หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"มองขวา...มองอะไร ?"

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3758 (2958)

บ้านของพ่อแม่ผมเป็นร้านค้าอยู่ในต่างจังหวัด มีหลายครั้งที่ผมเดินทางไปเยี่ยมเยียนพวกท่านและได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ ของพวกท่าน คุณป้าคุณน้าเหล่านี้รู้ดีว่าผมทำงานเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ และคำถามหลักอันหนึ่งที่ผมได้ยินเสมอจากท่านเหล่านี้ก็คือ "วิชาเศรษฐศาสตร์สอนอะไร ?"

ผมคิดว่าคำถามนี้อยู่ในใจของผู้อ่านหลายท่านเหมือนกัน โดยเฉพาะท่านผู้อ่านซึ่งไม่เคยศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน หรืออาจจะเคยศึกษาวิชานี้แต่ไม่ถึงกับคุ้นเคยมากนัก เนื่องด้วยผมได้มีโอกาสกลับมาเขียนคอลัมน์นี้อีกครั้ง ผมก็อยากจะขอใช้โอกาสนี้เขียนถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตร์ในแบบขวาๆ ของผม ซึ่งจะเป็นแนวเรื่องหลักของผมในคอลัมน์นี้

ผมว่า "วิชาเศรษฐศาสตร์" ในใจของผู้คนหลายๆ คนอาจจะเป็น "วิชาที่ว่าด้วยการจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ" และวิชานี้น่าจะ "สอนให้นักศึกษาจัดการเรื่องของธุรกิจ คิดถึงแต่เรื่องกำไรและความร่ำรวย" เนื่องด้วยชื่อของวิชานี้มีความใกล้เคียงกับคำว่า "เศรษฐกิจ" และ "เศรษฐี"

สำหรับผมและนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป ความเข้าใจเหล่านี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องด้วยวิชานี้อาจจะสอนเรื่องการจัดการเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงประเด็นเล็กๆ ในตัววิชาเท่านั้น และที่สำคัญวิชานี้มิได้มีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่กำไรหรือความร่ำรวยในทางเงินๆ ทองๆ ส่วนตัวของผู้ศึกษา

Alfred Marshall นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นบิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ให้คำนิยามกับตัววิชานี้ว่าเป็น "วิชาที่ศึกษามนุษยชาติ ในวิถีชีวิตแบบปกติของพวกเขา" ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดปฏิเสธคำนิยามของ Marshall ได้ แต่คำนิยามดังกล่าวไม่ได้บอกถึงความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์ กับวิชาสังคมศาสตร์ในแขนงอื่นๆ

พจนานุกรมของ American Heritage ให้คำนิยามวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าเป็น "แขนงของวิชาทางสังคมศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งว่าด้วย การผลิต การจัดสรร และการบริโภคสินค้าและบริการ และการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้"

ด้วยความที่มันเป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ มันจึงพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์และสังคมมนุษย์ดังที่ Marshall พูดถึง หากแต่คำนิยามของ American Heritage สร้างความแตกต่างให้กับวิชาเศรษฐศาสตร์ตรงจุดสนใจหลักของตัววิชานี้

ในความคิดของผม คำนิยามของ American Heritage นี้น่าจะครอบคลุมวิชาเศรษฐศาสตร์ได้อย่างกว้างขวางมากที่สุด เพราะมันครอบคลุมวิชาเศรษฐศาสตร์ทั้งในกระแสหลักด้านขวาของผมและกระแสรองด้านซ้ายอีกด้วย หากแต่ความกว้างขวางของคำนิยามก็มีข้อเสียตรงที่มันคลุมเครือ ไม่ชัดเจน

ดังนั้นคำนิยามวิชาเศรษฐศาสตร์ที่นักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องท่องจำกันทุกคนนั้นจึงเป็น "วิชาทางสังคมศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงที่สุด"

ทรัพยากรดังกล่าวอาจหมายถึงเงินๆ ทองๆ และถ้าเราตีความแบบนี้วิชาเศรษฐศาสตร์ก็เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการจัดการเงินๆ ทองๆ นั่นแหละ เป็นการจัดการเงินๆ ทองๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์สูงสุดดังกล่าวไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงกำไรหรือความมั่งคั่งร่ำรวย หากแต่เป็น "ความสุข" ของเจ้าของเงินทองเหล่านั้นต่างหาก

อย่างไรก็ตาม คำว่า "ทรัพยากร" ในวิชาเศรษฐศาสตร์มิได้หมายถึงเงินทองเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ป่าไม้ ผืนดิน แร่ธาตุ แรงงาน หรือแม้แต่ เวลา อีกด้วย และประโยชน์สูงสุด อาจมิได้หมายถึงประโยชน์ของเจ้าของทรัพยากร แต่อาจหมายถึงประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม

สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักคำนิยามที่พวกเรานักเศรษฐศาสตร์ท่องจำกันมานี้มีข้อสมมติพื้นฐานสำคัญอยู่เบื้องหลัง นั่นคือข้อสมมติที่ว่า "มนุษย์มีความโลภ ความต้องการที่ไม่สิ้นสุด" และ "มนุษย์ต้องการที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้" ข้อสมมติสองข้อนี้สรุปเป็นประโยคเดียวได้ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ"

ดังนั้นเราจึงมักพบว่าคำอธิบายถึงพฤติกรรมมนุษย์ของนักเศรษฐศาสตร์จึงมีพื้นฐานอยู่บนข้อสมมติดังกล่าว... คนเราเอาเวลาไปทำงานเพราะการทำงานสร้างรายได้ซึ่งให้ประโยชน์กับพวกเขามากกว่าจะจัดสรรเวลาไปทำอย่างอื่น นักเขียนเอาเวลาไปเขียนคอลัมน์เพราะการเขียนคอลัมน์สร้างประโยชน์ให้กับเขามากกว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่น หรือแม้แต่นักเรียนช่างกลส่วนน้อยเอาเวลาไปตีกันเพราะการตีกันสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขามากกว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่น!?!?

คำนิยามวิชาเศรษฐศาสตร์ยอดนิยมนี้อาจถูกปฏิเสธโดยนักเศรษฐศาสตร์กระแสรองบางคนที่บอกว่าคนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ และวิชานี้ไม่ได้ต้องการสร้างประโยชน์ให้สูงที่สุดจากทรัพยากรที่มีอยู่ หากแต่ต้องการตอบสนองจุดประสงค์ด้านอื่นๆ ของมนุษย์และสังคมมนุษย์ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักขวาๆ แบบผม คำนิยามดังกล่าวอาจจะมีความกว้างขวาง เกินความจำเป็นไปด้วยซ้ำ เพราะจากประสบการณ์ของผม วิชานี้มุ่งตอบคำถามเฉพาะในส่วนที่สามารถสร้างกรอบความคิด และหาคำตอบได้อย่างชัดเจน ไม่ขึ้นอยู่กับอคติส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง นั่นคือวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบัน มุ่งเน้นเฉพาะในส่วนของ positive economics เท่านั้น

ผมชอบคำนิยาม positive economics ของพจนานุกรมสังคมศาสตร์ออนไลน์ของ Elmer มากที่สุด โดยคำนิยามดังกล่าวนั้นคือ "วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาประเด็นทางสังคมศาสตร์ด้วยกระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์"

ด้วยความต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากกระบวนวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ประเด็นคำถามของนักเศรษฐศาสตร์จะต้องชัดเจน... เราจะไม่ตั้งคำถามลอยๆ ว่า "คนไทยน่าจะทำอะไรในสถานการณ์ปัจจุบัน" แต่เราจะตั้งคำถามว่า "ภายใต้ข้อสมมติว่าคนไทยเป็นสัตว์เศรษฐกิจ คนไทยจะทำอะไรเมื่อน้ำมันแพงขึ้น"

จะเห็นได้ว่าการตั้งคำถามของนักเศรษฐ ศาสตร์สร้างจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนนั่นคือคนต้องการสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเอง และจะตอบคำถามแยกส่วนกับสถานการณ์หนึ่งๆ ที่ชัดเจน ไม่มุ่งตอบคำถามกว้างๆ ที่ไม่ชัดเจน

วิธีการทำงานของนักเศรษฐศาสตร์ถูกสะท้อนไว้อย่างชัดเจนในงานเขียนชื่อ "What Is Game Theory Trying to Accomplish?" ของ Robert Aumann นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีล่าสุด โดยนักเศรษฐศาสตร์จะสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในธรรมชาติ และพยายามจะสร้าง "ทฤษฎี" ขึ้นมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เราเห็นว่ามันเกิดขึ้นอย่างมีความสัมพันธ์กัน โดยในท้ายที่สุดเราจะนำทฤษฎีไป "พิสูจน์" ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือสถิติเพื่อให้แน่ใจว่ามันถูก

ภายใต้วิธีการตั้งคำถามและวิธีการทำงานของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักดังกล่าว วิชานี้จึงมีเอกลักษณ์ซึ่งแตกต่างจากวิชาทางสังคมศาสตร์แขนงอื่นๆ อย่างชัดเจน

และนี่ก็เป็นแหล่งกำเนิดคำวิจารณ์หลักแหล่งหนึ่งจากทั้งนักสังคมศาสตร์แขนงอื่นๆ และนักเศรษฐศาสตร์กระแสรอง คำวิจารณ์เหล่านั้นมักมุ่งประเด็นไปที่ข้อสมมติที่ว่า คนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และตัวทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาจากข้อสมมติดังกล่าว ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มนุษย์แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองเพียงเท่านั้น

Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี ค.ศ.1976 ได้เคยเขียนตอบโต้คำวิจารณ์ดังกล่าวไว้ในบทความ "The Methodology of Positive Economics" ในหนังสือรวมบทความที่ชื่อว่า "Essays in Positive Economics" ของเขา

ด้วยการใช้กระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ คำว่า "ทฤษฎี" ของนักเศรษฐศาสตร์จึงสอดคล้องกับคำว่า "ทฤษฎี" ของนักฟิสิกส์ ซึ่งผมหาเจอได้จากบทหนึ่งในหนังสือ "A Brief History of Time" ของ Stephen Hawking นักฟิสิกส์ชื่อดังของมหา วิทยาลัยเคมบริดจ์

Hawking กล่าวอย่างชัดเจนในหนังสือของเขาว่า "ทฤษฎี" ไม่ใช่ "ความเป็นจริง" มันเป็นเพียงคำอธิบายอย่างย่อง่ายๆ ที่สามารถบอกเล่าและทำนายปรากฏการณ์ที่เราสังเกตเห็นในธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง

ไม่เคยมีนักฟิสิกส์คนไหนเคยเห็นอะตอมและไม่มีใครรู้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะตามทฤษฎีแล้ว อะตอมมีขนาดเล็กกว่าความยาว คลื่นแสงจึงไม่สามารถสะท้อนแสงได้ แต่ทฤษฎีเกี่ยวกับอะตอม สามารถใช้อธิบายการเคลื่อนที่อย่างแปลกประหลาด ของผงฝุ่นในแก้วน้ำได้เราก็ยอมรับคำอธิบาย เกี่ยวกับอะตอมได้

ในทางสังคมศาสตร์ ในความเป็นจริงคนไทยอาจจะคำนึงถึงหลายสิ่งก่อนการตัดสินใจซื้อน้ำมัน แต่ถ้าเราสังเกตเห็นว่า เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นและคนไทยซื้อน้ำมันน้อยลง และมันสามารถอธิบายด้วย "ทฤษฎี" ที่สร้างขึ้นมาจากข้อสมมติของคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ เราก็สามารถยอมรับ "ทฤษฎี" นั้นได้

ทฤษฎีเก่าอาจถูกลบล้างได้ถ้าหากมีทฤษฎีใหม่ที่มีความสามารถในการอธิบายและทำนายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และได้ถูกพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามันถูก

บทความในส่วนของผมในคอลัมน์นี้ก็คือการนำเอา "ทฤษฎี" หรือ "เรื่องเล่า" ในวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก มาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ และเนื่องจากวิชาเศรษฐศาสตร์พูดถึงประเด็นทางสังคมศาสตร์ในหลายเรื่อง จนท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่คาดคิดมาก่อน คอลัมน์นี้จึงมิได้มุ่งหวังจะนำเสนอแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างเดียวครับ

ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องเล่าของผมเป็นความจริง มีความถูกต้องเหนือกว่าเรื่องเล่าของวิชาสังคม ศาสตร์ในแขนงอื่น แต่เรื่องเล่าของผมน่าจะมีความชัดเจนมากกว่าเรื่องเล่าจากสาขาวิชาอื่น เนื่องด้วยธรรมชาติในตัววิชาครับ

และนี่ก็คือการ "มองขวา" ของผม ซึ่งผมคิดว่าจะช่วยเพิ่มเติมมุมมองของท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย

หน้า 6