|
||||||||||||||
|
คนอินเดียกับทองคำ
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10176 ทองคำในภาษาไทย JVAL (ชวาล ในภาษาสันสกฤต) Khrusos ในภาษากรีก Aurum ในภาษาละติน Jin ในภาษาจีน Kin ในภาษาญี่ปุ่น หรือ Gold ในภาษาอังกฤษ ล้วนให้ภาพของความเหลืองอร่ามมีค่าสูง แต่สำหรับคนอินเดียแล้ว ทองคำดูเจิดจรัสเป็นพิเศษอย่างยิ่ง ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจากกรัมละ 9 เหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ.2001 เป็น 17 เหรียญสหรัฐในเดือนมกราคม ปี 2006 คนไทยไม่คุ้นกับราคาที่เป็นกรัมแต่คุ้นกับระบบที่สับสนคือ ทองคำหนึ่งบาท (น้ำหนักเท่ากับ 15.2 กรัม) มีราคากี่บาท (มูลค่า) ในระดับโลกน้ำหนักของทองคำ สับสนไม่น้อยเช่นกันเพราะใช้หน่วย troy ounce (ไม่ใช้ ounce หรือออนซ์ธรรมดาที่ 16 ออนซ์ เท่ากับ น้ำหนักหนึ่งปอนด์) ซึ่ง 1 หน่วยเท่ากับ 31.1035 กรัม เป็นหลัก แต่ดึกดำบรรพ์ทองคำเป็นของมีค่า และขุดค้นหากันมาทุกยุคสมัย มีประมาณการว่า ร้อยละ 75 ของปริมาณทองคำทั้งหมดในโลก ที่ถูกขุดขึ้นมาหลัง ค.ศ.1910 และทองคำ ในโลกทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาตลอดยุคสมัยนั้น หากเอารวมกันเข้าก็จะมีปริมาณเท่ากับแท่งสี่เหลี่ยมขนาด 20x20x20 เมตร (ทองคำจากถ้ำลิเจียถูกรวมอยู่ในนี้แล้ว) ครับ แอฟริกาใต้เป็นแหล่งผลิตทองคำใหญ่สุดของโลก (Johannesburg เมืองหลวงสร้างอยู่บนแหล่งทองคำใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง) ในปี 2004 ผลิต 373 ตัน รองมาคือ ออสเตรเลีย 282 ตัน สหรัฐอเมริกา 276 ตัน จีน 194 ตัน รัสเชีย 177 ตัน เปรู 173 ตัน อินโดนีเชีย 164 ตัน (ไทยก็มีการผลิตทองคำในปัจจุบัน แต่เข้าใจว่าตัวเลขการผลิตถูกรวมไว้เป็นของออสเตรเลีย เพราะแร่ถูกส่งจากไทยไปถลุงในขั้นสุดท้ายที่โน่น) โดยทั่วไปจะคุ้มกับการทำเหมืองก็ต่อเมื่อมีแร่ทองคำไม่ต่ำกว่า 0.5 กรัม ต่อดิน 1,000 กิโลกรัม หรือ 0.5 parts-per-million ในมหาสมุทรของโลกมีทองคำเป็นปริมาณมหาศาลแต่กระจายอยู่อย่างเจือจางมาก อาจถึง 1-2 parts-per-billion เท่านั้น (น้อยกว่าเป็นร้อยเท่าของเหมืองบนดิน) การผลิตทองคำของโลกน้อยลงเนื่องจากปัญหาความยุ่งยากในการขุดและถลุง และปัญหาสังคมการเมือง ในแหล่งที่มีแร่ทองคำหนาแน่น เช่น แอฟริกาใต้ (ในปี 1880 แอฟริกาใต้ผลิตถึง 1,000 ตัน เท่ากับร้อยละ 80 ของปริมาณที่ผลิตในโลก แต่ในปี 2004 ลดเหลือเพียง 342 ตันเท่านั้น) อย่างไรก็ดี ความต้องการทองคำมีมากขึ้น เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมและเป็นเครื่องประดับ ประเทศที่ซื้อทองคำจากตลาดโลกในแต่ละปีมากที่สุดก็คืออินเดียโดยสูงถึง 850 ตัน หรือร้อยละ 20 ของที่ผลิตได้ในโลก (ผลิตประมาณ 4,250 ตัน ในปี 2005) คนอินเดียดูจะเป็นคนที่รักชอบทองคำเป็นพิเศษมายาวนาน มีประมาณการว่าในปัจจุบันคนอินเดียเก็บทองคำในรูปทองแท่ง หรือเครื่องประดับไว้ในเซฟของธนาคาร และของบ้านรวมกันไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 ตัน ในปี 2005 ที่ทองคำมีราคาสูงขึ้นกว่าปี 2004 ถึงกว่า 3 เหรียญสหรัฐต่อกรัม คนอินเดียซื้อทองคำรวมกัน 850 ตัน ซึ่งสูงกว่าปี 2004 ถึงร้อยละ 33 (ราคาต้นปี 2006 ถือว่าสูงสุดในรอบ 24 ปี) ถึงแม้ว่าราคาทองคำจะสูงขึ้นพรวดพราดเพราะความกังวัลในเรื่องการก่อการร้าย ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ตกลงไปมาก สงครามอิรัก ไข้หวัดนก ฯลฯ แต่คนอินเดียก็ไม่หวาดหวั่น (บางส่วนของทองคำที่ซื้ออาจนำมาผลิตเครื่องประดับส่งออกนอก แต่ทองคำส่วนใหญ่เป็นการใช้ในประเทศ) ยังคงซื้อทองคำกันคึกคัก ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียที่เปลี่ยนรูปแบบจากปิดมาเป็นเปิดประเทศ ได้ยินมาว่าในยุคสมัยหนึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่ทางการอินเดียห้ามนำเข้าทองคำ เพราะคนอินเดียบ้าคลั่งทองคำกันมาก จนสูญเสียเงินตราต่างประเทศมหาศาล นักเรียนไทยในอินเดียขาย สายสร้อยคอทองคำที่เอาไปจากบ้านเรากันได้กำไรงดงาม ปัจจุบันเมื่อยอมให้นำเข้าทองคำได้จึงซื้อกันสนุกสนาน (ในสหรัฐอเมริการะหว่าง ค.ศ.1933-1975 ห้ามประชาชนสะสมทองคำในรูปลักษณ์อื่น นอกจากเป็นเครื่องประดับและเหรียญสะสมเท่านั้น) ความต้องการซื้อทองคำส่วนหนึ่งของคนอินเดียมาจากความไม่คุ้นเคยกับการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวม ซึ่งเป็นของใหม่ นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ดีมานด์ของทองคำสำหรับเก็งกำไร จากคนกลุ่มนี้ลดลงในปัจจุบัน แต่กลับไปเพิ่มในกลุ่มคนชั้นกลางที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเชื่อว่ามีอยู่ประมาณ 100-300 ล้านคน และคนจนที่พอมีเงินมากขึ้น คนอินเดียกลุ่มใหญ่โดยเฉพาะในรัฐทางใต้เป็นสิบๆ ล้านคน กำลังได้รับประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อม จากงานรับจ้างเขียนโปรแกรม ให้ต่างชาติ งานรับโทรศัพท์ (call center) ให้บริษัทต่างชาติ (จ้างคนอินเดียข้ามประเทศ เป็นคนตอบคำถามลูกค้าอเมริกัน) ฯลฯ เมื่อมีเงินความรัก ทองคำเป็นเครื่องประดับที่มีมาแต่อ้อนแต่ออกก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเห็นว่าการซื้อทองคำเก็บไว้กับตัว เป็นการออมที่ให้ความคล่องตัวที่สุดทางหนึ่ง นอกจากนี้ การประดับตัวลูกสาวด้วยทองคำในวันแต่งงาน (ฝ่ายหญิงเป็นผู้จ่ายสินสอดทองหมั้นให้ฝ่ายชาย) ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของผู้เป็นพ่อ และเป็นภาระสำคัญของพ่อที่มีลูกสาว ดีมานด์ของทองคำที่มาจากส่วนนี้ในแต่ละปี มีปริมาณไม่น้อยเพราะหน้าตาเป็นเรื่องสำคัญมากของคนเอเชีย ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-performing assets) แต่ก่อให้เกิด "ความหน้าบาน" สิ่งที่ควรตระหนักก็คือการบานของหน้านั้น มีราคา เพราะต้องเสียสละเงินทองที่ควรจะได้หากแม้นเครื่องประดับทองคำที่ใส่นั้น แปรร่างเป็นเงินฝากหรือหลักทรัพย์ อย่างไรก็ดี มนุษย์ไม่ใช่ เครื่องคิดเลขที่ต้องการรายได้ที่เป็นตัวเงินเสมอไป บ่อยครั้งที่ "ความหน้าบาน" ก็ถือได้ว่าเป็นความ ชื่นใจ (หากไม่อยู่บนกองหนี้) ที่มีค่าเสมือนรายได้เช่นเดียวกัน ความสมดุลระหว่าง "ความหน้าบาน" ที่ไม่มีผลตอบแทนระหว่างกาลกับการอดออมเงินไว้ลงทุน และได้รับผลตอบแทนเป็นสิ่งที่คนอินเดียในยุคเศรษฐกิจใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้ หน้า 6
|