หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
มาตรฐานสรรพากร

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10175

ข้อโต้แย้งเรื่องครอบครัวชินวัตรซื้อขายหุ้นกันมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทในราคาพาร์ ต่ำกว่าราคาตลาดมูลค่าหลายพันล้านบาท ต้องเสียภาษีเหมือนการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นในกรณีอื่นๆ หรือไม่ ยังคงไม่จบง่ายๆ แม้ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากร จะออกมานั่งยันนอนยันว่า ไม่ต้องเสียภาษี จนกว่าจะขายหุ้นที่ได้มาในราคาเกินกว่าที่ลงทุน

แต่ก็มีเงื่อนไขว่าถ้าขายไปในตลาดหุ้นก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเช่นกัน สรุปแล้ว ถ้าจะให้ครอบครัวชินวัตร เสียภาษีในกรณีดังกล่าวอาจต้องรออีกหลายชาติ?

ล่าสุดนางจิตรมณี สุวรรณพูล สรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ทำหนังสือชี้แจงนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้เปิดประเด็นในเรื่องนี้เมื่อปลายปี 2548 ว่ากรณีบุคคลธรรมดาซื้อทรัพย์สินในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด "ส่วนต่าง" ของราคาซื้อกับราคาตลาดของทรัพย์สินดังกล่าว จะถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ซื้อหรือไม่นั้น พิจารณาได้ดังนี้

1.การซื้อทรัพย์สินโดยปกติจะมีราคาตลาดนั้น โดยราคาตลาดจะมีหลายราคา เช่น ผู้ซื้อจะซื้อตามราคาตลาด ที่เป็นราคาขายของผู้ขายปลีก หรือถ้าเป็นการซื้อเพื่อนำไปขาย ซึ่งต้องซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้ซื้อจะต้องซื้อในราคาที่ต่ำที่เป็นราคาขายของผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง

ดังนั้น ทรัพย์สินชนิดเดียวกันอาจมีราคาซื้อแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ราคาซื้อต่ำกว่าราคาตลาดอีก เช่น การส่งเสริมการขาย สินค้าตกรุ่น เลหลังสินค้า เลิกกิจการ ความพอใจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

2.การซื้อทรัพย์สินในลักษณะดังกล่าว จะเป็นเรื่องของทุนซึ่งกระทบต่อจำนวนเงินของผู้ซื้อที่มีอยู่ ทั้งจำนวนเงินที่เหลืออยู่และที่ได้จ่ายไป

ดังนั้น ไม่ว่าผู้ซื้อจะซื้อตามราคาตลาดหรือซื้อในราคาถูกกว่าราคาตลาด เงินที่เหลือดังกล่าว ก็เป็นเงินของผู้ซื้อเอง ซึ่งเป็นเรื่องของทุน มิใช่เป็นเงินที่ผู้ซื้อได้รับหรือเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากผู้อื่นแต่อย่างใด

ด้วยเหตุผลข้างต้น การซื้อทรัพย์สินในราคาถูก จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 เช่นเดียวกับส่วนลดปกติและส่วนลดพิเศษที่จะลดให้ทันที เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด ถือไม่ได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกค้า

จากที่ร่ายยาวมาทั้งหมด กรมสรรพากรสรุปว่า การซื้อขายหุ้นที่ต่ำกว่าราคาตลาดจากบิดาของนายเรืองไกรนั้น (รวมถึงครอบครัวชินวัตรด้วย) เป็นเรื่องปกติในทางการค้า ผู้ขายและผู้ซื้อมีสิทธิตกลงกันได้โดยผู้ซื้อต้องใช้ราคาทรัพย์สิน ตามที่ตกลงนั้น ตามมาตรา 453 ป.พ.พ. ซึ่ง "ส่วนต่าง" ของราคาซื้อกับราคาตลาด ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้ หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39

ทั้งนี้ กรมสรรพากรอ้างว่า การซื้อขายในลักษณะดังกล่าวแตกต่างจากการซื้อขายในระบบขายตรง ซึ่งมีส่วนลดพิเศษ ที่บุคคลผู้รับทำงานให้ได้รับจากระบบขาย ซึ่ง "ส่วนต่าง" เป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน มิใช่เป็นเรื่องของการซื้อขายตามปกติ รวมถึงกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสนอหุ้นให้กับพนักงาน ลูกจ้างในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่ง "ส่วนต่าง" ของราคาหุ้นถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 จึงต้องนำไปรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

อยากให้ทุกคนจำมาตรฐานของกรมสรรพากรให้ดี ต่อไปใครจะผ่องถ่ายทรัพย์สินในรูปของการขายของถูกให้บุคคลอื่น ก็ทำได้ตามใจชอบ ไม่มีใครมาตามเก็บภาษี

หน้า 20