|
||||||||||||||
|
ขอดเกล็ดแปรรูปรัฐวิสาหกิจในละตินอเมริกา
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3761 (2961) แนวคิดเรื่อง "การค้าเสรี" กำลังได้รับการท้าทายอย่างหนักและต่อเนื่องในประเทศละตินอเมริกา โดยเมื่อเกิดขึ้นที่ประเทศหนึ่ง ก็ลามไปยังอีกประเทศหนึ่งให้ล้มตามๆ กัน เหมือนเกมโดมิโน ประเทศแรกที่ลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิด "เสรีนิยมใหม่" ในเรื่องการค้าเสรี คือ ประเทศเวเนซุเอลา ที่มีประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เป็นประธานาธิบดี ผู้ได้รับการเลือกตั้งทางตรงจากประชาชน แล้วตามมาด้วยประเทศบราซิล ซึ่งเลือกประธานาธิบดีชื่อลูลา ซึ่งเป็นผู้นำองค์กรเอ็นจีโอมาก่อน ประเทศโบลิเวีย ได้เลือกประธานาธิบดีเอโว โมราเลส เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นคนพื้นเมือง และล่าสุด คือ ชิลี ซึ่งมิเชล บาคเลส ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหญิง คนแรก บาคเลสเป็นลูกสาวนายพลคนสนิทของประธานาธิบดีอัลเยนเด้ ที่ถูกนายพลปิโนเชต์ ก่อการรัฐประหารด้วยการสนับสนุนจากอเมริกา และจับคุณพ่อของบาคเลสรวมทั้งตัวเธอด้วย เข้าคุกเป็นเวลาหลายปี เพราะในขณะนั้นเธอเป็นผู้นำนักศึกษาที่สนับสนุนประธานาธิบดีอัลเยนเด้ ประธานาธิบดีทั้งหมดนี้ ได้รับการเลือกตั้งทางตรงจากประชาชน และทุกคนล้วนมีแนวคิดต้าน "เสรีนิยมใหม่" มีความผูกพันกับองค์กรเอ็นจีโออย่างแน่นแฟ้น ซึ่งตีความได้ว่า ประชาชนในประเทศเหล่านี้ล้วนต่อต้านและคัดค้าน "เสรีนิยมใหม่" ด้วย จึงได้เลือกประธานาธิบดีเหล่านี้มาเป็นผู้นำของตน การเลือกตั้งทางอ้อมอย่างประเทศไทย ผู้นำที่เป็นตัวแทนของผู้ด้อยโอกาสจะไม่มีโอกาสได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างประเทศเหล่านี้อย่างแน่นอน ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะต้องแก้ไขในประเด็นนี้ครับ แก่นแท้ของแนวคิด หรือลัทธิเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าจะเรียกว่าชื่ออะไร คือ การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกด้วยการสร้างกติกา นโยบาย และกรอบคิดของ "การล่าอาณานิคมยุคใหม่" ระบอบเสรีนิยมใหม่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ที่มีหลักการว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่เสรีนิยมใหม่กำหนดว่า การแข่งขันต้องเสรี หมายความว่ารัฐต้องวางมือ ปล่อยให้ "ปลาใหญ่กินปลาเล็กและปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทแทนผลประโยชน์ของสาธารณะ และประชาชนตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย" รัฐต้องไม่ปกป้องผู้อ่อนแอ หรือปลาเล็ก อีกต่อไป เพราะขัดกับหลักการแข่งขันเสรี และทำลายกลไกตลาด รัฐต้องคุ้มครองผลประโยชน์และสิทธิของบริษัท แม้ว่าจะเป็นผลเสียต่อสังคม หรือส่วนรวม เช่น ราคาแพงของค่าไฟฟ้า ประปา ไปรษณีย์ ค่ารักษา พยาบาล ค่าการศึกษา ค่าทางด่วน ค่ารถไฟฟ้า ค่ารถเมล์ ค่ารถใต้ดิน เป็นต้น รัฐต้องถอนตัวจากพันธกิจพื้นฐานอันได้แก่ การจัดหาให้บริการด้านการศึกษาราคาถูก (ต้องคิดราคาตามต้นทุนที่แท้จริง) ด้านการรักษาพยาบาลราคาถูก ด้านสาธารณูปโภคราคาถูก ด้านที่อยู่อาศัยราคาถูก โดยต้องปล่อยให้เอกชนทำแทนด้วยการคิดราคาตามใจชอบ โดยข้ออ้างว่าตามราคาและกลไกตลาด ประเทศต่างๆ ข้างต้น ล้วนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตาม "ฉันทามติวอชิงตัน" ข้างต้นในด้านการถอนตัวออกจากพันธกิจพื้นฐานของรัฐ ในการให้บริการสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ รวมทั้งละทิ้งการปกป้องทรัพยากรและผลประโยชน์ของแผ่นดิน โดยการเปิดเสรีให้บริษัทข้ามชาติ และบริษัททุนขนาดใหญ่เข้ามาซื้อ หรือซื้อสัมปทานระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนแก่รัฐเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ตนได้รับ เช่นสัมปทานบ่อน้ำมันในประเทศเวเนซุเอลา และโบลิเวีย เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมานี้ รัฐบาลเวเนซุเอลา ได้โอนบ่อน้ำมันจำนวน 32 บ่อ กลับคืนมาสู่การดูแลของรัฐบาลโดยตรง ตามกฎหมายที่ออกมาเมื่อ ปี 2544 ที่กำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นเส้นตายที่บริษัททุกบริษัทที่ได้รับสัมปทานไปในอดีตจะต้องคืน หรือเจรจาเรื่องผลตอบแทนกับรัฐใหม่ ในอดีต แม้ว่าประเทศเวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 5 ของโลก รายได้จากน้ำมันซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐถือหุ้นทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 26.4 ของจีดีพี หรือผลผลิตรวมของชาติ คิดเป็นร้อยละ 80.20 ของรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ และคิดเป็นรายได้ร้อยละ 45.6 ของรายรับของรัฐ กระนั้นก็ตาม ประชาชนร้อยละ 67 ในปี 1997 จากจำนวน 25 ล้านคนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน คือ มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 2 เหรียญอเมริกัน หรือ 80 บาท ทั้งนี้เพราะรัฐบาลทหารและนักการเมืองในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้าเข้าได้รับการเลือกตั้ง ต่างฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างสะบั้นหั่นแหลก กิจการน้ำมันของรัฐที่มีชื่อว่า PDVSA (Petroleos de Venezuela) ถูกนักการเมืองเข้าควบคุม และส่งเงินเข้ารัฐน้อยมาก (คล้ายๆ กับ กฟผ.และ ปตท.) มีเพียงบริษัทเอ็กซอน-โมบิล ของอเมริกาเท่านั้นที่ยังดื้อแพ่งอยู่ ประธานาธิบดีเอโว โมราเลส ประธานาธิบดีคนพื้นเมืองคนแรกของประเทศโบลิเวีย ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา เพื่อปรึกษาในเรื่องการโอนเอาบ่อน้ำมันของโบลิเวียกลับคืนมาอยู่ในการควบคุมของรัฐ เพื่อที่ได้นำเอาผลประโยชน์และรายได้มาเข้าสู่กระทรวงการคลังเพื่อนำมาใช้จ่ายในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การสร้างอาชีพ เพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนให้สูงขึ้น ประธานาธิบดีเอโว โมราเลส ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในเมืองคารากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ว่า "การเดินทางพบปะผู้นำต่างประเทศคนแรก คือ ประธานาธิบดีชาเวซ ก็เพื่อหารือในการนำเอานโยบาย "พันธกิจเพื่อมวลประชา" ไปใช้กับประเทศโบลิเวีย" ประธานาธิบดีเอโว โมราเลส ต้องการศึกษาบทเรียนจากเวเนซุเอลา เพื่อป้องกันกลุ่มผลประโยชน์ที่จะลุกขึ้นมาสร้างสถานการณ์ "ป่วนเมือง" เหมือนกับที่เคยทำในการพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีชาเวซ คือ กลุ่มนักการเมือง นักเทคนิคบริหาร กลุ่มสื่อสารมวลชน และทหารที่นำโดยรัฐบาล ก่อนหน้านี้ที่มีนายคาร์ลอส อังเดร เปเรซ ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ ปี 1961 สูญเสียผลประโยชน์ เมื่อชาเวซได้รับการเลือกตั้ง จึงร่วมมือกับกลุ่มผูกขาดน้ำมันข้ามชาติอเมริกันทำการก่อกวน ตั้งแต่การยุยงให้คนงานบริษัทน้ำมันหยุดงาน ทำลายเครื่องจักร กักตุนอาหาร ไม่ยอมส่งออกไปจำหน่าย ทำให้อาหารขาดแคลน และมีราคาแพง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างแสนสาหัส และลอบส่งเงินออกนอกประเทศเพื่อทำลายเสถียรภาพของค่าเงินมากถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญ อันที่จริงกลยุทธ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทวีปละตินอเมริกาเลย เมื่อปี 1973 (2516) หรือ 30 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีอัลเยนเด้ของประเทศชิลี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และดำเนินนโยบายชาติประชานิยม โดยการโอนกิจการ อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ คือ เหมืองทองแดง และกิจการโทรคมนาคม เข้ามาเป็นของรัฐ อัลเยนเด้จึงถูกก่อกวนโดยซีไอเอและบริษัทไอทีแอนด์ทีด้วยการสร้างสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ให้ปั่นป่วนด้วยวิธีการข้างต้น เช่น สหภาพ กรรมกรรถขนส่งหยุดงานประท้วง ไม่ยอมส่งสินค้าและอาหารไปเข้าร้านค้า มีการกักตุนอาหาร ส่งเงินออกนอก เพื่อทำลายเสถียรภาพของค่าเงิน และก่อการรัฐประหารในที่สุด โดยการสนับสนุนของรัฐบาลอเมริกัน และบริษัทอเมริกันหลายบริษัท ที่เด่นๆ คือ บริษัทไอทีที อัลเยนเด้ถูกสังหารในทำเนียบเพื่อรักษาอุดมคติ ว่าเขาไม่ทอดทิ้งประชาชน โดยไม่ยอมหลบหนีออกไปตามคำแนะนำของกองกำลังรักษาความปลอดภัยของทำเนียบ นายพลปิโนเชต์ ผู้ก่อการรัฐประหาร หลังจากครองอำนาจได้กว่า 25 ปี ปัจจุบันกำลังถูกฟ้องในข้อหาคอร์รัปชั่นหลายคดี บัดนี้ลูกสาวของนายพลคนสนิทของประธานาธิบดีอัลเยนเด้ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นประธานาธิบดี ก็คงจะได้เห็นการ "ขอดเกล็ดนโยบายเสรีนิยมใหม่" ต่างๆ ทั้งในประเทศชิลี และในประเทศโบลิเวีย กระแสต้านก็อาจจะรุนแรงไม่น้อยกว่าในยุคอดีต อย่างไรก็ตามเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในละตินอเมริกาเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างตาไม่กะพริบ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับทิศทางอนาคตของการเมืองภาคประชาชนของประเทศไทย หน้า 2
|