|
||||||||||||||
|
ชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก
: พลวัตและสิ่งท้าทาย
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1327 ศาสตราจารย์กิตติคุณ Bernard K. Gordon แห่งมหาวิทยาลัย New Hampshire เคยเขียนบทความเรื่อง "Asia"s Trade Blocs Imperial the WTO" วารสาร Far Eastern Economic Review ฉบับ November 2005 โดยชี้ให้เห็นแรงผลักดัน จากภายนอกต่อชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก (East Asia Economic Community) โดยท่านชี้ให้เห็นว่า การรวมตัวเป็นชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเป็นแรงผลักดันจากภายนอก เป็นพัฒนาการที่ดําเนินมาอย่างสลับซับซ้อน แต่ชาติอาเซียนเล็กๆ ต้องปรับตัวผนวกกับชาติมหาอํานาจในเอเชียคือ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย หรือจะมองว่าเป็นการขยายอาเซียน +3 เพิ่มเป็น +6 คือ อาเซียน บวกกับ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ โดยรัสเซียได้รับเชิญจากประเทศเจ้าภาพคือ มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม เราควรมองดูความสําคัญอีกหลายด้าน เช่น มิติภายในและสิ่งท้าทายที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงในชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกครั้งนี้ ย้อนกลับไปดูพัฒนาการของชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ชุมชนเศรษฐกิจฯ ช่างเหมาะกับบทบาทนําของมาเลเซีย ซึ่งปีนี้เป็นประธานของอาเซียน และควรทําหน้าที่เป็นประธานของการประชุมชุมชนเศรษฐกิจฯ นี่คือแนวคิดดั่งเดิมของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ซึ่งเสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกในปี ค.ศ.1990 ภายใต้ชื่อว่า East Asian Economic Grouping (EAEG) แนวคิดนี้อาจจะย้อนกลับไปไกลได้ถึง แนวความคิดของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ วงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา สิ่งนี้มองเห็นได้ชัดว่าเป็นเวทีของชาวเอเชีย ไม่รวมสหรัฐอเมริกา ในช่วงระยะเริ่มต้น ภาพที่มองเห็นคือ เวทีหลวมๆ เพื่อการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการในประเด็นร่วมในภูมิภาคและส่งเสริมความร่วมมือที่กว้างขวางขึ้น ในระยะเริ่มต้น มีการร่วมกันน้อยและขาดความกระตือรือร้น เนื่องจากเป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากปฏิกิริยาเชิงลบจากสหรัฐอเมริกาซึ่งกลัว EAEG จะไม่ให้ความสําคัญกับ APEC และญี่ปุ่น อันหมายความถึงไม่ปรารถนาให้แปลกแยกต่อสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ไม่คืบหน้ายังเนื่องจากความคิดนี้ ประกาศออกมาโดยไม่ได้มีการปรึกษาหารือ และสร้างการยอมรับจากภายในอาเซียนเอง
มิติภายในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาเอเชียตะวันออกเสียใหม่ วันนี้ของเอเชียตะวันออกแตกต่างจากเอเชียตะวันออกเมื่อในทศวรรษ 1990 สิ่งส่งเสริมยาวนานต่อผู้นําชาติเอเชียได้เปลี่ยนไปแล้ว อินโดนีเซียกําลังเปลี่ยนไปเป็นระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย หลังจากผ่านช่วงเวลาอันหนักหน่วงจากช่วงมหัศจรรย์เอเชียต้นทศวรรษ 1990 มาสู่ช่วงติดหนึบกับวิกฤตเศรษฐกิจ 1997-1998 ค่อยๆ ตัดรากทําลายเศรษฐกิจภายในและบังคับให้มีความจําเป็นร่วมมือเศรษฐกิจในภูมิภาค ยิ่งหลังยุคหลังสงครามเย็นค่อยๆ เห็นการลดบทบาทลงของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค การถอยห่างจากการแสดงบทบาท เป็นมหาอํานาจเดี่ยวของสหรัฐ และการคิดใหม่ทางด้านนโยบายต่างประเทศสหรัฐกําลังเน้นความต้องการข้อสรุปต่างๆ เพื่อความมั่นคงภายในภูมิภาคมาจากภายในภูมิภาคเอง สิ่งที่ย้ำความต้องการภายในนี้ยังมาจากปัญหาความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภัยต่างๆ ในทะเลที่มาจากโจรสลัด การเคลื่อนย้ายของแรงงานผิดกฎหมาย ภัยที่มาจากไข้หวัดนกและไวรัสซาร์ส ภัยจากธรรมชาติ แน่นอน สภาพแวดล้อมหลัง 11 กันยายน สงครามต่อต้านการก่อการร้ายกดดันให้แต่ละประเทศต้องการความร่วมมือในภูมิภาคอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนั้น ด้วยผลอันลึกล้ำของโลกาภิวัตน์และกับการก้าวขึ้นมาของจีนและอินเดีย ตามติดญี่ปุ่นซึ่งเป็นเศรษฐกิจ ใหญ่อันดับสองของโลก การรวมกลุ่มของชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เริ่มมีความสําคัญเชิงสัดส่วนทั้งทางด้านประชากรและทางเศรษฐกิจ เป็นตลาดที่ครอบคลุมครึ่งหนึ่งของประชากรโลก เป็นตัวขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลก เป็นตัวสร้างดุลยภาพสําหรับสหรัฐ (และนาฟต้า) กับสหภาพยุโรป
สิ่งท้าทาย เราคงไม่อาจจะพูดถึงพลวัตภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ได้โดยละเลยพูดถึงสิ่งท้าทายต่างๆควบคู่ไปด้วย สิ่งแรกที่ควรพูดถึงคือ อะไรเป็นความสําเร็จในการประชุมครั้งแรก การประชุมครั้งแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2005 สิ่งนั้นคือ ทัศนะการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์โดยผู้นําต่างๆ ถอยออกจากการแต่งตั้งที่ปรึกษาอาวุโส แต่เน้นไปที่ความร่วมมือด้านพลังงาน การตอบสนองต่อการแก้ปัญหาไข้หวัดนก การต่อต้านการก่อการร้าย ความมั่นคงทางทะเล สิ่งท้าทายทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การย้ายสิ่งกีดขวางต่างๆ ทางด้านการค้าและการลงทุน การสร้างชุมชนและการจัดตั้งกรอบความร่วมมือระดับพหุภาคี ปฏิญญาที่ประชุมเอเชียตะวันออกว่าด้วยการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก การควบคุมแ ละการตอบสนองเป็นการประยุกต์ บทบาทของอาเซียน ที่เป็นพลังขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก นี่เป็นความสําเร็จเชิงรายงานและข้อตกลง แต่มีอีกหลายสิ่งที่ท้าทายอยู่ มีสิ่งท้าทายและข้อวิจารณ์อีกมาก เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกตอนเหนืออยู่ในสภาพทรุดโทรม การถดถอยของขบวนการประชาธิปไตยต่างๆ ในพม่าได้เป็นสิ่งท้าทายต่อหลักการการไม่แทรกแซง (Non-Interference) ของอาเซียนและการสร้างประชามติ ความอสมมาตร (asymmetry) ภายในกลุ่มอาเซียนอันได้แก้ ความแตกต่างทางเศรษฐกิจ และระดับการพัฒนา รวมทั้งข้อตกลงทวิภาคีทางการค้าระหว่างอาเซียนกับชาติมหาอํานาจต่างๆ จํานวนมากมีแนวโน้มจะดึงให้ภูมิภาคนี้แยกออกจากกัน นอกเหนือจากนั้น ชุมชนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกต้องอยู่กับการจัดการได้ของอาเซียนซึ่งเป็นคนขับเคลื่อนจริงๆ นั่นหมายความว่า ต้องมีของจริงไม่ใช่เพียงแค่พูดคุยกันยาวนาน สิ่งนี้เป็นข้อวิจารณ์ต่อเอเปค (APEC) ด้วย สําคัญมากคือ อย่างใกล้ที่สุด จะต้องไม่แทนที่กระบวนการอาเซียน +3 กลางออกไป เป็นเอเชียตะวันออกเหนือออกไปไกล หน้า 25
|