หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"อาจสามารถโมเดล" กู้กระแสหรือจริงใจแก้ปัญหาคนจน

วิษณุ บุญมารัตน์ อาจารย์ผู้ช่วยสอนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549

การลงไปสร้างต้นแบบการพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจนที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด หรือที่เรียกว่า "อาจสามารถโมเดล" ช่วงวันที่ 16-21 มกราคม 2549 นั้น หลายฝ่ายมองว่า เป็นความพยายามอีกเรื่องหนึ่งของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการสร้างภาพปลุกกระแสความนิยมของคนในสังคม โดยเฉพาะฐานเสียงในชนบท ส่วนจะสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงข้อมูลปมเหตุของความยากจนของชาวบ้านได้มากน้อยเพียงไร

อ.อาจสามารถ ถือเป็นอำเภอแรกของ จ.ร้อยเอ็ด และของประเทศที่ได้รับการโอนเงินครบถ้วน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพ ของหมู่บ้าน และชุมชน หรือเอสเอ็มแอล จำนวน 31.4 ล้านบาท 138 หมู่บ้านจากรัฐบาล จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกพื้นที่นี้นำร่องศึกษาแก้ปัญหาความยากจน และเดินทางมาใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้าน เพราะหมู่บ้านชุมชนใน อ.อาจสามารถ มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองในอัตราที่สูงกว่าพื้นที่อื่นๆ

น่าแปลกใจตรงที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานแก้ไขปัญหาความยากจน แต่กลับไม่ปรากฏภาพให้เห็นในการร่วมทีมมาครั้งนี้ ทั้งที่พื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่ พล.อ.ชวลิต รู้จักและคุ้นเคยมากกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เสียอีก

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ คงวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วว่า ที่ผ่านมา ระบบการทำงานราชการโดยเฉพาะระดับอำเภอ ไม่สามารถเข้าถึงและแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวบ้านได้ ทั้งประเด็นจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง นายกรัฐมนตรีจึงลงไปสาธิตให้ดูว่า แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงปัญหา และวิธีการแก้ไขควรจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่ง หากมองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำให้เป็นตัวอย่างต้นแบบ ให้อำเภออื่นนำไปเป็นแบบอย่างได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ประเทศไทยได้กระจายอำนาจบริหารจัดการงบประมาณลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้ว มีการกระจายอำนาจบริหารไปยังเทศบาล ตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หมดแล้ว นายอำเภอจึงมีหน้าที่ประสานแผนงบประมาณจากส่วนกลางว่า จะจัดสรรให้กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบ แต่ไม่มีอำนาจโดยตรงเหมือนกับนายกรัฐมนตรี

แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาปฏิเสธว่าการลงไปแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ ที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ไม่มีการจัดฉากแน่ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ทางจังหวัดได้จัดเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 ไม่ว่าจะเป็น

1.การขึ้นทะเบียนคนจนเฉพาะที่ อ.อาจสามารถ มีจำนวน 17,640 ราย แบ่งเป็นผู้ไม่เดือดร้อนจริง 15,807 ราย ผู้เดือดร้อนจริง 1,833 ราย ซึ่งทางจังหวัดได้ช่วยเหลือไปแล้ว 1,085 ราย คงเหลือให้นายกรัฐมนตรีแสดงฝีมือแก้ไขปัญหา 748 ราย โดยที่ปัญหาหรือความเดือดร้อนของบุคคลเหล่านี้ในลำดับต้นๆ ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สิน และปัญหาที่อยู่อาศัย

2.การจัดทำรายละเอียดครัวเรือน (Family Folder) อาทิ ข้อมูลครัวเรือน บัญชีรายรับรายจ่ายครัวเรือน

3.การจัดตั้งโครงการพี่เลี้ยงประชาชน โดยแต่งตั้งข้าราชการในพื้นที่ อ.อาจสามารถ ร่วมปรับทัศนคติ ทักษะ ทรัพยากร และร่วมหาทางออกกับประชาชน

4.การจัดตั้ง War Room ณ ศาลากลางจังหวัด เพื่ออำนวยการสนับสนุนการปฏิบัติงาน และให้บริการข้อมูลข่าวสาร

5.การร่วมประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสำรวจแหล่งน้ำทำกิน การเตรียมออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน กระทรวงแรงงาน เช่น การเตรียมฝึกอบรมผู้ดูแลเด็ก คนชราและคนพิการ กระทรวงศึกษาธิการ เช่น การตั้งศูนย์อาชีวะบริการช่วยเหลือประชาชน กระทรวงคมนาคม เช่น การซ่อมแซมบำรุงเส้นทางคมนาคมที่ชำรุด

ในหลายกรณีของนโยบายประชานิยม ล้วนก่อให้เกิดความรู้สึกต้องการพึ่งพิงภาครัฐมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน ที่มีการใช้เงินจากกองทุนเป็นจำนวนมากในการซื้อสินค้าคงทน เช่น โทรศัพท์มือถือ รถมอเตอร์ไซค์ โครงการพักหนี้เกษตรกร ที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สินที่ไม่มีวันปลดหนี้ได้ จึงต้องหันไปกู้เงินนอกระบบที่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง

ธนาคารประชาชน ที่เป็นอีกแหล่งเงินกู้ของภาคประชาชน โครงการเอสเอ็มแอล และการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน ที่เป็นการต่อยอดจากเมนูนโยบายประชานิยม เมื่อพบว่าคนระดับรากหญ้าต้องแบกหนี้ที่ก่อขึ้นจากการบริโภค ทั้งที่คนไทยแต่ดั้งเดิมไม่นิยมกู้หนี้ยืมสิน แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามปลูกฝังความคิดให้ประชาชน ว่า การไปกู้ยืมโดยเฉพาะการกู้ยืมจากสถาบันการเงินก็ดี จากกองทุนหมู่บ้านก็ดี กลายเป็นของดี ยิ่งถ้าหากมีหนี้เยอะ แปลว่ามีเครดิตเยอะ จะรวยได้ต้องเป็นหนี้ก่อน เหล่านี้ทำให้ชาวบ้านต้องตกอยู่กับวงจรกับดักหนี้โดยไม่มีที่สิ้นสุด

ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีจะเจอคนที่ "อยากจน" ที่ขึ้นทะเบียนกับทางอำเภอล่วงหน้า พร้อมได้รับการปรับทัศนคติไว้แล้วล่วงหน้ามากกว่าที่จะเจอคน "ยากจน" จริงๆ เพราะเมื่อไปถึงหมู่บ้านเป้าหมาย จะมีการเรียกรายชื่อคนที่ลงทะเบียนคนจนให้มาพบนายกรัฐมนตรี และบางส่วนก็ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว

ขณะที่เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ไขลงไป ทางจังหวัดที่ร่วมประสานกับกระทรวงต่างๆ ก็พร้อมรับไปดำเนินการต่อได้ทันท่วงที เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณสาธิตกระบวนการ วิธีการ แนวทางออกมา แล้วให้นายอำเภอนำไปปฏิบัติตาม ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ทั้งที่เบื้องหลังทางการได้เข้าไปเตรียมการจัดตั้ง จัดฉากทุกอย่างไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว เพื่อที่จะฉายภาพให้นายกรัฐมนตรีดูในวันจัดงานจริง

ในอีกด้าน จะมีการถ่ายทอดสดภารกิจผ่านโทรทัศน์ช่องยูบีซี 16 ตลอด 24 ชั่วโมง ในรูปแบบเดียวกับรายการ "อะคาเดมี แฟนเทเซีย" โดยใช้ทีมงานจากรายการดังกล่าวกว่า 100 ชีวิต พร้อมอุปกรณ์ครบครัน ในการถ่ายทำรายการ "Backstage Show : Prime Minister" เมื่อนายกรัฐมนตรีโชว์เรียบร้อยแล้ว 5 วัน จากนั้นทุกอย่างในพื้นที่คงกลับเข้าสู่สภาพเดิม เรียกว่า การโชว์ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการทำการตลาดทางการเมือง เพื่อกู้กระแสขาลงมิให้ถลำลึกลงไปเท่านั้น

ลักษณะการทำงานแบบนี้ มีนักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า เป็นการพัฒนาแบบ Cosmetics Development คือ การพัฒนาแบบเครื่องสำอาง ที่มีคนคอยจัดหาจัดเตรียมแป้ง ลิปสติก เครื่องประทินผิว และอื่นๆ ทุกอย่างไว้หมด พอไปถึงก็เพียงแค่หยิบเครื่องสำอางที่วางพร้อมอยู่แล้วขึ้นมาแต่งหน้าให้ดูสวยงาม หลังจากนั้น ก็ออกมาแสดงปรากฏโฉมในที่สาธารณะให้ชาวประชาได้ดู แล้วก็จะได้ภาพลักษณ์ที่ดีกลับไป

หาก พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่แก้ไขการเบียดบังหรือการแย่งชิงทรัพยากรจากชนบทสู่เมือง โดยการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจ จากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว ก็คงเป็นได้แค่นักท่องเที่ยวการพัฒนา คือ ชอบไปดูชนบทก็เฉพาะถิ่น ที่มีถนนลาดยางเข้าไป ดูแค่ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อยู่ริมทางโดยไม่เข้าไปลึกๆ และมักจะไปตอนเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัดมาก ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ภาพของคนยากจนที่แท้จริง เพราะความยากจนนั้นต้องดูกันที่ที่ไม่มีถนนเข้าถึง และเข้าชนบทในช่วงฤดูฝน ซึ่งทางเข้าหมู่บ้านเฉอะแฉะ รถเข้ายาก

ผู้ศึกษาชนบทจะต้องเข้าไปในฐานะผู้เรียนรู้ ผู้ประสานงาน ผู้กระตุ้นและผู้อำนวยความสะดวก ส่งเสริมให้ชาวบ้านสำรวจตนเอง ให้เขาได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ วิถีชาวบ้านสอนเรา ทำการวิเคราะห์และเสนอผลการวิเคราะห์ วางแผนและเป็นเจ้าของผลงานเอง ซึ่งเป็นการประเมินสภาวะชนบทแบบมีส่วนร่วมแท้จริง หาใช่ประเมินสภาวะชนบทด้านเดียวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ ทั้งที่ยังหา "คนยากจน" ที่แท้จริงไม่พบ