ให้เพี้ยนความหมายได้ แต่ยังมีคำอื่นๆ อีกมาก ซึ่งแม้ระวังอย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีทางแปลเป็นภาษาไทยได้เลย

ผมไม่ได้หมายความว่าภาษาไทยอับจนถ้อยคำที่จะแปลนะครับ ผมหมายความว่าการแปลภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่งนั้น ถ้าว่ากันถึงที่สุดแล้วทำไม่ได้เลย เพราะถึงอย่างไรก็ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนหรือไขว้เขวในด้านความหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เราไม่เคย "แปล" คำต่างประเทศได้จริง ถึงเราบัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ ศัพท์นั้นเอง ก็เข้าไปแทรกแซงความหมายเดิม ในภาษาเดิมจนได้ ไปทำให้ความหมายมันกว้างขึ้นบ้าง, แคบลงบ้าง, เน้นผิดที่บ้าง, ให้นัยะประวัติที่แตกต่างกันบ้าง, แสดงสีสันและน้ำหนักที่ต่างกันบ้าง ฯลฯ

ผมขอยกตัวอย่างคำวา school ซึ่งไทยบัญญัติศัพท์ว่า "โรงเรียน" ขึ้นใช้ เป็นศัพท์บัญญัติที่ดีมากเลยนะครับ เพราะเป็นคำไทยง่ายๆ สร้างขึ้นแบบที่ภาษาไทยสร้างคำใหม่ตลอดมา คือเอาสองคำมารวมกันกลายเป็นคำใหม่ แต่สังเกตไหมครับว่า คำว่า โรงเรียน ค่อนข้างให้ความสำคัญแก่สถานที่หรืออาคาร-โรง-อย่างมาก หมายความว่าทำอะไรบางอย่างใครๆ ก็รู้จักคือ "เรียน" แต่ไม่ได้ทำอยู่ตามศาลาวัดหรือในบ้านเรือนหรือหลังควาย แต่ต้องทำอยู่ในสถาบันที่ระบบระเบียบแน่นอนชัดเจน

คำว่า school ในภาษาอังกฤษ มีรากมาจากคำว่า schole ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่าเวลาว่างที่ใช้ในการเรียนรู้ คำนี้กลายเป็น schol(a) ในภาษาละติน กลายเป็นคำว่า scol ในภาษาอังกฤษเก่า กลายเป็น scole ในภาษาอังกฤษสมัยกลาง และเป็นคำว่า school ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน

เห็นไหมครับว่า ความหมายมันเน้นที่ช่วงเวลาสำหรับการเรียนรู้ ไม่เกี่ยวกับอาคารสถานที่ ไม่เกี่ยวกับระบบระเบียบอะไร ที่มากับสถาบันการศึกษา จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บนหลังควาย, ศาลาวัด, ห้องสมุด, โต๊ะอาหาร ไปจนถึงราชบัณฑิตยสถาน

ด้วยเหตุดังนั้น school ในภาษาอังกฤษจึงแตกความหมายไปได้อย่างที่ได้แตกไปแล้ว และในหลายความหมายนั้น แปลว่าโรงเรียนไม่ได้ เช่น school แปลว่าสำนักคิดก็ได้ แปลว่าระเบียบวิธีการศึกษาก็ได้ เป็นต้น เพราะรากของคำมาจากเรื่องของการเรียนรู้ไม่ใช่อาคาร

ผมไม่ทราบว่า การศึกษาไทยที่ให้ความสำคัญกับอาคารสถานที่ และเป็นสถาบันสูง ในขณะที่ให้ความสำคัญแก่การเรียนรู้น้อย เป็นเพราะเราตัดสินใจแปลคำ school ว่าโรงเรียนมาตั้งแต่แรกหรือไม่ใช่

อันที่จริง การกระทำที่เราเรียกว่า "แปล" นั้นไม่ใช่การหาถ้อยคำที่ตรงกันมาแทนที่กัน แต่หาคำที่ใกล้เคียงกับคำนั้นในภาษาของเราที่สุดมาใช้ต่างหาก ฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้วจึงไม่เคยตรงกันจริงสักที เช่น ครูก็ไม่รู้จะแปลคำว่า girl ว่าอะไรได้ใกล้เคียงมากกว่าคำว่าเด็กหญิง แต่ก็อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า ฝรั่งใช้คำนี้กับ "เด็ก" สาวด้วย เนื่องจากความคิดว่าอะไรคือ "เด็ก" ระหว่างไทยกับฝรั่งต่างกัน ฝรั่งรุ่นเก่าใช้คำนี้ในความหมายถึงแจ๋ว และแฟนสาว เป็นอีกความหมายหนึ่ง ความหมายเหล่านี้ล้วนมาจากทัศนคติที่เหยียดผู้หญิง และกลายเป็นคำที่น่ารังเกียจ สำหรับผู้หญิงฝรั่งในปัจจุบันไปแล้ว เช่น หากทักว่า "ไง สาวๆ ทำอะไรกันอยู่จ๊ะ" ผู้หญิงฝรั่งที่มีความคิดสตรีนิยมอาจตอบว่า "คุยกันเฉยๆ น่ะ อ้ายหมูแอ่น"

ทั้งนี้ เพราะความหมายของคำไม่เคยอยู่ลอยๆ เหมือนที่ปรากฏในดิกชันนารี หากล้วนอยู่ในสิ่งที่เรียกกันว่า "บริบท" เสมอ และบริบทที่สำคัญมีสองอย่าง หนึ่งก็คือ บริบททางภาษา ซึ่งครูภาษามักสอนไปพร้อมกับสอนศัพท์ แต่อีกบริบทหนึ่งที่มีความสำคัญเท่าๆ กันคือบริบททางวัฒนธรรมหรือทางสังคม ซึ่งห้องเรียนภาษาจะไม่สนใจสอน และอันที่จริงก็สอนยากด้วย ต้องเรียนรู้เอาจากประสบการณ์จริงเท่านั้น

โดยสรุปก็คือ เอาเข้าจริงแล้วมนุษย์เราไม่เคยแปลภาษาอะไรได้สักภาษาเดียว อย่างมากก็คือถ่ายเทความหมายอย่างหยาบๆ จากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งเท่านั้น

เพียงเท่านี้ก็มีประโยชน์นะครับ ไม่ใช่ไม่มี เพราะจะหวังให้ทุกคนรู้ภาษาต่างประเทศของศิลปะ และวิทยากรทั้งหมด ที่ตัวอยากจะเสพย์คงเป็นไปไม่ได้ แต่ความหมายหยาบๆ เท่านี้ก็เปิดโลกเรากว้างขวางขึ้นมากแล้ว

และถ้าแค่นี้ไม่พอใจ ก็ไม่ต้องรู้อะไรนอกภาษาของตัวอีกเลย เพราะงานนี้คอมพิวเตอร์ช่วยไม่ได้หรอกครับ โปรแกรมแปลภาษาแม้คิดค้นได้ดีเยี่ยมในภายหน้าเพียงใดก็ยังไม่มีทางชนะนักแปลมือดีได้หรอกครับ และแม้แต่นักแปลมือดีแค่ไหน เอาเข้าจริงก็ไม่อาจแปลอะไรได้ เพียงแค่ถ่ายเทความหมายหยาบๆ เท่านั้น จึงไม่ต้องไปฝากความหวังไว้กับคอมพิวเตอร์เลย

ยังมีคำที่เรา (อาจจะ) ตั้งใจบัญญัติให้ความหมายไม่ตรงเข้าไปอีก โดยเฉพาะภาษาในโลกแถบที่ต้องสร้างศัพท์ใหม่เยอะๆ เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้น

ผมขอยกตัวอย่างจากภาษาไทย อันเป็นภาษาเดียวที่พอรู้จัก

คำว่า government นั้น ผู้ปกครองไทยเคยทับศัพท์ว่ากัดฟันมันมาก่อน เพราะภาษาไทยไม่มีคำนี้แท้ๆ เนื่องจากเราทำให้สิ่งนี้เป็นบุคลาธิษฐาน เช่น แทนที่ด้วยพระมหากษัตริย์ แต่ government ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นระบบ จึงไม่รู้จะพูดถึงสิ่งนี้ว่าอะไรดี

ในเวลาต่อมาก็สร้างศัพท์ไทยสำหรับคำนี้ขึ้นมาจนได้ นั่นก็คือ "รัฐบาล" อันเป็นคำใหม่ที่ไม่มีในภาษาไทยมาก่อน เก็บเอาความหมายที่คนไทยไม่รู้ว่าคืออะไรแน่ไว้ในนั้นแยะมาก เช่น คณะบุคคลที่เข้ามาเป็นผู้นำในระบบปกครองของไทย สืบมาจนทุกวันนี้ ยังเข้าใจคำว่า "รัฐบาล" เฉพาะในความหมายถึงฝ่ายบริหารในทางการเมืองเท่านั้น (ซึ่งอเมริกันเลี่ยงไปใช้คำว่า The Administration เพื่อไม่ให้สับสนกับ The Government) จึงมักกล่าวหาศัตรูทางการเมืองของตนว่ามุ่งล้มล้างรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นน้องหรือญาติสนิทของกบฏคดโท่

อันที่จริง การล้มล้างรัฐบาลในความหมายถึงการยกเลิกล้มล้างระบบปกครองต่างหากที่เป็นความผิดทางอาญา การล้มล้างคณะบุคคลที่เข้าไปยึดกุมการนำของระบบปกครอง เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ควรทำโดยคนที่เห็นว่ากลุ่มบุคคลเหล่านั้น กำลังทำความเสียหายแก่ส่วนรวม (แต่มีวิธีที่พึงทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ)

พูดง่ายๆ คือ สับสนหรือแกล้งสับสนให้เข้าใจว่าตัวเองคือตัวระบบ ใครทำอะไรตัวก็เท่ากับทำต่อระบบ

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สามารถอ้างอย่างนี้ได้ เพราะผู้ยึดกุมการนำของระบบปกครองคือองค์พระมหากษัตริย์ การล้มล้างทำลายบุคคลหรือสถาบัน คือการก่อกบฏอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะบุคคลและสถาบันเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของ "รัฐบาล" หรือระบบปกครอง แต่ในระบอบประชาธิปไตย จะสับสนเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด รัฐบาลก็อย่างหนึ่ง มึงก็อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ทำไมความสับสนเช่นนี้จึงอยู่ยาวนานสืบมาจนถึงวันนี้ เมื่อเรายกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์มากว่า 8 ทศวรรษแล้ว

ผมสงสัยว่าส่วนหนึ่งก็เพราะเราแปล government ว่ารัฐบาลนี่แหละครับ

อย่างที่รู้อยู่แล้วนะครับว่า government มาจากกริยา to govern ซึ่งหมายถึงสั่งให้ทำ หรือระงับมิให้ทำด้วยอาญาสิทธิ์ หรืออำนาจอันถูกต้องชอบธรรม เป็นเรื่องของอำนาจอันน่าเกรงขามและไม่น่าไว้วางใจ ในขณะที่ "รัฐบาล" แปลว่า (ผู้หรือระบบ) ที่ดูแลปกปักรักษารัฐหรือราษฎร น่ารักกว่ากันมากเลยนะครับ เพราะตรงกับแนวคิดเรื่องของการปกครองที่ดีของไทย เช่น ธรรมราชา หรือลัทธิพ่อขุน หรือความคุ้มครองของพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระราชา

คนไทยจึงคิดถึงรัฐบาลว่าต้องมีอำนาจมากๆ ไม่อย่างนั้นจะปกปักรักษาประชาราษฎรได้อย่างไร ไม่ค่อยคิดหวาดระแวงต่ออำนาจอันมากล้นของรัฐบาล ในขณะที่ฝรั่งฟังชื่อ government แล้วก็สะดุ้ง อ้ายนี่น่ากลัวแน่ ต้องหาทางควบคุมอำนาจมันไว้แต่เนิ่นๆ ไม่งั้นมันนั่นแหละที่จะทำความเดือดร้อนแก่ตัวเสียยิ่งกว่าโจร

และแน่นอนว่าใครที่คิดโค่นล้มรัฐบาล ไม่ว่าจะในความหมายอะไรย่อมเป็นคนไม่ดี พวกกบฏคดโท่

ผมคุยเรื่องการแปลมายืดยาวเพียงเพื่อสรุปอะไรนิดเดียวเท่านั้นว่า ในปัจจุบันคนไทยตื่นตัวเรื่องภาษาต่างประเทศมาก ซึ่งก็ดีนะครับ แต่การสอนภาษาต่างประเทศในเมืองไทยเรียวลง ไม่ได้แปลว่าสอนแล้วคนไทยไม่เก่งภาษาต่างประเทศ แต่แปลว่าสอนแล้วภาษาไม่เหลืออะไรมากไปกว่าความหมายหยาบๆ ที่ถ่ายเทจากปากคนต่างประเทศมาสู่ปากคนไทย ไม่ได้มีความเข้าใจถึงความคิดความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังภาษานั้นเลย

ผมเรียกการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างนี้ว่าอยู่ในการศึกษาแบบอาณานิคม ซึ่งฝรั่งทำขึ้นเพื่อฝึกชาวบ้านพื้นเมือง ให้เป็นขี้ข้าฝรั่งที่มีประสิทธิภาพขึ้นเท่านั้น (นับตั้งแต่เป็นข้ารัฐการของอาณานิคมไปจนถึงเสมียนให้บริษัทบอมเบย์เบอร์มา หรือบริษัทอีสท์ เอเชียติค)

เช่น ไม่มีโรงเรียนภาษาสักแห่งเดียวที่ให้ความสนใจวรรณคดี แต่ถ้าไม่อ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรม แล้วจะมีประสบการณ์จริงของการใช้ภาษา (อย่างมีความหมายที่ซับซ้อนและลึก) ได้จากที่ไหนล่ะครับ ภาษาต่างประเทศชนิดเดียวที่ถูกยุให้อ่านคือหนังสือประเภท How to ในทางธุรกิจ

อุตส่าห์นั่งเรียนภาษาอังกฤษแทบตายไปทำไม ถ้าไม่มีเป้าหมายที่จะชื่นชมเชคสเปียร์ฉบับจริงได้สักวันหนึ่งในชีวิต หนังสือซังกะบ๊วยของเหล่าคุรุทางธุรกิจเหล่านี้ถูก "แปล" เป็นไทยตลอดเวลา เพราะ "แปล" ได้ง่ายแสนง่ายอยู่แล้ว

เรียนภาษาจีนเสียเกือบตาย เพื่อไปค้าขายกับจีนหรือไปเป็นเสมียนให้บริษัทก่อสร้างจีนเท่านั้นหรือ ภาษาจีนบรรทุกเอาอารยธรรมอายุ 5,000 ปีอยู่ในนั้นด้วยนะครับ เศรษฐกิจจีนที่เราตื่นตะลึงนั้น เท่ากับกะพริบตาหนึ่งทีในประวัติศาสตร์เท่านั้น

ผมไม่ได้หมายถึงการเลือกทางเรียนของบุคคลนะครับ ที่น่าเศร้ามากๆ ก็คือ การเลือกทางเรียน ภาษาต่างประเทศของรัฐต่างหาก

หน้า 33