หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
คนโบราณทำอย่างไรไม่ให้ท้อง

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10169

คนในสมัยโบราณใช้การบุกเข้ายึดบ้านเมืองอื่น เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งผู้คนที่มีความสามารถในด้านการผลิต ในด้านศิลปะ ดนตรี หรือผู้มีความรู้ในด้านเทคนิคบางอย่าง เช่น ต่อเรือ หล่อปืน หรือโลหะ ฯลฯ (คนปัจจุบันเรียกว่า การฝังตัวของความรู้ในตัวคน) หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าที่ดิน ซึ่งมีอยู่มากมายเป็นป่าเป็นเขา อย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกัน ในระดับย่อยคือครอบครัว หลายบ้านกลับไม่ต้องการมีสมาชิกเพิ่มขึ้น เพราะอาจทำให้ลำบากยากเข็ญมากขึ้น

ความกินดีอยู่ดีของทุกสังคมในทุกยุคของประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับการมีความสมดุลระหว่างจำนวนประชากร และปริมาณสินค้าที่สังคมนั้นสามารถผลิตขึ้นมาให้บริโภค ซึ่งอย่างหลังนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม การเมือง และคุณภาพของประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงข้ามเวลาแล้ว ความกินดีอยู่ดีของสมาชิกอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะจะต้องรักษาความสมดุลดังกล่าวไว้อยู่เสมอ

ในระดับครอบครัว ในยุคโบราณการมีลูกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนอาจหมายถึง การอดตายก็เป็นได้ ทั้งนี้ เพราะครอบครัวก็มีชีวิตที่ไม่มั่นคงอยู่แล้ว อายุขัยเฉลี่ยก็ต่ำ ปริมาณอาหารที่มีอยู่ก็จำกัด และไม่แน่นอนขึ้นกับดินฟ้าอากาศ อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่จำกัดสำหรับการรักษาความป่วยไข้ที่มีอยู่ดาษดื่นอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมจำนวนสมาชิกครอบครัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อผมดูภาพยนต์หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับผู้คนเมื่อหลายพันหรือหลายร้อยปีก่อน ก็สงสัยทุกครั้งว่าคนเหล่านี้ มีการป้องกันไม่ให้ท้องกันหรือไม่อย่างไร

เมื่อได้พบข้อเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ของ Contraception ถูกใจ (History Magazine, March 2002) จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

มนุษย์รู้มานานแล้วว่าอะไรทำให้ท้อง และก็พยายามมานานแล้วที่จะยังคงกระทำอย่างนั้นแล้วไม่ให้ท้องขึ้น

ในสมัยอียิปต์เมื่อ 1,800 ปีก่อนคริสต์ศักราช (เกือบ 4 พันปีก่อน) เอกสารที่มีชื่อว่า Kahun Medical Papyrus ระบุให้ใช้มูลจระเข้วางบนผ้าชิ้นบางๆ ที่ชื้นและเอาไปใส่ไว้ในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็จะป้องกันไม่ให้ท้องได้

เอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่มีอายุหลังประมาณ 300 ปี ระบุให้ใช้ยางชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Acacia ผสมกับผลอินทผลัมบดน้ำผึ้ง และเอาวางบนหนังแกะชิ้นเล็ก และใส่ในช่องคลอด ก็จะบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน (ตำรับนี้น่าสนใจเพราะ Acacia หมักจะกลายเป็น Lactic acid ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในยาฆ่าอสุจิในปัจจุบัน)

ในสมัยกรีกโบราณ บิดาแห่งการแพทย์ Hippocrates แนะนำให้ผู้หญิงกินดอก และใบของต้นไม้ที่มีชื่อว่า Queen Anne"s Lace หรือต้นแครอตป่าเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

แม้แต่ในปัจจุบัน ผู้หญิงในชนบทบางแห่งของรัฐนอร์ทแคโรไลนาก็กินเมล็ดของพืชนี้ เช่นเดียวกับผู้หญิงอินเดีย ที่เคี้ยวเมล็ดแห้งของมัน ผู้หญิงจีนโบราณกินปรอท ตะกั่ว ผลิตภัณฑ์จากต้นหลิว (Willow) ต้น Pennyroyal และกะหล่ำปลีเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

ในแถบ New Brunswick ของแคนาดา ฝ่ายหญิงจะบริโภคลูกอัณฑะแห้ง ของตัวบีเวอร์โดยผสมกับเหล้า ที่น่าสนใจก็คือมันมี Testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนป้องกันไม่ให้ไข่ของฝ่ายหญิงสุก

สำหรับพ่อยอดชายทั้งหลายที่โชคดีไม่ได้เป็นคนท้องแต่มิได้ลดความเป็นตัวดีลงนั้น ถุงสวมอวัยวะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ของการป้องกันตั้งครรภ์ และป้องกันติดเชื้อโรค การเริ่มใช้เกิดขึ้นในประมาณ ค.ศ.1600 (ฝรั่งที่เข้ามาจำนวนมาก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อประมาณ 400 ร้อยปีก่อน เป็นผู้นำถุงอนามัยเข้ามาให้คนไทยรู้จัก และมีการใช้กันตั้งแต่สมัยนั้น?) โดยในตอนแรกมีวัตถุประสงค์ป้องกันการติดเชื้อโรคมากกว่า

ถุงอนามัยในยุคนั้นทำจากไส้แกะซึ่งเป็นเนื้อเยื่อ และมีเชือกผูกรัดถุงยางไว้กับโคนอวัยวะเพศ เพื่อไม่ให้หลุด (คนยุคปัจจุบันควรพอใจในสิ่งที่ใช้อยู่ เพราะคงจินตนาการได้ว่าในสมัยก่อนมันทุลักทุเลเพียงใด)

ในกลางศตวรรษที่ 18 ถุงดังกล่าวมีขายในร้านพิเศษ และเหล่าโสเภณีในอังกฤษใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพที่สำคัญ (ตรงกับช่วงเวลากรุงแตกครั้งที่สอง)

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือกลางศตวรรษที่ 18 ที่นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษชื่อ Goodyear ค้นพบวิธีทำให้ยางนิ่มและเหนียว ดังนั้น จึงเปลี่ยนมาใช้ยางทำถุงอนามัยและเกิดอุตสาหกรรมถุงยางอนามัยขึ้น มีราคาถูกลง มีการใช้อย่างกว้างขวางขึ้น ถึงกับมีการโฆษณาว่า "ล้างและใช้ใหม่ได้" ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 (ค.ศ.1900)

ในตอนแรก การใช้ถุงอนามัยในหมู่โสเภณี เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคทำให้ผู้คนมีความรู้สึกไม่ดีกับถุงอนามัย แต่เมื่อมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ ความนิยมก็เพิ่มขึ้นสำหรับใช้วางแผนครอบครัว

อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่อายจึงสั่งซื้อกันทางไปรษณีย์ (โดยไม่ให้ระบุสิ่งที่อยู่ข้างในกล่องพัสดุภัณฑ์) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนในทวีปอเมริกาเหนือ(อเมริกันและคนแคนาดา)

อีกวิธีหนึ่งของการป้องกันตั้งครรภ์ของผู้หญิงในศตวรรษที่ 17 ก็คือ การใช้ฟองน้ำ ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนแกะซับอสุจิ ก่อนที่จะเข้าไปในมดลูก และพบว่าหากชุบน้ำมะนาวหรือน้ำส้ม(Vinegar) ก็จะทำให้ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การใช้แผ่น Diaphragms ครอบมดลูก เพื่อไม่ให้อสุจิหลุดเข้าไปในมดลูกได้ เริ่มมีขึ้นในประมาณ ค.ศ.1850 โดยใช้แผ่นยางครอบก่อนมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเหตุเพราะต้องมีการเตรียมตัวไว้ก่อน ซึ่งการกระทำเช่นว่าถือว่าไม่งามในยุคนั้น

นอกจากนี้ ก็มีการใช้มะนาวผ่าครึ่งบีบน้ำออก และสอดเข้าไปแทนแผ่น Diaphragms ซึ่งน่าจะได้ผลบ้างเพราะมะนาวมีกรด citric ซึ่งฆ่าอสุจิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า Pessaries เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดยมาจากภูมิปัญญาของคนอาหรับที่รู้มา 3 พันปีแล้วว่า ถ้าเอาก้อนหินใส่ลงไปในมดลูกของอูฐตัวเมียยามเดินทางไกล ก็จะสามารถป้องกันการท้องได้ (ของอูฐครับ ไม่ใช่ของคนใส่ก้อนหิน) ไอเดียนี้จึงนำไปสู่การประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า IUD (intra-uterine device) และ ICD (intra-cervical device)

สิ่งประดิษฐ์เป็นเส้นลวดที่เรียกว่า IUD นั้นวางไว้ทั้งหมดในมดลูก ในขณะที่ ICD ไม่อยู่ในมดลูกทั้งหมดโดยมีสองขา และมีปุ่มอยู่ตอนปลาย ไอเดียก็คือป้องกันมิให้ตัวอ่อนที่เกิดจากการผสมเกาะผนังมดลูกได้ ในตอนแรกทั้ง IUD และ ICD ทำจากยาง แก้ว และโลหะ ในสมัยหนึ่งกลัวการเกิดสนิมจน ICD ทำด้วยทองคำ 14 กะรัต อย่างไรก็ดี ICD ไม่ได้รับความนิยมเท่า IUD จึงเลิกใช้ไปในที่สุด

Giacomo Casanova หรือคาซาโนวา นักรักผู้ยิ่งใหญ่แห่งปลายศตวรรษที่ 18 ว่ากันว่าใช้ถุงอนามัยอย่างระมัดระวังมาก เพราะกลัวการติดเชื้อและไม่ต้องการมีลูกกับใคร

ตลอดเวลา 15 ปีของชีวิตรัก เขาจะใช้ลูกบอลทองคำแท้สองลูกใหญ่ขนาดเกือบเท่าหัวแม่มือ ใส่ไว้ในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการท้อง เพราะเชื่อว่าทองคำจะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีสร้างความเป็นกรดในช่องคลอดจนฆ่าอสุจิตายหมด (นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยืนยันว่า ทองคำไม่ก่อให้เกิดผลดังว่า แต่อาจมีผลปิดกั้นไม่ให้อสุจิหลุดเข้าไปผสมกับไข่ได้)

การป้องกันตั้งครรภ์ในปัจจุบันสะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งด้วยยากิน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในยุคโบราณพยายามแต่ไปได้ไม่ถึง อย่างไรก็ดี ถ้าไม่มีไอเดียเริ่มต้นบางอย่างที่เข้าท่าจากคนเหล่านี้แล้ว ป่านนี้พวกเราอาจใช้ทองคำกันเปลืองกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เพราะมัวแต่เลียนแบบคาซาโนวาอยู่ก็เป็นได้

หน้า 6