|
||||||||||||||
|
นักเศรษฐศาสตร์-นักรัฐศาสตร์-นักกฎหมาย
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3760 (2960) เมื่อปลายปี 2515 หลังจากที่ไปเรียนหนังสือที่อเมริกากลับมาใหม่ๆ ก็ได้รับเชิญให้ไปสัมมนาวิชาการ หัวข้อเกี่ยวกับเรื่องสังคมศาสตร์ ชื่อเรื่องจริงๆ ก็จำไม่ได้เสียแล้ว ตอนนั้นเริ่มสอนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งเชิญผมไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาเศรษฐมิติ เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาที่สวนสามพราน ที่นั่นก็เลยรู้จักพวกดอกเตอร์รุ่นใกล้เคียงกันหลายคน อาทิ ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล ดร.ทินพันธุ์ นาคะตะ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ดร.แสง สงวนเรือง ดร.สมศักดิ์ ชูโต ดร.ไพจิตร เอื้อทวีกุล ดร.ศักดา สายบัว เป็นต้น สามท่านหลังนี้เป็นรุ่นใหญ่กว่าพวกเราหลายปี แต่ก็มามั่วสุมกับรุ่นเล็ก อายุ 28-29 ปี อย่างพวกเราด้วย งานสัมมนาวิชาการวันนั้น ผมจำได้แม่น เพราะมีนักวิชาการมีชื่อเสียงระดับโลก ชาวดัทช์จากเนเธอร์แลนด์ ชื่อศาสตราจารย์โยฮัน เกาตุง ได้รับเชิญมาแสดงปาฐกถา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่างๆ ในสาขาสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ ดร.โยฮัน เกาตุง ได้เริ่มปาฐกถาของท่านแบบตลก แต่ก็ลึกซึ้งกินใจ ประทับใจ แม้เวลาจะผ่านมากี่ปีแล้วก็ยังจำได้ไม่มีวันลืมเลย ดร.โยฮัน เกาตุง เริ่มปาฐกถาของท่านโดยเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักฟิสิกส์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์ ได้ดังนี้ นักฟิสิกส์เปรียบเสมือนคนที่ให้ไปจับแมวในห้องที่เปิดไฟสว่าง เมื่อคนโยนแมวเข้าไปในห้อง นักฟิสิกส์ก็พยายามไล่จับแมว สักพักหนึ่งก็ตะโกนออกมาว่าจับแมวได้แล้ว พร้อมกับชูแมวที่จับได้ให้ดู นักเศรษฐศาสตร์เหมือนกับคนที่ถูกปิดตาทั้งสองข้างให้เข้าไปในห้องมืด แล้วโยนแมวเข้าไปในห้องให้จับ นักเศรษฐศาสตร์ก็พยายามวิ่งไล่จับแมว พยายามจับแมวเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะถูกผ้าผูกปิดตาเอาไว้ แถมห้องก็ยังมืดแต่ก็รีบไล่จับแมวอยู่นั่นเอง ไม่เคยจับได้ แต่ก็ไม่ยอมเลิกจับ จนคนข้างนอกบอกให้เลิกจับ ส่วนนักรัฐศาสตร์ รวมทั้งนักการเมือง เหมือนกับคนที่ถูกเอาผ้าผูกปิดตาไว้ ให้ไปจับแมวในห้องมืด นักรัฐศาสตร์ผู้นั้นก็พยายามวิ่งไปวิ่งมา สักพักหนึ่งก็ตะโกนบอกว่า "จับแมวได้แล้ว" แต่ไม่ยอมชูแมวให้ดู คนที่อุ้มแมวอยู่ตกใจตะโกนกลับไปว่า "ยังไม่ได้โยนแมวเข้าไปในห้องเลย" แต่นักรัฐศาสตร์ก็ยังยืนยันว่า "เขาจับแมวได้แล้ว" เรื่องนี้พวกเราชอบใจกันมาก ไม่รู้สึกโกรธ ดร.โยฮัน เกาตุง เลยและยังเก็บเอามาสนทนากันต่อเมื่อมานั่งดื่มเหล้าตอนเย็น ดร.ลิขิต ธีรเวคิน เป็นคนที่หัวเราะชอบใจเป็นอันมาก แต่ ดร.ทินพันธุ์ นาคะตะ ดูจะขรึมๆ หน่อย พวกเราคนหนึ่งเลยกล่าวขึ้นว่า น่าจะมีนักกฎหมาย หรือนักนิติศาสตร์ เข้าร่วมในขบวนการจับแมวนี้ด้วย จะได้ครบทั้ง 3 นัก ที่มักจะต้องทำงานร่วมกัน คือ นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักกฎหมาย โดยแต่งเรื่องต่อดังนี้ นักกฎหมายก็เหมือนคนที่ถูกปิดตา ให้เข้าไปจับแมวในห้องมืด หลังจากที่โยนแมวเข้าไปในห้องแล้ว นักนิติศาสตร์ผู้นั้นก็พยายามวิ่งไล่จับแมว จับเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามไล่จับอยู่นั่นเอง สักพักหนึ่งก็หยุด ดึงผ้าผูกตาออกแล้วตะโกนออกมาว่า รู้แล้ว "จะออกกฎหมายให้แมวมามอบตัว" ความหมายของเรื่องตลกชัดเจนอยู่ในตัวอยู่แล้วคงจะไม่ต้องอธิบายความให้ยืดยาว นักเศรษฐศาสตร์ถูกล้อว่า ไม่เคยแก้ปัญหาได้ ปัญหาไม่เคยแก้ถูกจุด มักเป็นความเห็นที่ไม่เคยลงรอยกัน ในระหว่างพวกเดียวกัน ส่วนนักรัฐศาสตร์นั้นไม่มีอะไรทำไม่ได้ แม้ว่าแมวยังไม่ได้โยนเข้าไปในห้อง ก็ร้องว่าจับแมวได้แล้ว เพราะหลายเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่เรื่องจริงเป็นเรื่องที่นักการเมืองเล่นละครหลอกเรา สำหรับผู้ที่สวมวิญญาณนักกฎหมายนั้นก็มักจะชอบคิดว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้โดยออกกฎหมายใช้บังคับ นักวิชาการสาขาต่างๆ ที่เล่ามานี้อย่าโกรธเคืองเลย เพราะบางทีพวกเราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ข้อคิดของ ดร.โยฮัน เกาตุง แม้ว่าฟังดูแล้วอาจจะขำขัน เพราะพวกเรารุ่นนั้นก็เอามาเล่าต่ออย่างขำขัน แต่จากประสบการณ์การทำงานระดับรัฐบาลจริงๆ ผมก็เคยเห็นตัวอย่างหลายตัวอย่างที่ใกล้เคียง สมัยก่อนนั้น ข้าวของเรามีราคาต่ำกว่าราคาตลาดโลกเป็นอันมาก พวกเรานักเศรษฐศาสตร์ เช่น ดร.อัมมาร สยามวาลา ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รวมทั้งตัวผมซึ่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เห็นว่าสาเหตุที่ราคาข้าวบ้านเรา มีราคาถูกกว่าราคาตลาดโลกกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเพราะเราเก็บภาษีขาออกข้าวในรูป "พรีเมี่ยมการส่งออก" หรือในรูปการสำรองข้าวไว้ขายให้รัฐบาลในราคาถูก เพื่อให้รัฐบาลจัดขายข้าวราคาถูกให้กับคนในเมืองบ้าง พร้อมๆ กับมีโควต้าการส่งออก โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้อนุมัติโควต้าการส่งออกเป็นรายๆ ไป พวกเราพยายามอธิบายกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์บ้าง กระทรวงเกษตรฯบ้าง แทบล้มแทบตายก็ไม่มีใครเห็นด้วย ทำอย่างไรก็ไม่มีใครเห็นด้วยแม้แต่องค์กรเกษตรกร และองค์การชาวนาก็ไม่มีใครเห็นด้วย พวกที่ไม่เห็นด้วยอ้างว่า ถ้าเราเลิกเก็บภาษีขาออกในรูปแบบต่างๆ ลง พ่อค้าผู้ส่งออกก็จะยิ่งไปลดราคาให้กับผู้นำเข้าในต่างประเทศ ทำให้ราคาในต่างประเทศต่ำลง เราจะได้เงินตราต่างประเทศน้อยลง ราคาข้าวในประเทศก็จะยิ่งต่ำลง ชาวไร่ชาวนาก็จะยิ่งแย่ลง พวกเราอธิบายเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนได้ ดร.อาณัติ อาภาภิรม มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ จึงประสบความสำเร็จ มาร่วมวงล้อมกรอบรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ลง ได้เริ่มยกเลิกโควต้าการส่งออก และการบังคับให้ผู้ออกส่งมอบข้าวราคาถูก ให้กับรัฐบาล แต่ภาษีขาออกและพรีเมี่ยมข้าวยังเก็บเอาไว้อยู่ รัฐมนตรีพาณิชย์ยังไม่ยอม เรื่องเกิดเมื่อปี 2525 พวกเราก็เหมือนกับคนที่ถูกผูกตาเข้าไปในห้องมืด พยายามจับแมวแต่ก็ไม่เคยจับได้ เพราะจุดมุ่งหมายของพวกเรา กับข้าราชการ และนักการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายคนละอย่าง เหตุผลทางการเมืองซึ่งเขาพูดไม่ได้เป็นเป้าหมายหลัก ให้อธิบายอย่างไรก็ไม่มีทางอธิบายได้สำเร็จ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีพาณิชย์ใหม่ในปี 2526 พวกเราก็พยายามอธิบายผลักดันให้เลิกภาษีขาออก การส่งข้าวก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อข้าวราคาตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ยุคนั้นก็ประกาศมาตรการข้าวร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ให้โรงสีซื้อข้าวเข้ามาเก็บไว้ในสต๊อก ในราคาตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ประกาศซึ่งสูงกว่าราคาตลาด กว่า 25 เปอร์เซ็นต์ หากชาวนานำข้าวมาขายแล้วรับซื้อต่ำกว่าราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศจะมีความผิดทางอาญา มีทั้งโทษจำและโทษปรับ แม้รัฐมนตรีท่านไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ท่านก็ได้รับการแนะนำจากนักกฎ หมายว่า ราคาข้าวสามารถทำให้ขึ้นได้ โดยการออกกฎหมายให้ข้าวขึ้นราคา ถ้าข้าวเกวียนไหนไม่ขึ้นราคาข้าวเกวียนนั้นจะถูกจับมีทั้งโทษจำและโทษปรับ เหมือนกับนักกฎหมายที่เพิ่งนึกออกหลังจากไล่จับแมวอยู่นานว่า จะไปมัวเหนื่อยอยู่ทำไม ออกกฎหมายให้แมวมามอบตัวง่ายกว่า มีชาวนาเอาข้าวไปขายให้โรงสีตามราคาประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เถ้าแก่โรงสีไม่ยอมรับซื้อในราคาประกาศ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติข้าว พ.ศ.2484 แต่ถ้าจะขายก็จะรับซื้อในราคาตลาด ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กำหนดอยู่มาก ชาวนาบอกเถ้าแก่โรงสีว่า ต้องซื้อตามราคาที่รัฐบาลบอกมาทางวิทยุ วิทยุบอกให้ซื้อในราคานี้ จะซื้อต่ำกว่าราคาที่วิทยุบอกได้อย่างไร เถ้าแก่โรงสีบอกว่า ถ้าอย่างนั้นลื้อก็เอาไปขายให้วิทยุก็แล้วกัน อั้วซื้อไม่ได้หรอก ที่เล่ามานี้เป็นข่าวที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และฉบับอื่นๆ ทุกฉบับ ไม่ใช่เรื่องที่กุมาเล่า เป็นเรื่องจริง มีเรื่องหลายเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ประสบความล้มเหลวมาเรื่อย เป็นต้นว่าเรื่องกลไกตลาดและกลไกราคา ซึ่งน่าจะเป็นกลไกที่ดีในการให้สัญญาณว่าการบริโภคหรือการผลิตของระบบเศรษฐกิจ ควรจะมีทิศทางไปทางไหน พอมีเรื่องน้ำมันแพง จะเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยประสบความสำเร็จ ที่จะไม่ให้รัฐบาลตรึงราคาพลังงานไว้ ไม่ให้ขึ้นราคา ทั้งๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์เคยประกาศว่า การตรึงราคาน้ำมันโดยชดเชยจากเงินกองทุนนั้น เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนที่เราประสบความสำเร็จในการให้ราคาน้ำมันลอยตัว ตอนที่ราคาน้ำมันดิบลดราคา แต่พอราคาน้ำมันดิบขึ้นราคา การตรึงราคาโดยการตั้งกองทุนก็กลับมาอีก แล้วก็เป็นอย่างนี้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีระดับการพัฒนาอย่างเรา มีอีกเรื่องหนึ่งก่อนมีวิกฤตทางการเงินปี 2540 ได้มีโอกาสพบนายกรัฐมนตรี เรียนท่านว่าบ้านเราไปไม่ไหวแล้ว ค่าเงินบาทแข็งอย่างนี้อยู่ไม่ได้ ต้องลดค่าเงินบาทจาก 25 บาท มาเป็น 29-30 บาทเสียจึงจะอยู่ได้ ท่านตอบว่าไม่เห็นนักเศรษฐศาสตร์คนไหน ที่ท่านปรึกษามีความเห็นอย่างนี้เลย เห็นแต่บอกว่าควรขึ้นค่าเงินบาทเสียด้วยซ้ำไป แล้วจะให้เชื่อใคร ถ้าเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์จริงก็ควรมีความเห็นเดียว นี่ก็เป็นความล้มเหลวของพวกเราที่เป็นนักเศรษฐ ศาสตร์ด้วยกันที่ไม่เคยร่วมกันจับแมวได้ในสายตาของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง เรื่องใช้กฎหมายบังคับกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็มีอยู่ทุกสมัย แม้เมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังมีอยู่ไม่ใช่เรื่องขำขัน เมื่อน้ำตาลหายไปจากตลาด เพราะราคาตลาดโลกแพงขึ้น ทั้งชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลก็ไม่ขายผลผลิตของตนตามราคาที่กำหนดโดยกฎหมาย น้ำตาลหลบลงใต้ดินหมด ถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อในราคาตลาดมืด ก็ได้ยินวิทยุและโทรทัศน์อีกนั่นแหละประกาศจับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ขายน้ำตาลที่ตนกักตุนในราคาที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ที่บังอาจนำน้ำตาลส่งออกไปขายต่างประเทศในราคาที่สูง ทั้งๆ ที่ขัดกับนโยบายผลักดันการส่งออก เพื่อให้การส่งออกขยายตัวให้ได้ 17 เปอร์เซ็นต์ในปี 2549 นี้ แต่ถ้าใครลักลอบส่งออกจะมีโทษจำคุกและปรับ การส่งออกน้ำตาลเกินโควตากลายเป็นอาชญากรรมไป แทนที่จะได้โล่ประกาศเกียรติคุณ เพราะการส่งออกในส่วนนี้ต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ก็ไม่เชื่อว่าแมวจะมามอบตัวตามกฎหมายตามนิทานข้างบน เรื่องประกาศจับแมวได้แล้วโดยที่แมวยังไม่ได้เข้าไปในห้องของนักรัฐศาสตร์ ยังมีเรื่องเอามาเล่าเล่นกันอีกได้มากมาย เรื่องทางการเมือง ถ้าหากใช้ข้อมูลที่รายงานโดยหนังสือพิมพ์ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง กับข่าวที่ปรากฎออกมาเป็นคนละเรื่องกันอย่างแท้จริง เช่น การต่อรองให้แก้รัฐธรรมนูญ เราอาจจะวิเคราะห์กันใหญ่ว่า ดีไม่ดีอย่างไร แต่จริงๆ เขาต่อรองเรื่องอื่นกัน เมื่อตกลงกันได้ทุกคนก็ลืมเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นต้น พวกเราก็นึกว่ามีแมวอยู่ในห้องแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไรเลย ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่ถ้าไปเคร่งเครียดกับมันจนเกินไป ก็ทำงานไม่ได้ หมดกำลังใจ แต่กิจการก็ต้องดำเนินไป เอาเรื่องทั้งหมดมาเล่าเบาๆ อย่าถือเป็นเรื่องจริงจังเลย ถ้าหากผ่านโลกผ่านงานมามากก็จะเห็น นิทานของ ดร.โยฮัน เกาตุง จึงเป็นที่ประทับใจด้วยเหตุฉะนี้ หน้า 2
|