หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ต่อยอดผูกขาดยา เพื่อการค้าเสรีไทยสหรัฐ

โดย วิทยา กุลสมบูรณ์ โครงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มติชนรายวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10169

เนื่องจากในการเจรจาเขตการค้าเสรีของสหรัฐอเมริกากับประเทศต่างๆ ที่ผ่านมา เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาได้ขยายการผูกขาดยาโดยอาศัยกลไกสิทธิบัตร เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางการค้าแก่ประเทศของตน

การต่อยอดการผูกขาดยาในการเจรจาเขตการค้าเสรีดังกล่าว ได้ถูกหยิบยกมาเป็นข้อกังวลของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ว่าจะมีการต่อรองให้ประเทศไทย ต้องยอมรับเช่นเดียวกับประเทศเหล่านั้น

จำเป็นต้องยอมรับว่าการเจรจาเขตการค้าเสรีผ่านมามีความจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลและสาระการต่อรองเป็นอันมาก

เหตุผลประการหนึ่งที่มักการกล่าวถึงคือ เพื่อเป็นการจำกัดการรับรู้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่เจรจาไม่ให้รู้ล่วงหน้า ถึงแนวทางการต่อรองของไทย ทั้งนี้คู่เจรจาอาจจะกำหนดเพดานการต่อรองที่เรียกร้องสูงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความเชื่อได้ว่าตัวแทนฝ่ายเจรจาของไทยจะมีความปรารถนา แต่หลายฝ่ายก็มีความวิตกกังวลว่า จะมีการโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของสหรัฐดังเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือคู่ค้าที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าอยู่ และอาจขาดการรับฟังความเห็นในแง่มุมอื่น

เป็นที่น่าตกใจว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบว่ากลยุทธการเจรจาการต่อรองการค้าที่ผ่านมาในหลายประเทศมีผลกระทบอย่างไร เป็นที่น่าเป็นห่วงว่าประชาชนยังไม่ทราบรายละเอียดและขาดการมีส่วนร่วม

การขาดข้อมูลที่เป็นจริงดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเลือกเชื่อเพราะยอมรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น เชื่อเพราะเป็นรัฐบาล หรือเชื่อเพราะไม่ชอบรัฐบาล มากกว่าความเข้าใจข้อเท็จจริง

ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับยาและได้ติดตามเรื่องการเจรจาการค้าเสรีไทย สหรัฐ ผู้เขียนมีความกังวล ต่อวิธีการเจรจาการค้าของฝ่ายสหรัฐ ในเรื่องยาเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเป็นเรื่องที่สื่อสารเข้าใจยาก แต่เป็นเรื่องที่จะมีผลกระทบมาก

ประชาชนส่วนใหญ่คงไม่ทราบด้วยว่าในการเจรจาเขตการค้าเสรีจะมีเรื่องเหล่านี้ หลายคนเข้าใจว่า เป็นเรื่องการต่อรองเรื่องภาษีของสินค้า เหมือนการต่อรองราคาของระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ของทั้งสองประเทศที่เจรจากัน

และเชื่อว่าการตกลงจะเป็นไปแบบที่ต่างฝ่ายก็คงจะรักษาผลประโยชน์ และได้ผลประโยชน์นั้นอย่างเสมอภาคกัน ตามครรลองของการเจรจาโดยทั่วไป

โดยที่สาระการเจรจามีหลายเรื่องและมีความซับซ้อน จึงขอจำกัดในที่นี้เฉพาะเรื่องการผูกขาดยา ทั้งนี้จากการดำเนินการที่ผ่านมา อาจคาดการณ์เป้าหมายการเจรจาเชิงรุกผูกขาดยาที่สหรัฐต้องการได้ว่า

สหรัฐอเมริกา ต้องการเพิ่มเวลาผูกขาดจาก 20 ปี เป็น 25 ปี

สหรัฐอเมริกา ต้องการเพิ่มการผูกขาดด้วยวิธีจำกัดการใช้ข้อมูลของบริษัทยาต้นแบบในการขึ้นทะเบียนยา

สหรัฐอเมริกา ต้องการเพิ่มข้อจำกัดในการใช้สิทธิผลิตหรือนำเข้ายาจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข

แม้ว่าการเจรจา 5รอบที่ผ่านมาจะไม่มีการนำเรื่องการขยายการผูกขาดยาเข้าสู้การเจรจา แต่สหรัฐก็คงอนุมานได้ว่า คู่เจรจาอย่างไทย ก็คงรู้จากประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐเจรจามาแล้วก่อนหน้าว่า สหรัฐต้องการผลประโยชน์อะไร เป็นที่คาดทำนายกันว่า รอบปีที่เชียงใหม่นี้จะมีการนำเข้าเรื่องยาเข้าสู่การเจรจา

ในบรรดาข้อตกลงทั้งสามประการนั้นทุกข้อมีผลกระทบรุนแรงทั้งสิ้น

โดยเฉพาะความต้องการเพิ่มการผูกขาด ด้วยวิธีจำกัดการใช้ข้อมูลของบริษัทยาต้นแบบ ในการขึ้นทะเบียนยา หรือที่เรียกว่า Data exclusivity หมายถึงสิทธิการใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นของฉันแต่ผู้เดียว

ที่ผ่านมาผู้ผลิตยารายต่อมาจากผู้ผลิตยาต้นแบบสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงเพื่อขึ้นทะเบียนยา ทำให้ผลิตยาชื่อสามัญได้เร็วขึ้น และทำให้ราคายาถูกลง

การยอมรับสิทธิการใช้ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการปิดกั้นผู้ผลิตยารายต่อไป

ทั้งนี้มีข้อน่าวิตกว่าการยอมรับดังกล่าว จะทำให้การใช้สิทธิผลิต หรือนำเข้ายา จำเป็นเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่าจะต้องใช้เวลานานมากในการรอผลการศึกษา จนทำให้ความต้องการยาเร่งด่วน จากการผลิตยาขึ้นใช้เองเป็นไปไม่ได้

เมื่อปลายปีที่แล้วที่ผ่านมานี้ ในการประชุมการค้าโลกที่ฮ่องกง ในหลายเวทีย่อยของการประชุมของภาคประชาสังคม ได้มีการนำประเด็นการผูกขาดการผลิตยาจำเป็น โดยกลไกสิทธิบัตรยามาหารือ และได้พยายามแสดงให้เห็นว่ากลไกดังกล่าว จำกัดการเข้าถึงยาจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร

ในประเทศไทย โครงการเพื่อการพัฒนารสหประชาชาติ (UNDP) ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการประชุมเพื่อพัฒนากลไกการผลิตยา โดยมาตรการการบังคับใช้สิทธิเพื่อผลิตยาจำเป็น โดยมีผู้แทนทั้งจาก UNDP องค์การอนามัยโลกและผู้แทนของประเทศที่มีการบังคับใช้สิทธิเพื่อผลิตยาจำเป็น เช่น มาเลเซีย หน่วยงานด้านสุขภาพ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค

ทั้งนี้แม้มีความเป็นไปได้ที่จะมีการบังคับใช้สิทธิเพื่อผลิตยาจำเป็น เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตรให้โอกาสไว้ และผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่างๆ ก็เห็นว่าทำได้เนื่องจากเป็นการผลิตยา เพื่อการแก้ปัญหาสุขภาพของประเทศนั้นๆ เอง

แต่หากมีการยอมรับการผูกขาดเพิ่มจากข้อเรียกร้องของสหรัฐเรื่อง Data Exclusivity ก็จะทำให้โอกาสผลิตยา จำเป็นต้องปาลาสนาการไป

นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตยาในประเทศจำนวนมากก็จะต้องเปลี่ยนกิจการไป เนื่องจากไม่สามารถจัดทำการศึกษา ให้ได้ข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการขึ้นทะเบียนได้

ผลการประชุมข้อตกลงทางการค้าโลก ได้เริ่มเป็นสาเหตุของการจำกัดการเข้าถึงยาแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา (2005) ทั้งนี้เนื่องจากข้อตกลงการค้าที่กำหนดเวลาผูกขาดของสิทธิบัตร 20 ปี ได้ขยายขอบเขตครอบคลุมไปเกือบทั้งโลกแล้ว

การที่ประเทศอินเดีย ไทย บราซิล สามารถผลิตยาสามัญได้และมีราคาถูก เช่น ยาต้านไวรัสที่มีราคาลดจาก 10,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีได้ลดลงมาเหลือ 150 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีในรอบห้าปีที่ผ่านมา และทำให้ประเทศไทย และบราซิล ประสบความสำเร็จระดับชาติในการขยายความครอบคลุมบริการการรักษาโรคเอดส์

สภาพการที่ดี เช่นนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องราวในอดีต เนื่องจากแหล่งกำเนิดสารเคมียา เช่น อินเดีย จีน และ อเมริกาได้ถูกจำกัดการผลิตด้านกฎหมายสิทธิบัตร

ยาต้านไวรัสเอดส์เป็นตัวอย่างที่ดีในการชี้ผลกระทบจากสิทธิบัตร มีการคาดการณ์ว่า ความต้องการยาต้านไวรัสในกลุ่มต่อไป ภายหลังจากยาต้านไวรัสกลุ่มแรกที่ได้มีบทบาทสำคัญ และเชื้อไวรัสเอดส์จะดื้อต่อยานั้น จะบรรลุผลได้ยากขึ้น จากวิกฤตราคายา เนื่องจากสิทธิบัตรยา การแข่งขันในการผลิตยาจะไม่เกิดขึ้น เพราะข้อจำกัดจากสิทธิบัตร ยาต้านไวรัสกลุ่มที่สองนี้มีราคาสูงกว่าถึง 20 เท่า

หากไม่มีกลไกมาแก้ไขข้อจำกัดที่เกิดจากสิทธิบัตรยาภาวการณ์เช่นนี้จะจำกัดการเข้าถึงยาของผู้ป่วยที่ไม่มีเงิน หรือประเทศที่มีงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มีการเสนอให้ใช้กลไกเจรจาต่อรองกับบริษัท แต่จากประสบการณ์ขององค์กรหมอไร้พรมแดน พบว่า บริษัทผู้ผลิตยาต้นแบบ ไม่ได้ให้ความสนใจกะตือรือร้นใดๆ ที่จะลดราคายาลง แม้จะมีเสียงร้องขอจากหน่วยงานระดับนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ หรือองค์การอนามัยโลก ตัวอย่างเช่น การที่บริษัทแอบบอทท์ไม่ยอมลดราคายา เคลาทร่า (โลปินาเวอร์ และริโทนาเวอร์) ในประเทศไทย ละตินอเมริกา และยูเครน องค์กรหมอไร้พรมแดนจัดหายาชนิดนี้ในราคาสูงถึง 4000-6000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ขณะที่จ่ายเพียง 250 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี สำหรับยาต้านไวรัสกลุ่มแรกในการรักษา ซึ่งผลิตมาจากประเทศอินเดีย

โดยภาพรวมผลลัพธ์จากการเพิ่มการผูกขาดเหล่านี้ ก็เพื่อจำกัดศักยภาพการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศ รวมทั้งองค์กรเภสัชกรรมให้มียาทดแทนยาต้นแบบได้ช้าลงที่สุดทำให้ผูกขาดได้นานที่สุด

หรือ ในที่สุดก็ไม่สามารถผลิตขายได้เลย เนื่องจากหากขยายเวลาได้นานเท่าใด เจ้าของยาที่มีสิทธิบัตรก็จะผลิตยาตัวใหม่ ที่ให้ยาที่หมดสิทธิบัตรล้าสมัยตกรุ่นไป

แม้ว่าจะยังไม่มีการประมาณการผลกระทบด้านเศรษฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นหากมีการรับกลไกขยายการผูกขาดเพิ่มขึ้นดังกล่าว แต่การศึกษาของสำนักนโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เกี่ยวกับลกระทบการรับสิทธิบัตรที่ผ่านมา มีผลทำให้ไทยเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

การที่ประเทศไทยมีการดำเนินการเรื่องหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งยังขยายความครอบคลุมแก่ผู้ติดเชื้อ ในการรับยาต้านไวรัสโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดความวิตกกว่าในด้านหนึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายของโครงการเหล่านี้ จะต้องยิ่งเพิ่มมากขึ้น หรืออาจจำต้องลดบริการ หรือคุณภาพลงเนื่องมาจากต้นทุนค่ายาสูงมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องจำกัดผู้ป่วยที่มารับบริการให้น้อยลง

ดังนั้น ในการเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหรัฐ ประเทศไทยจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับการต่อยอดการผูกขาดยา เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็มีผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโอกาสการเข้าถึงยา งบประมาณด้านยา และศักยภาพในการผลิตยาของประเทศไทยอย่างมากมายมหาศาลแล้ว

หน้า 6


สว.-ส.ส.ข้องใจท่าทีรัฐบาล ไม่เปิด "โทรคม" ห่วงดอดเอาอย่างอื่นแลก

มติชนรายวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10169

เสนอล้ม "เอฟทีเอ"-ยื่นศาลรธน. ตัวแทนมะกันอ้างไม่ทำยาแพง ม็อบพอใจกดดันได้-สลายตัว

ม็อบต้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ปะทะกับตำรวจอีกรอบ ก่อนประกาศชัยชนะเบื้องต้นว่า สามารถปลุกกระแส ให้เป็นประเด็นสาธารณะได้สำเร็จ ยอมสลายการชุมนุม เพื่อติดตามการเจรจารอบต่อไป ขณะที่ทีมเจรจาสหรัฐ ขอย้ายที่ประชุมใหม่ ห่างจากเดิม 20 กม. มะกันยื่นข้อเสนอเรื่องสิทธิบัตรยาแล้ว เผยเหมือนข้อตกลงที่ทำกับสิงคโปร์ ด้าน อย.ขอศึกษาก่อนทำข้อเสนอกลับรอบหน้า หน.เจรจามะกันยันไม่ทำให้ยาแพงขึ้น สหรัฐลดภาษีสินค้าไทย 8 พันรายการ ไทยแลกเปิดให้ฝ้าย-พ่อแม่พันธุ์ไก่สหรัฐ

**ม็อบต้านเอฟทีเอปราศรัยโจมตีแต่เช้า

การประท้วงการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ รอบที่ 6 ที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 11 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการเจรจา คลี่คลายลง โดยกลุ่มผู้ประท้วงยอมสลายการชุมนุม เพราะเห็นว่าได้รับชัยชนะแล้ว จากการจุดกระแสข้อกังวล ในเนื้อหาการเจรจาบางเรื่องให้เป็นประเด็นสาธารณะขึ้นมาได้ แม้ว่าในช่วงเช้าจะเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกรอบก็ตาม ขณะที่ทีมเจรจาไทยและสหรัฐต้องย้ายสถานที่ประชุมกันใหม่

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 มกราคม ที่บริเวณถนนสายสะพานเม็งราย หน้าโรงแรมเชอราตัน อ.เมืองเชียงใหม่ สถานที่ประชุมข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ รอบที่ 6 ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายต่อต้านการเปิดการค้าเสรี และแปรรูปประเทศไทย 11 องค์กร ที่ปักหลักค้างแรมและปิดล้อมโรงแรมเชอราตัน เพื่อกดดันให้ล้มการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ได้เริ่มเปิดเวทีปราศรัยเรื่องผลกระทบเอฟทีเอ และส่งกลุ่มนักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ (สนนท.) นำโดยนายภิญโญ จันทวงศ์ ไปปิดล้อมทางเข้า-ออกด้านทิศใต้ของโรงแรมอีกครั้ง หลังจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าออกตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา

**ปะทะกันอีกสนนท.-ตร.บาดเจ็บ2ฝ่าย

เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข  และคณะซึ่งพักค้างแรม และมีกำหนดออกเดินทางไปยังสถานที่จัดประชุมแห่งใหม่ ที่โรงแรมนอร์ธเทิร์น เฮอริเทจ รีสอร์ต แอนด์ สปา อ.สันกำแพง ต้องฝ่าวงล้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม สนนท.กว่า 100 คน ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการประสานงานไว้ว่า จะขอให้รถตู้ของกรมสุขภาพจิตที่นายอนุทินใช้เป็นพาหนะออกไปเพียง 1 คัน แต่ภายหลังมีรถตู้ของผู้ติดตาม และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ของเจ้าหน้าที่รวม 2 คัน ตามออกไปด้วย ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ เข้าขวางและทุบรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลต้องเข้าช่วยผลักดัน จนเกิดการปะทะกันอีกครั้ง โดยฝ่าย สนนท.บาดเจ็บทั้งหญิงและชาย 9 ราย ตำรวจบาดเจ็บ 3 ราย

**ไล่หน.ทีมเจรจาไทยแฉเมียเป็นอเมริกัน

นายสุริยัน ทองหนูเอียด ที่ปรึกษา 11 เครือข่ายฯ ได้กล่าวเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดช่วยกันขับไล่นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอฝ่ายไทย โดยระบุว่า นายนิตย์ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นตัวแทนของคนไทย เพราะมีภรรยาเป็นชาวอเมริกัน มีบ้านอยู่สหรัฐอเมริกา จะเข้าใจหัวอกคนไทยผู้ยากจนได้อย่างไร

"กรณีที่ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากฝีมือตำรวจนั้น มีการลงบันทึกประจำวันไว้ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน กับกรรมการสิทธิมนุษยชนที่จะไปตรวจสอบความผิดพลาดของตำรวจ โดยเฉพาะความขัดแย้งกันเอง ของชุดประสานงานมวลชน กับฝ่ายสั่งทำร้ายประชาชน" นายสุริยันกล่าว

เวลา 11.09 น. ผู้ชุมนุมได้นำโลงศพสีขาวและหุ่นฟางระบุชื่อหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอฝ่ายไทย ออกมาตั้งทำพิธีสวดศพ วางพวงหรีด ดอกไม้จันทน์ คลุมด้วยธงชาติสหรัฐและจุดไฟเผา ก่อนที่จะเก็บซากไปถ่วงแม่น้ำปิง

**ตร.ขอโทษทำม็อบเจ็บมอบเงินรักษา

เวลา 12.05 น. พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.จิรุจจ์ พรหโมบล ผบก.ภ.เชียงใหม่ เรียกนายสุริยัน ทองหนูเอียด และนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาเครือข่ายฯ 11 องค์กร เข้าหารือ โดยนายสุริยันและนายประยงค์แจ้งว่า ผู้ชุมนุมจะสลายตัวเพื่อเดินทางกลับในช่วงบ่าย ภายหลังทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ และแถลงประกาศชัยชนะ

ต่อมา พล.ต.ต.จิรุจจ์ และ พ.ต.อ.กฤษณะพล ยี่สาคร ผกก.สภ.ต.แม่ปิง อ.เมืองเชียงใหม่ รับมอบกระบองประจำกายตำรวจคืนจากนายนิมิตร เทียนอุดม แกนนำผู้ชุมนุม พร้อมกล่าวว่า ตลอดการชุมนุมอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ และทำตามสัญญาคือมอบเงินค่ารักษาพยาบาลให้ 515 บาท สร้างความพอใจให้กับผู้ชุมนุมอย่างมาก

เวลา 13.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมที่เหลืออยู่กว่า 1,000 คน รวมตัวจับมือเป็นวงกลมต้อนรับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์จำนวน 100 คน ที่นั่งปักหลักอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นโรงแรม ด้วยการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ พรมน้ำมนต์ และแจกด้ายมงคลให้คุ้มครองระหว่างเดินทางกลับ

**แถลงชัยชนะปลุกกระแสสังคมสำเร็จ

เวลา 13.30 น. นายกมล อุปแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี อ่านแถลงประกาศชัยชนะเบื้องต้นขององค์กรภาคประชาชน 11 เครือข่ายฯ ว่า การชุมนุมบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว และเป็นชัยชนะครั้งแรกที่ทำให้ประเด็นการเจรจาเอฟทีเอในเรื่องยาแพง เพราะการผูกขาดยาด้วยการขยายอายุสิทธิบัตร และผลกระทบภาคเกษตรกรรมกลายเป็นกระเด็นนโยบายสาธารณะ ที่สังคมไทยเฝ้าจับตามองผ่านสื่อที่เปิดพื้นที่ข่าว เพื่อขยายการรับรู้ โดยมีคำมั่นสัญญาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์การทำเอฟทีเอ ว่าจะดูแลผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ กลุ่มผู้ชุมนุมจะติดตามตรวจสอบการเจรจาเอฟทีเอต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะใกล้จะมีผลสรุปภายในเดือนเมษายนนี้ หากข้อตกลงไม่เป็นไปตามสัญญาและสร้างความเสียหายต่อประเทศ กลุ่มองค์กรภาคประชาชนจะมารวมตัวกันให้มากขึ้นเป็นร้อยเท่า

**สลายม็อบเก็บแรงไว้ลุยครั้งหน้า

ต่อมานายนิมิตรกล่าวกับผู้ชุมนุมว่า จะเก็บแรงไว้ต่อสู้ในครั้งต่อๆ ไป เพราะเชื่อว่ายังมีอีกยาวนาน วันนี้สหรัฐได้รับรู้แล้วว่าคนไทย กังวลกับข้อเรียกร้องที่มากเกินไป การเจรจาของไทยคงรอบคอบขึ้น ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่อยู่ร่วมกันตลอดการชุมนุมโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายนิมิตรได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมร้องเพลงกำลังใจ และเพลงสานใจคนเดินดิน พร้อมกล่าวไชโยเพื่อแสดงถึงชัยชนะ ก่อนที่จะแยกย้ายกันสลายการชุมนุม

ด้านนางสุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มผู้ชุมนุม กล่าวว่า เอฟทีเอเป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนมีเหตุผลในการชุมนุม เพราะรัฐบาลไม่ยอมนำหารือในสภา ทำให้ประชาชนสงสัยต้องแสดงออก ให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ที่ผ่านมาอาจคิดว่าการคัดค้านลำบาก เพราะเอฟทีเอเข้าใจยาก แต่การชุมนุมครั้งนี้ทำให้เห็นว่าสังคมจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิบัตรยา ทรัพย์สินทางปัญญา รัฐบาลต้องจำเป็นบทเรียนและตระหนักว่าการกระทำใดๆ ต้องมีขบวนการโปร่งใสเปิดเผยรับฟังผลดีผลเสีย

**"ทักษิณ"แจงเหตุทำเอฟทีเอสหรัฐ

วันเดียวที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการชี้แจงนโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจ ให้กับนักธุรกิจทั้งไทย และต่างประเทศฟังตอนหนึ่งว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางของแทบทุกอย่าง เอฟทีเอที่เรา move (เคลื่อนไหว) เร็ว เพราะต้องการให้ไทยเป็น Hub (ศูนย์กลาง) การผลิตเพื่อการส่งออก วันนี้เราต้องแสดงความยินดี กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ส่งออกได้ถึง 4.7 แสนคัน จากที่ผลิตได้ 1 ล้านล้านคัน ส่งออกเป็นอันดับที่ 14 ของโลก ฉะนั้นเราต้องการให้ไทย เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง

"ผม move ทุก move มีความหมาย เชื่อไหมว่าถ้าเราไม่ค้าขายกับสหรัฐ แล้วเราส่งออกไปให้ทุกประเทศ ยกเว้นสหรัฐ เราจะขาดดุลการค้า ที่ผ่านมาเราได้ดุลการค้าสหรัฐมากที่สุด ถ้าเราไม่สามารถส่งออกได้ แข่งขันไม่ได้ เพราะเขาไปทำเอฟทีเอ กับประเทศอื่น เราจะขาดดุลมหาศาลและต่อเนื่อง จะทำให้ความเชื่อถือลดลง ทุนสำรองฯหด ค่าเงินบาทอ่อน คนตกงาน รายได้ลด เพราะขายของได้น้อยลง สิ่งที่ผมทำ ผมรู้ ผมต้อง move ก่อนที่จะ move ไม่ออก ถึงต้อง move ก่อน" นายกรัฐมนตรีกล่าว

ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้คัดค้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐปะทะกับตำรวจว่า "คงไม่มีอะไร จริงๆ แล้วหลายอย่างไม่เข้าใจ รัฐบาลระมัดระวังอยู่แล้ว"

**ผู้แทนมะกันพบส.ส.-ส.ว.ไทยถกเอฟทีเอ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ตัวแทนจากสหรัฐประกอบด้วย นายราล์ฟ แอล.บอยซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย น.ส.บาร์บารา ไวเซิล ผู้ช่วยผู้แทนการค้าฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิกและนโยบายเภสัชกรรม นายไมเคิล เดลานีย์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ น.ส.ซูซาน ซัตตัน ที่ปรึกษาด้านการเมือง เข้าพบ ส.ส.และ ส.ว.ของไทย อาทิ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ว.นครราชสีมา นายจอน อึ๊งภากรณ์ ส.ว.กทม. นายเกียรติ สิทธีอมร คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือเรื่องเอฟทีเอไทย-สหรัฐ

นายบอยซ์ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการหารือในข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ซึ่งฝ่ายสหรัฐได้ฟังสิ่งที่ ส.ส.และ ส.ว.ได้ตั้งคำถามในประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก แต่บอกรายละเอียดไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การประท้วงการทำข้อตกลง เป็นการกดดันสหรัฐหรือไม่ นายราล์ฟกล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ได้รับหนังสือที่ยื่นคัดค้านแล้ว โดยจะส่งให้รัฐบาลกลางของสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน

**ส.ว.เผยไทยไร้ต่อรองมะกันอ้างผ่านสภา

นายไกรศักดิ์แถลงว่า ตัวแทนสหรัฐให้เกียรติรัฐสภาทุกครั้งที่มาประเทศไทย สะท้อนความแตกต่างระหว่างฝ่ายไทย และสหรัฐ ส่วนฝ่ายไทยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าไม่ต้องผ่านรัฐสภา เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่มีความรู้เพียงพอ ซึ่งในการหารือ น.ส.บาร์บาราพูดถึงขั้นตอนการเจรจาในขณะนี้ที่น่าสนใจคือ ภาคบริการและลงทุนว่าคณะเจรจาของสหรัฐจะไม่ตัดสินใจอะไร จนกว่าจะไปปรึกษากับรัฐสภาของสหรัฐก่อน ดังนั้น ส.ส.และ ส.ว.มองว่าการทำเอฟทีเอครั้งนี้ ไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นเรื่องที่สหรัฐมาบอกไทยว่าสหรัฐต้องทำตามกรอบกฎหมายทุกอย่าง คณะเจรจาของไทยจึงไม่มีสิทธิต่อรอง หรือขอให้สหรัฐยืดหยุ่นอะไรได้ จึงไม่ยุติธรรมสำหรับการเจรจา

"ฝ่าย ส.ส.และ ส.ว.จึงตกลงว่าจะไม่ให้ทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐแน่นอน เพราะกระบวนการเจรจาขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 และขัดเจตนารมณ์วัฒนธรรมไทย ที่รัฐบาลจะไปตกลงกับประเทศใดแล้วกระทบต่อโครงสร้างชีวิตคนไทย ดังนั้น ภายในวันที่ 13 มกราคม เราจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ" นายไกรศักดิ์กล่าว

**"จอน-เกียรติ"ข้องใจไม่เปิดโทรคมฯ

นายจอนกล่าวว่า ตนบอกตัวแทนสหรัฐว่า 60% ของคนที่ประท้วงเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะคิดว่าชีวิตของเขา ขึ้นอยู่กับการเจรจา ผู้ติดเชื้อมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในวันนี้ เพราะมีโอกาสได้รับยาต้านไวรัสที่องค์กรเภสัชกรรมผลิต ทำให้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ได้อีก 10-20 ปี มีโอกาสมีลูกได้ แต่ต่อไปก็จะดื้อยา ต้องรับยารุ่นต่อไป ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ ที่สหรัฐเรียกร้องเกินกรอบองค์การการค้าโลก และกระทบราคายาโรคอื่นๆ ด้วย

"ผมนึกถึงเรื่องโทรคมนาคมที่นายกฯ บอกว่าจะไม่เปิด หวังว่ารัฐบาลจะไม่ขายชีวิตคนไทยทั้งประเทศ เพื่อแลกประโยชน์ทางการค้าของใครบางคน หรือบางกลุ่มเท่านั้น" นายจอนกล่าว

นายเกียรติกล่าวว่า เรื่องสิทธิบัตรยา จะมีผลต่อราคายาสูงขึ้นเร็วและมาก โดยจะเพิ่มใน 43 รายการ รวม 10,000 ล้านบาท หรือกว่า 104.3% อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่รับมานั้น ชัดเจนว่าสหรัฐต้องการให้ไทยเปิดเรื่องโทรคมนาคม แต่ไทยไม่ต้องการให้เปิด แล้วเอาเรื่องอื่นมาแลก

**หน.เอฟทีเอมะกันยันไม่ทำยาแพงขึ้น

วันเดียวกันที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางบาร์บารา ไวเซิล ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิก หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ-ไทย ซึ่งเป็นผู้ที่เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเชอราตัน เชียงใหม่ ทันทีหลังจากเกิดความวุ่นวาย จากผู้ประท้วงคัดค้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า สหรัฐคาดหวังว่าจะสามารถสรุปกรอบการเจรจากับไทย ได้ตามที่กำหนด คือ ภายในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม แต่บอกไม่ได้ว่าต้องเจรจาอีกกี่รอบจึงจะได้ข้อสรุป ส่วนเรื่องความกังวลเรื่องสิทธิบัตรยาว่าจะทำให้ยาในไทยมีราคาแพงขึ้นนั้น ยืนยันได้ว่า ไม่มีสิ่งใดในเอฟทีเอที่จะส่งผลกระทบกับราคายาสามัญ รวมถึงยารักษาโรคเอดส์

"ขณะนี้มีความเข้าใจสับสนว่าสหรัฐจะขอเพิ่มเวลาในการปกป้องสิทธิบัตรยาออกไปอีก 5 ปี จากที่มีการกำหนดไว้ในกรอบดับเบิลยูทีโอแล้ว 20 ปี แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งสองส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย" นางไวเซิลกล่าว

**ทีมเจรจาสหรัฐขอย้ายที่ประชุม

สำหรับความคืบหน้าการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ในวันที่ 11 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการเจรจา เป็นหัวข้อเรื่องการลงทุนสิ่งทอ ภาคบริการ กฎหมาย ศุลกากร อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทรัพย์สินทางปัญญา และสินค้าเกษตร แต่เหตุที่ผู้ชุมนุมคัดค้านการเจรจาเดินทางมาปิดล้อมที่โรงแรมเชอราตัน เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ประชุม ทำให้คณะเจรจาฝ่ายไทยต้องย้ายสถานที่ประชุมไปที่โรงแรมนอร์ธเทิร์น เฮอริเทจ รีสอร์ต แอนด์ สปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แทน ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 25 กิโลเมตร

ข่าวแจ้งว่า สาเหตุการย้ายสถานที่ที่ประชุม เนื่องจากตัวแทนจากสหรัฐที่ส่วนใหญ่พักในโรงแรมแม่ปิง และโรงแรมอื่นๆ ยืนยันว่าจะไม่เดินทางไปประชุมที่โรงแรมเชอราตัน หากยังมีผู้ชุมนุมประท้วงอยู่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำให้คณะผู้เจรจาทั้งของไทย และสหรัฐแต่งกายแบบนักท่องเที่ยว และเดินทางออกจากโรงแรมทางบันไดหนีไฟ และเดินทางด้วยรถตู้ที่จอดรอบริเวณชั้นใต้ดินไปที่ประชุมแห่งใหม่

นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าทีมเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ กล่าวถึงการย้ายสถานที่ประชุมว่า การเจรจาทุกอย่างยังเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และไม่มีอะไรกดดัน เป็นการย้ายสถานที่ชั่วคราวเท่านั้น

**สหรัฐยื่นข้อเสนอสิทธิบัตรยาแล้ว

นายนิตย์กล่าวว่า ทีมเจรจาฝ่ายสหรัฐได้ยื่นข้อเสนอ เกี่ยวกับสิทธิบัตรยาให้กับประเทศไทยแล้ว ซึ่งไทยจะรับและนำไปศึกษาต่อ ยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ตกลงอะไรกับฝ่ายสหรัฐ เพราะคณะเจรจาฝ่ายไทยตระหนักดีว่าจะต้องเจรจาให้ไทยเข้าถึงยาให้ได้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของสหรัฐเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาเป็นข้อเสนอเดียวกับที่มีข้อตกลงกับสิงคโปร์หรือไม่ นายนิตย์กล่าวว่า เรื่องสิทธิบัตรยาไม่ได้แปลกจากที่ได้เคยคาดคิดเอาไว้ ต้องศึกษาต่อไป ยังตอบอะไรไม่ได้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หากสหรัฐเสนอเงื่อนไขเรื่องสิทธิบัตรยา เหมือนที่ทำกับสิงคโปร์ ไทยคงไม่ยอมรับทั้งหมด ต้องเจรจาในรายละเอียด เพราะพื้นฐานของไทยและสิงคโปร์แตกต่างกัน การเข้าถึงยาของคนไทยยังสู้สิงคโปร์ไม่ได้ จึงใช้เงื่อนไขเดียวกันไม่ได้ ยืนยันว่าจะพิจารณาเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุด

**ไทยหาทางปัดข้อเสนอสิทธิบัตรยา

แหล่งข่าวจากทีมเจรจาฝ่ายไทยเปิดเผยว่า ข้อเสนอของสหรัฐเกี่ยวกับสิทธิบัตรยา มีส่วนคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่สหรัฐ ทำกับสิงคโปร์ ชิลี และจอร์แดน ประมาณ 90% ซึ่งไม่ได้ผิดไปจากที่ทีมเจรจาคาดการณ์ไว้ แต่ทีมเจรจาไทยได้แสดงจุดยืนชัดเจน กับสหรัฐไปว่าข้อเสนอดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับประเทศไทย เพราะพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและประชาชนแตกต่างกัน และทีมเจรจาฝ่ายไทยเตรียมทางออกไว้แล้วแต่ยังไม่ได้เสนอกลับไป

"สถานการณ์ในที่ประชุมค่อนข้างเคร่งเครียดพอสมควร เนื่องจากมีแรงกดดันจากผู้ชุมนุมคัดค้านจนทำให้ต้องย้ายสถานที่ประชุม เนื่องจากคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐบางส่วนยืนยันว่า หากไทยยังใช้โรงแรมเชอราตันเป็นสถานที่เจรจาอาจจะไม่มา ทำให้ฝ่ายไทยต้องเปลี่ยนสถานที่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐมีท่าทีในการเจรจาที่อ่อนลงจากการชุมนุมคัดค้าน" แหล่งข่าวกล่าว

**อย.ขอศึกษาก่อนเสนอกลับไปรอบหน้า

นายภักดี โพธิศิริ เลขาธิการองค์การอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงข้อเสนอของสหรัฐเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาว่า อย.จะต้องศึกษาข้อเสนอก่อนว่า เหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ และจะปรับแก้อย่างไร โดยผลการศึกษา จะยื่นเป็นข้อเสนอในการเจรจารอบต่อไป ยืนยันการเจรจาจะอยู่ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก และข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้อง กับทรัพย์สินทางปัญญหา หรือทริปส์ เพื่อให้มีการแข่งขัน และประชาชนเข้าถึงยาได้ในที่สุด

"แต่ละปีไทยมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยาสามัญ 1 แสนล้านบาท นำเข้าประมาณ 50% และผลิตเอง 50% ดังนั้น ไทยต้องพัฒนาให้เข้าถึงยาที่มีความจำเป็นให้ได้ก่อน" นายภักดีกล่าว

นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลที่สหรัฐยื่นต่อไทยเรื่องสิทธิบัตรพืช สัตว์ ยาและการคุ้มครองการขึ้นทะเบียนยาทั้งหมด ไทยยังรับไม่ได้ ต้องศึกษาข้อมูลทั้งหมดก่อน โดยเฉพาะเรื่องเกณฑ์ออกใบอนุญาต ที่อาจทำให้การคุ้มครองข้อมูลยากขึ้น

"สหรัฐเสนอว่าหากกระบวนการขึ้นทะเบียนยาของไทยล่าช้า สหรัฐอยากเอาช่วงเวลาที่ล่าช้าไปชดเชยในอายุสิทธิบัตรยา ซึ่งประเทศไทยรับไม่ได้" นายคณิสสรกล่าว

**ยกเว้นภาษีสินค้าไทย8พันรายการ

นายอุตตม สวนายนต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมาว่า สหรัฐเสนอเปิดตลาดสินค้าให้ไทยเป็นมูลค่ากว่า 12,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 74 ของการนำเข้ารวมของสหรัฐจากไทยทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้สินค้าไทยกว่า 8,100 รายการจากทั้งหมด 10,500 รายการ สามารถเข้าตลาดสหรัฐโดยปราศจากภาษีนำเข้า ข้อเสนอลดภาษีล่าสุดฉบับนี้จะช่วยขยายตลาดสหรัฐของสินค้าไทย ที่มีมูลค่าปีละกว่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายอุตตมกล่าวว่า สินค้าของไทยที่สหรัฐจะยกเลิกภาษีนำเข้าใหัทันที ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เกือบทุกรายการมูลค่ากว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์ทำจากไม้และยาง 290 ล้านเหรียญ เครื่องแก้ว/เซรามิค 267 ล้านเหรียญ ผลิตภัณฑ์พลาสติค 218 ล้านเหรียญ อัญมณีเครื่องประดับ 177 ล้านเหรียญ กลุ่มอาหารแปรรูป 136 ล้านเหรียญ ผลิตภัณฑ์เหล็ก 120 ล้านเหรียญ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางรายการ

**ไทยแลกเปิดตลาดฝ้าย-พ่อแม่พันธุ์ไก่

นายอุตตมกล่าวว่า ส่วนไทยเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐนำเข้าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญ หรือร้อยละ 71 ของมูลค่านำเข้ารวมของไทยจากสหรัฐ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้สินค้าทั่วไปที่ไม่มีความอ่อนไหว ทั้งสองฝ่ายตกลงจะลดภาษีเหลือ 0% ภายใน 5 ปี ซึ่งจะทำให้ไทยส่งออกได้อีก 2,800 ล้านเหรียญ ได้รับการยกเว้นภาษี

นายอุตตมกล่าวว่า สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากของไทย เช่น เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม ข้าวโพด มันฝรั่ง ชา กาแฟ หัวหอม จะมีกรอบการลดภาษีที่ยาวนานกว่าสินค้าอุตสาหกรรมที่กำหนดไว้ที่ 10-15 ปี และกำลังเจรจาเพื่อกำหนดมาตรการปกป้องสินค้าเกษตร ที่จะได้รับผลกระทบ เช่น การใช้โควต้า และมาตรการปกป้อง (safeguard) โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะแลกเปลี่ยนข้อเสนอการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ก่อนประชุมรอบต่อไป

นายอุตตมกล่าวว่า สหรัฐยังเสนอเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ไทยมูลค่าปีละกว่า 500 ล้านเหรียญ หรือร้อยละ 65 ของการนำเข้ารวมสินค้าเกษตรจากไทยภายใน 0-5 ปี ส่งผลให้สินค้าไทยกว่า 1,300 รายการจาก 1,800 รายการ เข้าตลาดสหรัฐโดยปราศจากภาษีนำเข้า สินค้าเกษตรที่จะได้ประโยชน์ คือข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผัก-ผลไม้สดและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ไทยเสนอเปิดตลาดให้สหรัฐ เช่น ฝ้าย พ่อแม่พันธุ์ไก่ เป็นต้น

หน้า 1


เปิดใจ "บาร์บารา ไวเซิล" หน.ทีม "เอฟทีเอ" สหรัฐ

มติชนรายวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10169

*หมายเหตุ* - นางบาร์บารา ไวเซิล ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิก หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ-ไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 มกราคม เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ

การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้แผนงาน Enterprise for Asean Initiative ที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศไว้เมื่อปี 2002 เพื่อให้ความช่วยเหลือและจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศในภูมิภาคนี้ 6 ประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ และเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

สำหรับเอฟทีเอสหรัฐ-ไทยนั้นขณะนี้ได้หารือกันมาแล้วปีครึ่ง การหารือที่ผ่านมามีความก้าวหน้าด้วยดี เรามีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม กับสิ่งที่เรากำลังหารือในขณะนี้ โดยเราคาดว่าจะสามารถสรุปการเจรจาได้ภายในฤดูใบไม้ผลินี้ (ราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม) อย่างไรก็ดีจนถึงขณะนี้คงยังบอกไม่ได้ว่าจะต้องหารือกันอีกกี่รอบกว่าจะได้ข้อสรุป เพราะนั่นขึ้นกับความคืบหน้าในการเจรจาแต่ละรอบ อย่างไรก็ดีเราหวังว่าจะสามารถสรุปการเจรจาได้ ภายในกรอบเวลาที่เราวางไว้

**ขณะนี้หลายฝ่ายวิตกกังวลในประเด็นเรื่องสิทธิบัตรยา

-ยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องสิทธิบัตรยาขึ้นมาหารือในการประชุมรอบนี้ แต่ยืนยันได้ว่าในประเด็นคำถาม ที่หลายฝ่ายห่วงกังวลดังกล่าวนั้น ข้อเสนอของสหรัฐในเรื่องนี้จะไม่ได้ไปไกลกว่ากฎหมายภายในของสหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน Trade Promotion Authority

เรายืนยันได้ว่าไม่มีสิ่งใดในเอฟทีเอ ที่จะส่งผลกระทบกับราคายาสามัญ รวมถึงยารักษาโรคเอดส์ ที่วางจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ เราไม่สามารถที่จะพูดถึงการเพิ่มขึ้น ของราคายาทั่วไปโดยไม่เจาะจงชนิดของยาได้ เพราะในความตกลงเกี่ยวกับยานั้น เราจะลดภาษีร้อยละ 10 ที่มีอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นในภาพรวมราคายาจะลดลงทันที หลังการลดภาษีมีผลบังคับใช้ ซึ่งนี่น่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาของผู้ป่วย

ขณะนี้มีความเข้าใจที่สับสนในเรื่องดังกล่าว เพราะไปเข้าใจว่าสหรัฐจะขอเพิ่มเวลาในการปกป้องสิทธิบัตรยา (Patent) ออกไปอีก 5 ปี จากที่มีการกำหนดไว้ในกรอบดับเบิลยูทีโอแล้ว 20 ปี แต่ในข้อเท็จจริงแล้วทั้งสองส่วนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย การที่สหรัฐขอทำ Data Exclusivity (ห้าม อย.ใช้ข้อมูลนั้นในการเป็นพื้นฐานอนุญาต หรือขึ้นทะเบียนยาตัวต่อไป) 5 ปี ก็เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทยาที่ต้องนำเงินจำนวนมหาศาลไปใช้เพื่อลงทุน และการวิจัยในการผลิตยาที่เป็นที่ต้องการและมีความจำเป็นในท้องตลาด

 

**คิดว่าอะไรเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในการเจรจา

-การเจรจาเอฟทีเอทุกอันก็ต้องมีประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหว แต่ขณะนี้เราคงบอกไม่ได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่มีความอ่อนไหวที่สุดในการเจรจา เพราะประเด็นที่อ่อนไหวของแต่ละฝ่ายแตกต่างกัน เราจึงต้องพิจารณาจากข้อเสนอที่แต่ละฝ่ายยื่นให้แก่กัน

 

**ตกใจกับการประท้วงที่เกิดขึ้นหรือไม่

ในสหรัฐกระบวนการต่างๆ มีความโปร่งใส และมีการปรึกษาหารือกับภาคธุรกิจ เราไม่แปลกใจกับการประท้วง เพราะได้ยินข่าวมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เราไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจัดประชุมหรือไม่ จากเงื่อนไขความห่วงกังวลในเรื่องการประท้วง เพราะเราทราบว่ากลุ่มผู้ประท้วงเพียงแต่ต้องการแสดงออกในสิ่งที่เขาห่วงกังวล แม้ว่าผู้ประท้วงจะส่งเสียงดัง แต่เราไม่เห็นว่าการประท้วงจะเป็นการรบกวนการประชุม

เราพร้อมตลอดเวลาที่จะพูดคุยและเจรจากับทุกฝ่าย ซึ่งในเรื่องสินค้าเกษตรที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอกันไปแล้วนั้น ได้มีการบรรจุน้ำตาลและข้าวไว้ด้วย โดยสินค้าทั้งสองอย่างอยู่ในรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้หารือในเรื่องดังกล่าว ที่ผ่านมาการทำเอฟทีเอของไทย กับประเทศต่างๆ จะครอบคลุมการค้าสินค้าเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้ครอบคลุมสาขาอื่นๆ การเจรจาเอฟทีเอที่ครอบคลุมเรื่องการบริการ จึงถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับไทย แต่นี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่เราเห็นว่าจำเป็นต้องหารือ ให้เกิดผลสำเร็จในการทำเอฟทีเอระหว่างกัน

เราเห็นว่าการเปิดเสรีด้านบริการจะช่วยเพิ่มพูนปริมาณการค้าระหว่างกัน และจะช่วยพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทย ในเวทีโลกด้วย และทำให้ประเทศไทยเป็นที่ดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น หากต้องการให้ประเทศยังสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น และมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องและการสร้างงานใหม่ๆ ในอนาคต ก็เป็นความจำเป็นที่เราต้องย่างก้าวออกไป เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขัน

การเจรจาเอฟทีเอทุกอันที่เราหารือมาพิสูจน์ให้เราเห็นว่ามันยากกว่าที่เราคาดคิด แต่ดิฉันพูดได้ว่ามันไม่ได้สิ่งใดเป็นความลับ หรือมีโครงกระดูกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า เมื่อเจรจาเอฟทีเอทุกคนตระหนักถึงสิ่งที่ถือเป็นความลับข้อจำกัดของแต่ละประเทศ แต่เราอาจจะเจอสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิดอยู่ตลอดเวลา

หน้า 14


เอฟทีเอไทย-สหรัฐ ระวังพันธนาการใหม่

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com  มติชนรายวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10169

การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอไทย-สหรัฐ พัฒนาการมาจากกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Framework Agreement : TIFA) ที่ลงนามเมื่อปี 2545 ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับ นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะจัดทําเอฟทีเอ ในระหว่างการประชุมสุดยอด ผู้นําเอเปค ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2546

จากนั้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐก็เริ่มอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2547 ที่ฮาวาย และเจรจาต่อเนื่องกันมา 5 รอบ ไม่นับการเจรจานอกรอบเมื่อวันที่ 14-18 พฤศจิกายน 2548 ที่กรุงลอนดอน

ทั้งนี้ เนื้อหาที่เจรจากันครอบคลุม 22 กลุ่ม อาทิ 1.การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม 2.การเปิดตลาดสินค้าเกษตร 3.การเปิดตลาดสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป 4.กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า 5.การลงทุน 6.การค้าบริการ 7.การเปิดเสรีภาคการเงิน 8.โทรคมนาคม 9.แรงงาน 10.สิ่งแวดล้อม 11.ทรัพย์สินทางปัญญา

ล่าสุดรอบที่ 6 ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาขณะนี้ เป็นรอบที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะเมื่อเดือนกันยายน 2548 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปเยือนสหรัฐพบปะกับจอร์จ ดับเบิบยู. บุช และแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุข้อสรุปการเจรจาภายในปี 2549

อย่างไรก็ตาม การทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐนี้มีความจำเป็นต่างจากเอฟทีเอที่ไทยทำกับประเทศอื่น เนื่องจากเมื่อปี 2509 ไทยและสหรัฐมีสนธิสัญญาพันธไมตรีทางเศรษฐกิจ (Treaty of Amity and Economic Relations) ที่ให้สิทธิเอกชนไทย และสหรัฐ เท่าเทียมกันในลงทุนระหว่างกัน คนไทยได้สิทธิเช่นไร คนอเมริกันก็ได้รับสิทธินั้นเช่นกัน หรือการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment)

แต่เมื่อมีองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) สนธิสัญญาดังกล่าวขัดกับหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือเอ็มเอฟเอ็น (Most Favored-Nation : MFN) ที่กำหนดว่าหากประเทศสมาชิกให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็จะต้องให้สิทธินั้นแก่สมาชิกอื่นๆ ด้วย

หากไทยให้สิทธิพิเศษกับสหรัฐตามสนธิสัญญา ก็ต้องให้สิทธินั้นแก่ประเทศอื่นๆ ด้วย ดังนั้น ไทยจึงขอยกเว้นหลักเอ็มเอฟเอ็น ของสนธิสัญญาดังกล่าวกับดับเบิลยูทีโอเป็นเวลา 10 ปี และหมดอายุแล้วเมื่อปลายปี 2547

ขณะที่การทำเอฟทีเอ ทางดับเบิลยูทีโอให้สิทธิสมาชิกทำข้อตกลงกัน โดยไม่ต้องให้สิทธิกับประเทศอื่นได้

ดังนั้น ไทยและสหรัฐจึงต้องเร่งทำข้อตกลงเอฟทีเอ เพื่อมารองรับการยกเลิกสนธิสัญญาดังกล่าวที่ว่ากันว่า เป็นสัญญาทาสทางเศรษฐกิจของไทย

แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือการบริการที่ได้ยกเว้นในสนธิสัญญา อาทิ 1.การเงินการธนาคาร 2.การขนส่ง 3.การสื่อสาร 4.บริการที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและที่ดิน 5.การค้าผลผลิตการเกษตร ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเอฟทีเอครั้งนี้ รวมถึงเรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะสิทธิบัตรยาที่จะขอขยายเวลาคุ้มครองข้อมูลยา และเครื่องหมายการค้า ที่จะขยายรวมไปถึงกลิ่นและเสียง

การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งว่าจะเป็นการปลดโซ่ตรวนสัญญาทาสทางเศรษฐกิจเดิม หรือจะเพิ่มพันธนาการให้เศรษฐกิจไทยต้องอยู่ในมือสหรัฐมากขึ้นกว่าเดิม

หน้า 20


ยูเอสทีอาร์หวังปิดเจรจาเอฟทีเอไทยใน 3 เดือน

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549

ยูเอสทีอาร์ ระบุ การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐเดินหน้าสู่เป้าหมายสรุปข้อตกลงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ระบุสหรัฐต้องการเวลา 5 ปีคุ้มครองบริษัทยาสหรัฐหลังผลิตยาเข้าสู่ตลาด คาดการเปิดภาคสื่อสารและการเงินต้องใช้เวลาหารือกันนาน รัฐมนตรีปานามาลาออกสังเวยเอฟทีเอสหรัฐ

นางบาร์บารา ไวเซล ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงวานนี้ (11 ม.ค.) ว่า การเจรจาระหว่างไทยและสหรัฐมีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งในเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีการเพิ่มรายละเอียด และตัดทอนรายละเอียดบางอย่าง แต่ประเด็นที่มีความอ่อนไหว อย่างการสื่อสาร และบริการทางการเงิน จะเจรจาต่อไปภายในสัปดาห์นี้

สำหรับการปกป้องสิทธิบัตรยา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาการค้าเสรีครั้งนี้ นางไวเซล กล่าวว่า ทางการวอชิงตันจะขอเวลา 5 ปี เพื่อปกป้องตัวยาใหม่ๆ

กรณีที่นักวิจารณ์ไทยระบุว่า ข้อเสนอปกป้องสิทธิบัตรยา มีจุดประสงค์เพื่อขยายระยะเวลามากกว่า 20 ปี ตามระเบียบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) นางไวเซลชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิด สหรัฐไม่ได้หาทางขยายเวลา ข้อตกลงดับบลิวทีโอให้เวลาปกป้องสิทธิบัตรยา 20 ปี โดยนับตั้งแต่วันแรกที่บริษัทยาจดทะเบียนเพื่อพัฒนาตัวยา

ยันจำเป็นต้องคุ้มครองบริษัทยา5ปี

อย่างไรก็ตาม สหรัฐต้องการระยะเวลา 5 ปี ที่สหรัฐเสนอนั้น เริ่มตั้งแต่วันที่บริษัทนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ซึ่งจะทำให้บริษัทยา มีโอกาสถอนทุนคืน หลังจากลงทุนวิจัยและพัฒนาตัวยา เพื่อเป็นการกระตุ้นการพัฒนายาใหม่ๆ ต่อไป

นางไวเซล กล่าวว่า หากปราศจากข้อกำหนดดังกล่าว บริษัทยาก็จะไม่สามารถผลิตยารุ่นที่ 2-3 ต่อไป แต่ขณะนี้ ยังไม่มีการตัดสินใจแน่นอนเกี่ยวกับประเด็นนี้ สิ่งที่คณะเจรจาพยายามคือรับประกันว่าจะมีความสมดุลระหว่างการเข้าถึงยา และความสามารถในการพัฒนายาใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อผู้ป่วย

"ไม่มีส่วนไหนในข้อตกลง ที่จะทำให้ราคายา ที่หาได้ในไทยอยู่แล้วมีราคาแพงขึ้น เราหวังว่าจะสร้างความสมดุลในข้อตกลง เพื่อรับประกันการเข้าถึงยารักษาโรคทั่วไป และการพัฒนายาใหม่ๆ สำหรับคนรุ่นต่อไป" นางไวเซลกล่าว

ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวด้วยว่า บรรดาประเทศกำลังพัฒนารวมถึงไทย ได้รับอนุญาตให้ผลิตยาทั่วไป สำหรับยาที่มีสิทธิบัตร เพื่อรับมือกับโรคที่ความจำเป็นเร่งด่วน เช่น เอดส์ ช่วยให้ลดต้นทุนยาต้านไวรัส เหลือเพียง 1,200 บาท จากเดิม 10,000 บาท

เมินม็อบประท้วงยันเรื่องภายในของไทย

นอกจากนี้ นางไวเซล กล่าวว่า แม้มีผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมาก บริเวณโรงแรมเชอราตัน จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่เจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา และไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด สหรัฐมีกระบวนการที่โปร่งใส และกระตือรือร้นที่จะพูดคุยกับทุกฝ่าย ขณะที่คณะเจรจาทั้งสองฝ่ายยังคงหารือกันต่อไป

นางไวเซล ซึ่งเดินทางไปรัฐสภาวานนี้เพื่อพบปะสมาชิกวุฒิสภาบางราย กล่าวว่า การนำข้อตกลงเอฟทีเอ เข้าสู่กระบวนการรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องภายในประเทศของไทย แต่ในขณะที่ประเด็นนี้อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งสหรัฐและไทยก็จะดำเนินการเจรจาต่อไป

นางไวเซล กล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับภาคการเงินและการสื่อสารจะมีขึ้นต่อไปภายในสัปดาห์นี้ และ ณ จุดหนึ่ง อาจมีการเจรจาแบบมาราธอนในประเด็นเหล่านี้ ขณะนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชัดว่า การเจรจาจะสรุปผลได้ ภายในเส้นตายฤดูใบไม้ร่วงที่จะมาถึง ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยระบุว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็น "ความทะเยอทะยาน" แต่ก็อาจประสบความสำเร็จได้หากทั้งสองฝ่ายตั้งใจให้ถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม นางไวเซล กล่าวว่า ยังมีความกังวลในส่วนของสหรัฐ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐวิตกเกี่ยวกับรถปิกอัพจากไทย ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำตาลสหรัฐหวั่นเกรงน้ำตาลจากไทย

พร้อมกันนี้ นางไวเซลย้ำแผนการเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับมาเลเซีย หลังจากคณะรัฐมนตรีมาเลเซีย ทบทวนข้อเสนอของสหรัฐ โดยนางไวเซลจะเดินทางเยือนมาเลเซียในสัปดาห์หน้า

พิษเอฟทีเอสหรัฐกดดันเด้งรมต.ปานามา

รายงานข่าวจากปานามาแจ้งว่า นายลอเรนติโน คอร์ติโซ รัฐมนตรีเกษตรปานามา ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งต่อประธานาธิบดี เพราะไม่มั่นใจกับการประเมินผลดี ผลเสียอย่างรอบคอบต่อประเทศชาติ ในการทำข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างปานามาและสหรัฐ

ในหนังสือลาออกระบุเหตุผลที่นายคอร์ติโซกังวลว่า รัฐบาลอาจประเมินผลกระทบต้นทุนของประเทศไม่เพียงพอ โดยอาจกระทบต่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เสี่ยงถูกบีบบังคับให้ละเลยมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ อาทิ การระบาดของโรคไข้หวัดนก โรควัวบ้า หรือโรคปากและเท้าในสัตว์ รวมทั้งข้อตกลงจะกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรอย่างแน่นอน

การเจรจาการค้าเสรี ปานามา-สหรัฐ เริ่มตั้งแต่ปี 2546 แต่ชะงักลง เพราะปานามาเป็นห่วงที่สหรัฐ สามารถส่งสินค้าเกษตรปลอดอัตราภาษีสู่ตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่ และผู้ปลูกข้าว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอเมริกากลางที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐและมีผลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ยังชะลอการเริ่มมีผลทางปฏิบัติไปก่อน

สำหรับปานามามีภาคบริการเป็นหลักของประเทศ ทั้งด้านการเดินเรือ และภาคการธนาคาร ปานามาส่งสินค้าไปยังสหรัฐเมื่อปี 2547 เป็นมูลค่า 430 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด แต่นำเข้ามากถึง 1,800 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน


สหรัฐขอยืดคุ้มครองสิทธิบัตร 5 ปี

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549

"นิตย์" ระบุข้อเสนอสิทธิบัตรยาจากสหรัฐ เป็นไปตามคาดการณ์ เผยขอยืดคุ้มครองสิทธิบัตรออกไป 5 ปี "อนุทิน" ปฏิเสธเงื่อนไขคุ้มครองข้อมูลขึ้นทะเบียนยา ย้ำต้องให้หลักประกันประชาชนเข้าถึงยา สามารถผลิตยากรณีฉุกเฉินได้ ขณะที่ผลเจรจาจัดซื้อจัดจ้างรัฐ สหรัฐโชว์มูลค่าจัดซื้อปีละ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังให้ไทยเปิดแลก

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ วันที่สาม (11 ม.ค.) ทางฝ่ายสหรัฐ ได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยจัดหาสถานที่ประชุมใหม่ อ้างว่าไม่มั่นใจสถานการณ์ความปลอดภัย ดังนั้น ทางฝ่ายไทยจึงได้นำคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐอำพรางตัวเป็นนักท่องเที่ยวออกจากโรงแรมเชอราตัน เพื่อมาประชุมกันต่อที่โรงแรมนอร์ทเทิร์น เฮอริเทจ รีสอร์ตแอนด์สปา ภายในสนามกอล์ฟเชียงใหม่-ลำพูน

นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอฝ่ายไทย เปิดเผยว่า การเจรจาวานนี้ สหรัฐยื่นข้อเรียกร้องด้านคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สินค้ายารักษาโรค ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีเรื่องนี้อย่างชัดเจน จากสหรัฐเป็นวันแรก ซึ่งข้อเรียกร้องเป็นเอกสารเพียง 1 แผ่น ซึ่งไทยรับข้อเสนอของสหรัฐ แต่จะต้องนำไปศึกษาต่อ โดยตนยืนยันว่ายังไม่มีการตกลงใดๆ กลับไปทั้งสิ้น ซึ่งการเจรจาจะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนให้เข้าถึงยาได้มากที่สุด ทั้งนี้ พบว่าข้อเสนอจากสหรัฐไม่ต่างจากที่คณะเจรจาฝ่ายไทยคาดไว้

"ไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่นิดเดียว กับข้อเสนอเรื่องยาจากสหรัฐ เป็นไปตามที่คาดไว้ทั้งสิ้น ซึ่งไทยจะยึดหลักการไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน" นายนิตย์กล่าว

สหรัฐกดดันขอยืดเวลาคุ้มครองยา 5 ปี

รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า สำหรับข้อเสนอของสหรัฐในเรื่องยา มี 2 ประเด็นสำคัญ ตามความคาดหมาย โดยยึดหลักในการเจรจากับสิงคโปร์ โดยได้เรียกร้องให้ขยายระยะเวลา ของการถือครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี จากข้อตกลงทริปส์ เป็น 25 ปี ในกรณีที่การพิจารณาการออกสิทธิบัตรล่าช้า หรือมีความล่าช้า ในกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยา

นอกจากนี้ สหรัฐยังได้กำหนดเรื่องสิทธิผูกขาด ในข้อมูลผลการทดสอบ ความปลอดภัยของยาและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (data exclusivity) การให้สิทธิเด็ดขาดแก่บริษัทยาต้นตำรับ ด้วยการห้ามผู้ใดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกันอีกเป็นเวลา 5 ปี หรือขยายเวลาการคุ้มครองข้อมูลทางการค้าเป็น 5 ปี นับแต่วันขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ของบริษัทต้นตำรับ และห้ามสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับขึ้นทะเบียนตำรับยาของบริษัทยาชื่อสามัญ เพราะถือว่าเอาข้อมูลของยาต้นตำรับมาใช้อ้างอิง

อนุทินกร้าวไม่รับข้อเสนอสหรัฐ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเด็นสิทธิบัตรยา ที่ฝ่ายสหรัฐ จะยื่นมาให้กับไทยในครั้งนี้ ทางฝ่ายไทยจะรับข้อเสนอดังกล่าวไว้ก่อน ยังไม่มีการตกลงหรือผูกมัดเงื่อนไขใดๆ ไว้ทั้งสิ้น ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาศึกษาอย่างรอบคอบ เพราะฝ่ายไทยมีจุดยืนในเรื่องดังกล่าวชัดเจน

โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นทะเบียนยา (DATA EXCLUSIVITY) ที่สหรัฐต้องการให้ประเทศที่จัดทำเอฟทีเอด้วย จะต้องรักษาความลับสูตรยา หลังจากหมดอายุคุ้มครองสิทธิบัตรต่อไปอีก เป็นระยะเวลา 5 ปี เป็นเรื่องที่ต้องจะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่น กรณีที่สหรัฐทำเอฟทีเอกับสิงคโปร์ บาห์เรน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศยอมรับในเงื่อนไขนี้ แต่ไทยไม่ใช่ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจน ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ ต่างจากสิงคโปร์ที่มีโรงงานผลิตยาจำนวนมาก

"สหรัฐจะอ้างว่าสิงคโปร์หรือบาห์เรนรับข้อเสนอไม่ได้ เพราะไทยจะต้องเจรจาบนพื้นฐานประชาชนของเรา และเศรษฐกิจของประเทศชาติ และไม่ต้องการให้สหรัฐมาจำกัดแบบนี้ แม้ว่าข้อมูลใดๆ ที่แจ้งต่อรัฐ จะถือเป็นข้อมูลสาธารณะ แต่ปกติเราจะปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับ ในระดับหนึ่ง ไม่ต้องกลัวว่าไทยจะนำไปเผยแพร่" นายอนุทินกล่าว

ยันไทยต้องสามารถผลิตยาฉุกเฉินได้

นอกจากนี้ จุดยืนที่ไทยจะต้องรักษาไว้อีกอย่าง คือ สิทธิในการผลิตยากรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นทางด้านสาธารณสุข (Compulsory License) ซึ่งเป็นข้อกำหนดภายใต้กรอบข้อตกลงทริปส์ และปฏิญญาโดฮาว่าด้วยข้อตกลงทริปส์ และสาธารณสุข ภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกสามารถผลิตยาได้ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาด เป็นต้น เป็นสิ่งที่ไทยจะทำได้ เช่น กรณีการเรียกร้องให้ผลิตยารักษาโรคเอดส์ แต่ไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างไม่มีเหตุผล เพราะจะเสียเครดิตในการใช้สิทธินี้ ประกอบกับผู้ค้าต่างประเทศ อาจมีการตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรสินค้าส่งออกจากไทยแทน

"การเจรจาในครั้งนี้ เราก็รับข้อเสนอสหรัฐไว้ แต่อย่าบอกว่าต้องทำตามที่เสนอ เพราะถ้าอย่างนั้นผมก็โยนแฟ้มคืน เรากำลังจะทำการเจรจาเอฟทีเอที่รับได้ทั้ง 2 ประเทศ ผมไม่ได้บอกว่าวิน-วิน เพราะขนาดของประเทศไม่เท่ากัน แต่บอกว่าทั้งสองฝ่ายต้องรับได้ และไม่อยากให้หยุดการเจรจาไปเฉยๆ ถ้าจะหยุดก็ให้มันล้มอยู่บนโต๊ะเจรจาดีกว่า" นายอนุทินกล่าว

เลขาฯ อย.ยันต้องประกันประชาชนเข้าถึงยา

ศาสตราจารย์ ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ในเรื่องสิทธิบัตรยา ต้องรับประกันการเข้าถึงยา ของประชาชน ขณะนี้ อย.ได้ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดทำร่างเนื้อหาข้อบทด้านสิทธิบัตรของฝ่ายไทย ซึ่งจะยื่นต่อฝ่ายสหรัฐ คาดว่าจะมีการเจรจาครั้งต่อไปในเดือนเมษายน 2549

สำหรับอุตสาหกรรมยาในไทย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การผลิตยาเอง และการนำเข้าจากต่างประเทศ มีมูลค่าการตลาดแต่ละปีราว 1 แสนล้านบาท ครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยยานำเข้าเป็นยาสำเร็จรูป และเป็นยาเฉพาะโรค เช่น หัวใจ ความดันโลหิต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยา ไทยยังมีการผลิตน้อย ปัจจุบันมีโรงงานผลิตยา 158 แห่ง รัฐวิสาหกิจ 1 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม

เขากล่าวว่า ในเรื่องสถานการณ์ยาแพงการตั้งราคายา จะพิจารณา 2 แบบ คือ การตั้งราคาสอดคล้องกับจีดีพีของประเทศ และตั้งราคาเพื่อหากำไร ดังนั้น ภายใต้ระบบสิทธิบัตรจะทำให้บริษัทเหล่านี้ตั้งราคาได้ โดยไม่มีสิทธิเข้าไปดูแล อย่างไรก็ตาม จะต้องศึกษาข้อเสนอสหรัฐอย่างละเอียด อย่างน้อยก็จะใช้เวลาศึกษาจนถึงการเจรจารอบที่ 7

ศาสตราจารย์ ดร.ภักดี กล่าวว่า สำหรับยาที่จำเป็นที่ไทยต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น ยาที่รักษาโรคจากพฤติกรรม เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง เป็นต้น และยาที่ใช้รักษาโรคติดต่อได้ เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น โดยการใช้ยาเหล่านี้ อยู่ในการครอบคลุมการเข้าถึงยาภายใต้ทริปส์ด้วย

นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การเจรจาเครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ไทยเป็นฝ่ายเสนอการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในเรื่องข้าวไทย ผ้าไหมไทย โดยต้องการความคุ้มครองในระดับเท่าเทียมกับไวน์ในดับบลิวทีโอ

ยกมูลค่าจัดซื้อภาครัฐ300พันล้านดอลล์ล่อไทย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจาหัวข้อต่างๆ ล่าสุด ในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ได้หารือการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ การจัดซื้อจัดจ้าง โดยฝ่ายสหรัฐ แจ้งว่า สหรัฐมีมูลค่าการจัดซื้อสำหรับรัฐบาลกลาง เฉลี่ยปีละ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขอให้ไทยเปิดไฟเขียวในเรื่องนี้ สำหรับการเจรจาหัวข้อบริการ ไทยเสนอเรื่องการยอมรับคุณสมบัติของผู้ให้บริการระหว่างกัน รวมทั้งข้อเสนอเรื่องมาตรการปกป้องไว้ในเอฟทีเอ ซึ่งฝ่ายสหรัฐแสดงท่าทีนำกลับไปพิจารณา


อย.รับไม่ได้ข้อเสนอมะกัน ค้านผูกขาดยา ไทยขอยืดเสรีการเงิน10ปี

มติชนรายวัน วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10170

หวั่นเจ๊งซ้ำรอยเม็กซิโก สหรัฐยืนกรานให้แค่3ปี แม้วอ้างคุยบุช"ยิ้มทั้งคู่"

"แม้ว"บอกไม่รู้เรื่องเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ไม่คุยเรื่องโทรคมนาคม อ้างโทรคุยกับ"บุช"แล้วว่าข้อสรุปที่ได้ต้องยิ้มทั้งสองฝ่าย เผยสหรัฐรุกขอให้ไทยแก้ กม.สิทธิบัตร เพิ่มความคุ้มครองวิธีการรักษา ด้านเภสัช-แพทย์ออกมาค้านทันที ชี้หากรับข้อเสนอจะทำให้ค่ารักษาแพงขึ้น

@ "แม้ว"บอกคุยกับ"บุช"ต้องยิ้มสองฝ่าย

การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-สหรัฐ เมื่อวันที่ 12 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเจรจายังเป็นไปตามปกติ โดยมีการหารือกันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเปิดเสรีภาคการเงิน และสิทธิบัตรยา แต่ยังไม่มีข้อยุติ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกปัดไม่รู้รายละเอียดการเจรจาที่หลายฝ่ายข้องใจ ว่าทำไมถึงไม่มีการหารือการเปิดเสรีด้านโทรคมนาคม

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรณีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ทุกคนทำกันเต็มที่ และตนได้พูดกับนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐไปแล้วว่า การเจรจาเมื่อออกมาเป็นสัญญาแล้ว ทั้งสองฝ่ายต้องยิ้มได้ ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งยิ้มอีกฝ่ายหนึ่งร้องไห้ ตนเป็นคนพูดตรงๆ พูดอย่างนี้กับสหรัฐเลย

@ ไม่รู้เรื่องปิดเจรจาโทรคมนาคม

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมจึงไม่มีการนำเรื่องโทรคมนาคม เข้าเจรจาด้วย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่ทราบ รายละเอียดมีอะไรบ้าง ไม่รู้ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องการต่อรองไปต่อรองมา ยังไม่ทราบรายละเอียดเลย เพียงแค่บอกในหลักการว่าให้ยึดในผลประโยชน์อย่างไรเท่านั้น ถ้าว่ากันตามกรอบขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ก็เป็นไปตามกรอบอยู่แล้ว หากอยากรู้อะไรให้ไปถามนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ในการเจรจาบางช่วงบางตอนจะอนุญาตให้ผู้ที่คัดค้านเข้าไปนั่งฟัง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "มันมีที่ไหนเขาทำกัน วันหลังก็ไม่ต้องมีระบบการเลือกตั้ง ใครจะทำอะไรก็เชิญ 63 ล้านคนมาร่วม อีกหน่อยระบบเลือกตั้ง หรือระบบตัวแทนก็ไม่มีน่ะสิ"

เมื่อถามว่า กรณีที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้านจะทำให้การเจรจาเกิดการสะดุดหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว่า "คัดค้านเรื่องทำเอฟทีเอนี่เหรอ โอ๊ว...เสียงค้านมันมีทุกเรื่องแหละ ตื่นเช้ามาบอกว่าขอกินแฮมเบอร์เกอร์ ไม่กินข้าวต้ม ก็มีเสียงค้านแน่นอน รับรองเลย ถ้าผมกินแต่ข้าวต้ม คนก็บอกว่าเฮ้ย...ทำไมไม่กินแฮมเบอร์เกอร์ มันมีแน่นอนอยู่แล้ว"

@ ค้านเสรีการเงินหวั่นเจ๊งเหมือนเม็กซิโก

ส่วนบรรยากาศการเจรจาข้อตกลงเอฟทีเอไทย–สหรัฐ รอบที่ 6 ที่โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 12 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ มีหัวข้อการเจรจาที่สำคัญ ประกอบด้วย การเจรจาเรื่องการค้าการลงทุน สิ่งทอ การเงิน กฎหมาย อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทรัพย์สินทางปัญญา และภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจในการเจรจาอยู่ที่ภาคการเงิน โดยนักวิชาการและนักธุรกิจออกมาทักท้วง ถึงการเปิดเสรีทางการเงินว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม และอาจเสียเปรียบเหมือนกับเม็กซิโกที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐมาแล้ว

นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการเจรจาด้านการเงิน การจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมเจรจาว่า เป็นการหารือ เรื่องร่างความตกลงมาตรการ เพื่อความมั่นคง (prudential measures) และการเจรจาเรื่องการเปิดตลาดระหว่างกัน (Market Access) ด้านหลักทรัพย์ เพื่อวางแนวทางด้านเนื้อหาก่อนนำไปพิจารณาด้านกฎหมาย สำหรับธุรกิจภาคการเงินไทย ที่สหรัฐมีท่าทีสนใจเป็นพิเศษ คือ ธุรกิจให้บริการด้านที่ปรึกษาการลงทุน (advisory services) และการจัดตั้งกองทุนรวม (Mutual Fund)

@ ไทยขอยืดเวลาเปิดเสรีการเงิน10ปี

นายนริศกล่าวว่า การเจรจาครั้งนี้ไทยได้อธิบายถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องปกป้องภาคการเงิน เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์ ธนาคาร และประกันภัย เพราะเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ไทยได้แจ้งว่า มีหลายภาคส่วนที่ยินดีเปิดให้กับสหรัฐได้ทันที แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้ได้ ขณะที่บางธุรกิจไทยอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเปิดเสรีได้

นายนริศกล่าวว่า การที่ไทยต้องใช้เวลานานกว่าจะเปิดเสรีภาคการเงินได้ อาจต้องขอเวลาในการเปิดเสรีระหว่างกันนานถึง 10 ปี ซึ่งทางสหรัฐเห็นว่านานเกินไป โดยอ้างการเจรจาที่สหรัฐทำไว้กับสิงคโปร์ว่าเพียงแค่ 3 ปี สิงคโปร์ก็สามารถเปิดได้ทุกอย่าง แต่ไทยชี้แจงกลับไปว่าพื้นฐานของภาคการเงินไทยกับสิงคโปร์แตกต่างกัน หากเปิดเสรีในทันทีอาจทำให้เกิดปัญหา เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไทยเห็นมา ซึ่งสหรัฐเองก็มีท่าทีว่าจะเข้าใจ

"สิ่งที่ประเทศไทยยอมไม่ได้และต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือไทยจะต้องเจรจาไม่ให้เอกชนสามารถฟ้องร้องภาครัฐได้ นอกจากนี้ ไทยยังอธิบายถึงความจำเป็นเรื่องการจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น เพื่อการเก็งกำไร ด้วยการควบคุมการเปิดบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นฐานต่างประเทศ เพราะหากเกิดการเก็งกำไร จะส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเศรษฐกิจไทยโดยรวมได้" นายนริศกล่าว

@ ไทยขอใช้มาตรการป้องกันสินค้าเกษตร

รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า สำหรับผลการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่น คณะเจรจาได้ผลักดันให้สหรัฐยอมรับหลักการเรื่องการขออนุญาตล่วงหน้า ก่อนนำทรัพยากรไทยไปใช้ โดยให้ใส่เป็นขั้นตอนการรับจดสิทธิบัตร เพื่อป้องกันการจารกรรมทางชีวภาพ และการแบ่งปันผลประโยชน์หากมีการนำทรัพยากรไทยไปใช้ แต่การเจรจายังไม่สามารถหาข้อยุติได้

ขณะที่ภาคเกษตรทั้งสองฝ่ายหารือร่วมกันเรื่องการลดภาษี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะแจ้งรายการสินค้าแต่ละฝ่ายภายในเดือนมกราคม จากนั้นจะปรับปรุงข้อเสนอการลดภาษีสินค้าเกษตร ที่ไม่มีโควตาและยื่นให้แก่กันอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ประเทศไทยขอให้สหรัฐยกเลิกมาตรการอุดหนุนการส่งออกทุกรูปแบบ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของสหรัฐที่ส่งมาไทย เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด นม และให้ลดมาตรการอุดหนุนภายในสำหรับสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย เช่น ข้าว น้ำตาล พร้อมทั้งขอให้ใช้มาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรอ่อนไหวของไทย เช่น เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และผลไม้ โดยขึ้นภาษีนำเข้า หากมีการนำเข้ามากกว่าปกติ

ส่วนเรื่องสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ไทยขอให้ยกเว้นการกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไทยจะนำเข้า ว่าไม่ต้องมาจากประเทศสมาชิกเพื่อเปิดกว้างทางการผลิตมากขึ้น และให้ไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่สามได้

@ เผยมะกันบี้ไทยเพิ่มสิทธิบัตรวิธีรักษา

แหล่งข่าวกล่าวถึงเนื้อหาที่ฝ่ายสหรัฐ ยื่นข้อเสนอต่อฝ่ายไทยในประเด็นสิทธิบัตรยาว่า มีประเด็นที่น่าห่วงใยอย่างมาก เพราะนอกเหนือจากข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญหาที่เกี่ยวกับการค้า หรือทริปส์ผนวก (Trips Plus) อันเป็นประเด็นที่เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนห่วงใยทั้งหมด ได้แก่ 1.การผูกขาดข้อมูลทางการค้า 2.การขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 เป็น 25 ปี 3.การบังคับให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบสิทธิบัตรก่อนขึ้นทะเบียนยา 4.การจำกัดมาตรการบังคับใช้สิทธิ (Compulsory License) เพื่อผลิตหรือนำเข้ายาสามัญในกรณีวิกฤตหรือฉุกเฉินแล้ว ยังมีเรื่องที่สหรัฐเสนอต่อไทยเพิ่มเติมจากกรอบข้อตกลง ที่สหรัฐเคยทำกับประเทศสิงคโปร์ และบาห์เรนเป็นกรณีพิเศษ คือการเสนอให้ไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรให้คุ้มครองวิธีการรักษาด้วย

"ปัจจุบันกฎหมายสิทธิบัตรของไทยห้ามให้สิทธิบัตรวิธีการรักษา เพราะจะมีผลทำให้การรักษาพยาบาลแพงขึ้น จะส่งผลต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังยากจน และไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้" แหล่งข่าวกล่าว และว่า ในวงเจรจากรณีสิทธิบัตรนั้น ปรากฏว่ามีตัวแทนสมาคมผู้ผลิตและวิจัยผลิตภัณฑ์ยา (PReMA) ซึ่งเป็นสมาคมผู้นำเข้ายาจากต่างประเทศ และเป็นสาขาของสหพันธ์อุตสาหกรรมยา (PhRMA)ของสหรัฐ ที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลกลางสหรัฐ ร่วมผลักดันสิทธิบัตรยาให้อยู่ในเอฟทีเอนี้ด้วย

@ เภสัช-แพทย์ชี้กระทบสาธารณสุขไทย

ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่นางบาบารา ไวเซิล หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่ายาจะไม่แพง เป็นการบิดเบือน เพราะข้อเท็จจริงปัจจุบันยาของสหรัฐ ก็มีราคาสูงอยู่แล้ว ข้อเรียกร้องที่ยื่นต่อไทย จึงสะท้อนความต้องการผูกขาดตลาดยา ส่วนข้อเสนอให้ไทยเพิ่มการคุ้มครองสิทธิบัตร วิธีการรักษาและการวินิจฉัยทางการแพทย์นั้น จากการศึกษาที่สหรัฐ ได้ลงนามกับประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ บาร์เรน ไม่เคยปรากฏหัวข้อนี้มาก่อน

นพ.พงษ์เทพ วงศ์วชิระไพบูลย์ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า หากไทยยอมรับเรื่องสิทธิบัตรในวิธีการรักษา และวิธีวินิจฉัยโรคตามข้อเสนอของสหรัฐ จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบสาธารณสุขของไทย เพราะวิธีการรักษาทุกขั้นตอนอิงตามแบบตะวันตก และยังไม่การผลิตความรู้ทางการแพทย์ใดๆ ภายในประเทศ

@ อย.ยันไม่คุ้มครองข้อมูลทดสอบยา

ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้รับข้อเสนอของสหรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 11 มกราคม ซึ่งเสนอให้ไทยคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากกว่าทริปส์ ซึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับยาและเวชภัณฑ์มี 2 ส่วน คือสิทธิบัตรยา และการคุ้มครองข้อมูลยา (Data Protection) เบื้องต้นคณะทำงานด้านยาจะยึดการเจรจาตามความตกลงทริปส์ และหากขอให้คุ้มครองการให้สิทธิผูกขาด ในข้อมูลการทดสอบยา และผลิตภัณฑ์เคมี (Data Exclusivity) นั้น ไทยให้ไม่ได้ แต่ให้ได้เพียงความคุ้มครองข้อมูลเท่านั้น รวมทั้งจะไม่ยอมรับข้อเสนอที่ทำให้ไทยเสียหายอย่างเด็ดขาด

"ข้อเสนอของสหรัฐที่ให้มาเข้าใจยาก ดังนั้นเราจึงต้องใช้เวลาในการตีความว่าที่สหรัฐเสนอมาหมายความว่าอย่างไร เพราะเป็นการยื่นมาครั้งแรก เราจึงไม่มีโอกาสพิจารณา ซึ่งสหรัฐก็เข้าใจว่าเราต้องใช้เวลาในการพิจารณา ก่อนแสดงท่าทีว่าจะเป็นอย่างไร" ศ.ดร.ภักดีกล่าว และว่า คาดว่าจะมีการเจรจาครั้งต่อไปในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระหว่างนี้คณะทำงานที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยา จะหารือกันถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และข้อเสนอของไทย

@ ยืดเวลาสิทธิบัตรยา-ราคาแพงแน่

ศ.ดร.ภักดีกล่าวว่า ข้อเสนอสหรัฐในส่วนของสิทธิบัตรระบุแต่เพียงว่าให้ยืดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรออกไป จากความตกลงทริปส์ที่ระบุว่าให้คุ้มครอง 20 ปี แต่ไม่ได้ระบุว่าจะยืดเวลาออกไปอีกกี่ปี อย่างไรก็ตาม หากยืดระยะเวลาออกไปจะส่งผลกับราคายา และการเข้าถึงยาของคนไทย แม้ว่าหลังการลงนามเอฟทีเอ ราคายาจะไม่ได้ขึ้นไปโดยอัตโนมัติ แต่หากไทยผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ได้ช้าลงจะทำให้เกิดการผูกขาดยา ที่มีสิทธิบัตรในตลาด ทำให้ราคายาแพง ซึ่งกระทบกับผู้มีรายได้น้อย และสิทธิประโยชน์ของประชาชน ตามโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (โครงการ 30 บาท )

"หากมีการยืดระยะเวลาการคุ้มครองออกไปจริงๆ จะมีผลกับราคายา เช่น ยาต้านไวรัส (ARV) ที่ใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งปัจจุบันใช้ยาจีพีโอเวียร์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน แต่หากดื้อยา ซึ่งปกติจะมีการดื้อยาประมาณ 15-20% ของผู้ใช้อยู่แล้วจะต้องเปลี่ยนยาใหม่ ซึ่งยาที่จะใช้ส่วนใหญ่มีสิทธิบัตร ราคาจะแพงขึ้น 5-10 เท่าตัว หรือประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน หากต้องให้ยาต้านไวรัสครอบคลุมผู้ติดเชื้อ 50,000 คน รัฐจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ต่อปี" ศ.ดร.ภักดีกล่าว

@ ไทยยันไม่เร่งสรุปข้อตกลงภายในเม.ย.

นายอุตตม สาวนายน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ทางสหรัฐ ต้องการให้การเจรจาเอฟทีเอ ได้ข้อยุติภายในเดือนเมษายน 2549 ว่าเป็นแค่ความคิดของสหรัฐเท่านั้น ยืนยันว่าไทยจะยังคงดำเนินการต่อไปตามปกติไม่ได้เร่งรัดอะไร

ที่รัฐสภา นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดว่า ในรัฐสภาไม่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเอฟทีเอจึงไม่นำเรื่องเข้ารัฐสภา ว่านายกรัฐมนตรีดูถูกสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนอย่างมาก ทั้งที่สมาชิกรัฐสภามีความชอบธรรมในการร่วมพิจารณาเรื่องนี้ และหากดูระดับการศึกษาของสมาชิกรัฐสภาพบว่าสมาชิกจบปริญญาเอกร้อยละ 7.57 จบปริญญาโทถึงร้อยละ 48.14 ดังนั้นจะเห็นว่าคุณวุฒิของสมาชิกไม่ได้ด้อย สิ่งที่นายกฯพูดจึงไม่จริง เป็นการดูถูกกึ๋นสมาชิกรัฐสภา และดูถูกผู้แทนราษฎรของพรรคตนเองด้วย

"หากประชาชนเรียกร้องให้ยกร่าง พ.ร.บ.การทำเอฟทีเอ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหาในเรื่องการเป็นเจ้าภาพ หรือหากประชาชนจะเข้าชื่อ 50,000 คนเสนอกฎหมายผ่านพรรคเราก็พร้อม หรือจะมาร่วมกันร่างก็ไม่มีปัญหา" นายเกรียงศักดิ์กล่าว

หน้า 1


จับตาสหรัฐ ขอยืดคุ้มครอง "สิทธิบัตรยา" อย่าเอาการค้า มาแลกด้วยเลือดเนื้อ และชีวิต

โดย สุพรรณี สมนึก tan356@hotmail.com  มติชนรายวัน วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10170

การล่าถอยกลับของผู้ชุมนุมนับพันคนจากทั่วสารทิศ ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้เพื่อล้มการเจรจาเพื่อทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกาที่เจรจากันมา 5 รอบ จะได้รับชัยชนะ

แม้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์การทำเอฟทีเอ จะยอมตกปากรับคำว่า รัฐบาลจะไม่ยอมตกลงทำเอฟทีเอ หากทำให้เกิดการผูกขาดยา และต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ

แต่ก็น่าดีใจที่ประเด็นหลักอันเป็นประเด็นใหญ่ คือ การเจรจาด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทางสหรัฐได้แบไต๋ออกมาเป็นครั้งแรก ตั้งแต่มีการเจรจากันมาว่า ต้องการให้ไทยขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรจากเดิม 20 ปี ออกไปอีกไม่เกิน 5 ปี การคุ้มครองข้อมูลการทดสอบยาและผลิตภัณฑ์เคมี (Data Exclusivity) การจำกัดมาตรการบังคับใช้สิทธิ (Compulsory License) เพื่อผลิตหรือนำเข้ายาชื่อสามัญในกรณีวิกฤตหรือฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุข รวมไปถึงการบังคับใช้สิทธิหรือการนำเข้าซ้อน (Parallel Import) ถูกบอกปัดไม่นำมาเจรจาในครั้งนี้

จากท่าทีอันแข็งกร้าวจากทั้งนายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่รวมใจเป็นหนึ่งเดียวประกาศก้อง "ข้อเสนอนี้ของสหรัฐไทยรับไม่ได้ และจะไม่เจรจาอะไรที่ทำให้ไทยเสียเปรียบเด็ดขาด" ก็น่าจะทำให้คนไทยหายใจทั่วท้องขึ้น

แต่อย่าลืมว่าการเจรจานี้ "ยังไม่จบ" ไม่มีใครรู้ว่า ในการเจรจารอบหน้า ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ คณะเจรจาของไทยจะ "ถูกบีบ" ให้เอาผลประโยชน์ทางการค้าใดไปแลกเปลี่ยนบ้าง ประเด็นนี้สหรัฐได้ประโยชน์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสิทธิบัตรยาส่วนใหญ่อยู่ในมือบริษัทของสหรัฐเกือบทั้งนั้น หากไม่ได้ผลประโยชน์นี้จากการเจรจา จะเสียเวลามาหารือกันทำไมตั้งหลายรอบ

ตลาดยาในประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ที่หอมหวานเพราะแต่ละปีมีเงินสะพัดหลักแสนล้านบาท อุตสาหกรรมยาของไทยก็ไม่ได้รุดหน้า ที่ผลิตกันได้เองก็มีแค่ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแดง ยาหม่องทาถู "หากมีการยืดระยะเวลาการคุ้มครองออกไปจริงๆ จะมีผลกับราคายา เช่น ยาต้านไวรัส (ARV) ที่ใช้ในการักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งปัจจุบันใช้ยาจีพีโอเวียร์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน แต่หากดื้อยา ซึ่งปกติจะมีการดื้อยาประมาณ 15-20% ของผู้ใช้อยู่แล้วจะต้องเปลี่ยนยาใหม่ ซึ่งยาที่จะใช้ส่วนใหญ่มีสิทธิบัตร ราคาจะแพงขึ้น 5-10 เท่าตัว หรือประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน หากต้องให้ยาต้านไวรัสครอบคลุมผู้ติดเชื้อ 50,000 คน รัฐจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ต่อปี" ศ.ดร.ภักดีระบุ และว่า ไทยต้องมีปัญหาการเข้าถึงยาแน่ และจะกระทบไปถึงโครงการ 30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรคด้วย

ศ.ดร.ภักดียังระบุอีกว่า ในแต่ละปีคนไทยใช้เงินในการซื้อยาประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของคนไทย ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ที่จะใช้เงินซื้อยาเฉลี่ยประมาณ 20% เท่านั้น

ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้บริษัทยาข้ามชาติเล็งเห็นถึงเงินมหาศาลที่รออยู่โดยกดดัน บีบเค้น ให้ไทยรับปากยืดความคุ้มครองสิทธิบัตรออกไป เพราะหากการคุ้มครองยืดออกไปก็หมายความว่าบริษัทของคนไทย หรือแม้แต่องค์การเภสัชกรรม จะผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ได้ช้าลง บริษัทยาก็ผูกขาดตลาดได้นานขึ้น

อีกประเด็นที่ต้องระวังกันเป็นกรณีพิเศษ คือ เรื่องที่สหรัฐเสนอให้ไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรให้ความคุ้มครองขยายออกไปถึง "การวินิจฉัยโรค และวิธีการรักษา" ซึ่งจะส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น ถือว่าเป็น "ส้มเน่า" ที่หล่นใส่ไทย เพราะที่ผ่านมาสหรัฐไม่เคยเจรจาเรื่องนี้กับประเทศใดมาก่อน ไทยเป็นประเทศแรกที่สหรัฐเลือกจะเจรจา

ได้แต่ภาวนาให้รัฐบาลไทยมีท่าทีแข็งกร้าวในเรื่องนี้ต่อไป เพราะคนไทยคงยอมไม่ได้ที่จะให้สหรัฐเข้ามาครอบงำตลาดยา วิธีการรักษาพยาบาล อย่าไปใจอ่อนแม้ "มิตรที่แสนดี" จะเอาผลประโยชน์ก้อนโตมาล่อใจ และอย่าให้ความเป็นความตายของคนร่วมชาติมีค่าแค่ความร่ำรวยของคนไม่กี่คนเลย

หน้า 10


คนไทยมีสิทธิหรือไม่

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย ประชานิเวศน์  มติชนรายวัน วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10170

ไม่รู้ว่าการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ ที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 2 ปีแล้วนั้นจะจบลงเมื่อใด และอยู่ในรูปแบบไหน ก็ยากที่จะคาดเดาได้ เพราะความวุ่นวายที่ถาโถมเข้ามาใส่คณะเจรจาที่มีนายนิตย์ พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าทีมนั้นช่างมากมายเหลือเกิน

แต่เหนืออื่นใดความวุ่นวาย สับสน ส่วนใหญ่น่าจะมาจากการเจรจาระหว่างกันของไทยกับสหรัฐ ที่ดูปกปิด มีวาระซ่อนเร้นและปกปิดข้อมูลกับประชาชน เพราะไม่ว่าจะถามถึงข้อเสนอของไทย ข้อเสนอของสหรัฐ หรือแม้แต่ผลการเจรจาในแต่ละวันก็จะได้รับคำตอบเดิมๆ กลับมาจากตัวแทนคณะเจรจาฝ่ายไทย ว่า

"ทุกอย่างเป็นความลับ"

หรือยังไม่ได้ข้อสรุป ไม่สามารถเปิดเผยได้ ด้วยเหตุผลที่ว่ามีข้อตกลงกับสหรัฐไว้ว่าจะไม่เปิดเผยเอกสาร และรายละเอียดของผลการประชุม จนกว่าจะสิ้นสุดการเจรจา

ล่าสุดเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงหนักขึ้น จนถึงขั้นปิดล้อมโรงแรมเชอราตัน จนทำให้วันที่ 11 มกราคม คณะเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายต้องเผ่นหนีออกไปประชุมกันนอกเมืองแทบไม่ทัน แถมยังต้องอำพรางตัวเป็นนักท่องเที่ยวไปขึ้นรถตู้ เพื่อไม่ถูกรุมสกัดไปก่อน

วิธีการทั้งการหลบหนี อำพรางตัว ยิ่งเติมเชื้อความไม่ไว้วางใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมมากยิ่งขึ้น

ยิ่งปิด ก็ยิ่งอยากรู้

เพราะหากการเจรจาโปร่งใสจริง อย่างที่รัฐพยายามบอกมา เหตุใดจึงไม่เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนตาดำๆ อย่างกลุ่มผู้ชุมนุมหรือสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลบ้าง

นอกจากนี้ ในการเจรจาครั้งนี้ยังมีเรื่องแปลกเกิดขึ้น คือ สิ่งที่รัฐ และคณะเจรจาได้เพียรพยายามพูด ตอกย้ำกับกลุ่มผู้ชุมนุม และสื่อมวลชนมาตลอดระยะเวลา 2 ปีว่า ผลการประชุมถือเป็นความลับระหว่างประเทศ

แต่หลังจากเจรจาในแต่ละวัน ข้อมูลการเจรจากลับถูกนำมาเปิดเผยชนิดรายวันให้กับภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ฯลฯ ได้รับฟังโดยละเอียด

เมื่อสอบถามกลับไปยังคณะเจรจา ว่าเหตุใดเรื่องที่บอกกันว่าต้องเป็นความลับ จึงมีการสรุปผลการประชุมแต่ละวัน ให้กับภาคเอกชน ก็ได้รับฟังได้รับคำตอบที่น่าฉงนยิ่งว่า

"เอกชนน่าจะมีสิทธิได้รับทราบข้อมูล เพื่อเสนอแนะ และท้วงติง กลับมาได้"

โอ้โห! แล้วกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ กลุ่มผู้ชุมนุม และสื่อมวลชน ไม่สามารถมีสิทธิมีเสียง ในการเข้าร่วมรับฟังผลการเจรจา และแสดงความคิดเห็นบ้างด้วยหรือ

หรือกลุ่มเหล่านี้ถูกจัดไว้เช่นเดียวกับบรรดา ส.ส.ในสภาที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดูถูกไว้ว่า "ไม่มีความเชี่ยวชาญพอ"

ทั้งที่ทุกคนเป็นประชาชนชาวชาวไทยคนเหมือนกัน เสียภาษีเหมือนกัน

ที่สำคัญ นี่คือการเจรจาบนผืนแผ่นดินไทย มีผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติเป็นเดิมพัน จึงย่อมมีสิทธิที่จะได้รับรู้ร่วมกัน ปกป้องผลประโยชน์ด้วยกัน

ไม่ใช่ให้สิทธิคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้รู้ก่อน ว่ารัฐกำลังจะพาพวกเขาไปไหน ซึ่งถ้าพวกเขาพอใจ อยากได้ หรืออยากมี ก็ประเคนสิทธิประโยชน์นั้นให้

ถ้าคณะเจรจาฝ่ายไทย ยังคิดแบบนี้อยู่ เชื่อได้ว่า "ความรุนแรง" ในการต่อต้านการเจรจาก็คงไม่หนีไปไหน!!

หน้า 20


โหด เลว ดี ของเอฟทีเอ ตัดสินตรงไหน ?

ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549

ช่วงนี้ถ้าใครไม่ได้ยินและไม่ได้พูดถึงเรื่องเอฟทีเอ ก็คงจะถือว่าล้าสมัย เพราะประเทศไทยได้ทำเอฟทีเอ กับหลายประเทศและรายล่าสุด

ก็คือการทำกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ได้มีการประท้วงกันที่เชียงใหม่

การขยายตัวก้าวกระโดดของเอฟทีเอในระดับโลกนั้น แน่นอนว่า เป็นผลมาจากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ หรือเราสามารถเข้าใจง่ายๆ ว่า เป็นการค้าข้ามชาติ ข้ามภูมิภาค และข้ามทวีป เมื่อสงครามเย็นระหว่างฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาสิ้นสุดในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 ด้วยการล่มสลายของค่ายสังคมนิยมฝ่ายซ้าย ประเทศต่างๆ ก็ไม่ต้องทำสงครามทางการเมืองต่อไป แต่สงครามเศรษฐกิจกลับเข้มข้นขึ้น

มีข้อสงสัยอยู่ว่า แล้วโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจไปเกี่ยวอะไรกับเอฟทีเอ ที่เกี่ยวข้องกันเนื่องจากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อยู่ภายใต้คราบเงาของอุดมการณ์เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberal) ซึ่งมุ่งเปิดตลาดในประเทศต่างๆ โดยการใช้กลไกตลาดเสรีให้มากที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้เรียกกันแบบเหยียดๆ ว่า เป็นพวกนิยมความยึดมั่นถือมั่นทางตลาด (market fundamentalist)

เมื่อความคิดนี้ (ได้แก่ ประเทศกลุ่ม G8 และสถาบันเศรษฐกิจและการเงินโลก ทั้งองค์การการค้าโลก ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ซึ่งเป็นกลุ่มทรงพลังและสามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ จึงต้องมีกลไกที่จะดำเนินให้ความคิดของพวกนี้เกิดขึ้น ซึ่งกลไกนี้ก็คือสร้างการค้าเสรี เขตการค้าเสรี และข้อตกลงการค้าเสรี

ดังนั้น ผลกระทบของเอฟทีเอต่อคนในชาติ ก็คือผลกระทบของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจต่อคนในชาติ และการต่อต้านเอฟทีเอก็คือเรื่องของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ คงมองเห็นกันว่า มีรายการตามไปประท้วง และต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจแทบทุกครั้ง เมื่อสถาบันเศรษฐกิจและการเงินโลกหรือกลุ่มประเทศ G8 มีการประชุมกัน ซึ่งจะเป็นการประชุมในลักษณะของพหุภาคี (multilateral) ที่มีหลายประเทศเข้ามาประชุมร่วมกัน

แต่เมื่อเป็นการประชุมแบบทวิภาคี (bilateral) เช่น ในกรณีประชุมเอฟทีเอระหว่างไทยกับอเมริกา บทบาทของผู้ประท้วงซึ่งเป็นคนในชาติก็จะมีสูง เพราะจะเป็นผู้ที่ได้รับผลลัพธ์โดยตรงจากข้อตกลง

ปัญหาคือเอฟทีเอ (และโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ) โหด เลว และดีอย่างไร?

เอฟทีเอจะมีความโหดในแง่ ถ้าชีวิตทางเศรษฐกิจของคนในสังคมไทยไปขึ้นอยู่กับกลไกตลาดโลกแล้ว ก็เท่ากับว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนในชาติก็จะไปขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดโลกเช่นกัน และถ้าเมื่อใดระบบตลาดโลกปั่นป่วน ก็จะสร้างความไม่มั่งคงให้แก่ชีวิตของคนในชาติได้รวดเร็วและทันทีทันใด

อย่าลืมว่า บทเรียนจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี 2540 เกิดจากการเปิดเสรีทางการเงิน ที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกได้เร็วยิ่งกว่าติดจรวดนั้น ทำให้ประเทศเราประสบความไม่มั่นคง และหายนะทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมากเพียงไร ความไม่ดีของเอฟทีเอก็คือการที่ประเทศไทย จะตกเป็นเหยื่อของเจ้าตลาดโลกอย่างประเทศที่ทรงพลังทางเศรษฐกิจ ซึ่งครองความเหนือกว่าและได้เปรียบอยู่แทบทุกทาง และคงไม่ต้องพูดถึงสหรัฐเพราะเป็นเจ้าโลกทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจตัวจริง กล่าวคือเราอาจจะตกเป็นทาสของจักรวรรดินิยมใหม่ (neo-imperialism) ซึ่งเป็นจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ

แต่เหรียญนั้นมีสองด้าน ฉันใดก็ฉันนั้น เอฟทีเอมีโหดมีเลว แต่ก็มีดีด้วย ตัวอย่างที่ถูกนำมาอ้างถึงประโยชน์ของเรื่องการค้าเสรีอยู่เสมอๆ ก็คือ ตัวอย่างของจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่จนที่สุด และมีประชากรเยอะที่สุดในโลก 2 ประเทศนี้ได้เจริญขึ้นหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีความยากจนลดลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศในทวีปแอฟริกาซึ่งไม่ได้เข้ามาร่วมค้าเสรี และมีผลทำให้คงความยากจนอยู่อย่างนั้น

นอกจากนี้ ประเทศที่เปิดตัวต่อการค้าเสรีจะทำให้รายได้ต่อหัวมีเพิ่มมากขึ้น ประเทศในอุษาคเนย์ (โดยยังไม่นับรวมญี่ปุ่น) มีรายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น 5 เท่า นับตั้งแต่ปี 1950-2001 ซึ่งจะมีผลทำให้มาตรฐานของชีวิตคนในประเทศเหล่านี้ดีขึ้นด้วย

แต่มีผู้แย้งขึ้นมาว่า การดูที่ตัวเลขเหล่านี้คงต้องไปดูที่การกระจายตัวของรายได้ด้วย เช่น คงต้องดูว่าคนที่รวยขึ้นในจีนหรืออินเดียนั้น มีการกระจุกตัวหรือกระจายตัวมากน้อยเพียงไร

จากประเด็นต่างๆ คงทำให้พูดโดยไม่ลงไปในบริบทได้ยากว่าเอฟทีเอนั้น โหด+เลว หรือดี ดังนั้น คงต้องลงไปดูว่าในรายละเอียดของข้อตกลงการค้าเสรี ว่า มีข้อตกลงในแต่ละภาคเศรษฐกิจอย่างไร เช่น ภาคเศรษฐกิจการเงิน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม สื่อสาร หรือการท่องเที่ยวนั้น ภาคไหนมีข้อตกลงอย่างไร และประโยชน์จะมาตกอยู่ที่ใคร

ถ้าประโยชน์มาตกอยู่ที่ภาคเกษตรกรรม (รายย่อย) ซึ่งยังเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศและเป็นผู้ที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ การทำเอฟทีเอก็น่าจะมีอานิสงส์ที่ดี แต่ภาคการเกษตรนี้มักจะมีปัญหาอยู่เสมอๆ เพราะแม้แต่อเมริกาเอง หรือยุโรป ก็มักจะไม่ปล่อยให้เป็นการค้าเสรีตามกลไกตลาด โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้มักจะให้การอุดหนุน (subsidy) เกษตรกรของตัวเองเสมอ

เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าพิจารณาในรายละเอียดอย่างมากว่าภาคใดและใครจะได้ประโยชน์จากการทำเอฟทีเอกับอเมริกา และหวังว่าข้อมูลต่างๆ ของการตกลงคงจะได้รับการเปิดเผยจากทั้งฝ่ายไทยและอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจร่วมกันที่ดีของทุกฝ่าย

ท้ายสุดคงต้องขอประชาสัมพันธ์เล็กน้อยว่า ถ้าผู้อ่านสนใจที่จะหารายละเอียดของข้อถกเถียงต่างๆ ในเรื่องการค้าเสรีเพิ่มเติม ก็สามารถหาได้ในหนังสือของผม ชื่อ "โลกาภิวัตน์ บรรษัทข้ามชาติ บรรษัทภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท" ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปครับ


สหรัฐรุกเปิดเสรีการเงิน ให้ปรับตัว 3 ปีเท่าสิงคโปร์

กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549

สหรัฐรุกเปิดเสรีการเงิน ให้เวลาไทยปรับตัว 3 ปีเท่าสิงคโปร์ พร้อมขอผ่อนคลายเงื่อนไขลงทุนธุรกิจหลักทรัพย์ "นริศ" โต้ไทยไม่พร้อมรับเงื่อนไขนักลงทุนสหรัฐฟ้องรัฐบาล ย้ำต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคงการเงินของประเทศ ทีมเจรจาไทยผิดหวังสหรัฐไม่สนใจข้อกังวลสิทธิบัตรยา ขณะที่สิ่งทอเร่งสหรัฐเปิดตลาดทันที "ทักษิณ-สมคิด" ย้ำเจรจาได้ประโยชน์ 2 ฝ่าย ปชป. ล่า 5 หมื่นชื่อเสนอกฎหมายเจรจาการค้า

ดร.นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะหัวทีมเจรจาบริการด้านการเงินเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เปิดเผยว่า การประชุมวานนี้ได้เจรจา 2 ประเด็นสำคัญ คือ มาตรการเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเปิดตลาดด้านหลักทรัพย์ เพื่อหาทางตกลงและวางแนวทางในเนื้อหา ก่อนพิจารณาเชิงเทคนิคทางกฎหมายต่อไป

โดยประเด็นมาตรการเพื่อความมั่นคง สหรัฐได้พิจารณาคำอธิบายของไทย ในมาตรการเกี่ยวกับการจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น เพื่อการเก็งกำไร โดยเฉพาะประเด็นการใช้มาตรการควบคุม การเปิดบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non-resident baht account ) ซึ่งอาจเป็นช่องทางที่ต่างชาติ นำไปใช้ในการเก็งกำไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

สหรัฐยังไม่สามารถให้ความชัดเจนว่า การใช้มาตรการดังกล่าว จะเข้าข่ายเป็นการใช้มาตรการเพื่อความมั่นคง ซึ่งได้รับการยกเว้นให้ไทยสามารถใช้มาตรการภาครัฐ เพื่อป้องกันปัญหาได้ ภายหลังความตกลงมีผลบังคับใช้

ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดธุรกิจหลักทรัพย์นั้น สหรัฐต้องการให้ไทยผ่อนคลาย ให้นักลงทุนสหรัฐเข้ามาทำธุรกิจให้บริการด้านที่ปรึกษาการลงทุน และการจัดตั้งกองทุนรวม ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของไทย ได้รับฟังข้อเสนอของสหรัฐไว้แล้วเช่นเดียวกัน

กดดันให้ไทยสงวนภาคการเงิน3ปีเท่าสิงคโปร์

”การเจรจาครั้งนี้ สหรัฐมีความเข้าใจไทย ซึ่งเราได้แจ้งไปว่า บางอย่างเราเปิดเสรีได้ทันที แต่บางอย่างอาจต้องขอเวลานานถึง 10 ปี ซึ่งสหรัฐถามว่าทำไมนาน สิงคโปร์ยอมเปิดเสรีทั้งหมด ภายใน 3 ปีเท่านั้น ซึ่งไทยได้แจ้งไปว่า ไทยและสิงคโปร์ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราจะต้องรักษาไว้คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมหภาค ต้องแน่ใจว่า หากเกิดวิกฤติจะต้องมีเงินในประเทศ ที่รักษาความมั่นคงไว้ได้ และเรายอมไม่ได้ ที่เอกชนสหรัฐ จะฟ้องร้องค่าเสียหายรัฐบาลไทย “ ดร.นริศ กล่าว

เขากล่าวว่า การเจรจารอบนี้มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ บริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งเจรจาแล้ว กำหนดจะยื่นข้อเสนอกันและกันในเดือนกุมภาพันธ์ เรื่องประกันภัย ที่จะเจรจาในวันนี้ (13 ม.ค.) และการธนาคาร

นักวิชาการชี้ไทยถูกยึดภาคธนาคารแน่

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลเอฟทีเอไทย-สหรัฐอยู่ที่การเปิดเสรีการเงิน เพราะธนาคารของสหรัฐ มีเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจมากกว่าผู้ประกอบการไทย ซึ่งหากธนาคารของสหรัฐเข้ามาดำเนินการได้อย่างเสรี จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการไทยซึ่งติดต่อธุรกิจกับต่างชาติ จะเลือกใช้บริการของธนาคารสหรัฐ จึงมีความได้เปรียบ ในขณะที่ธนาคารของไทยยังไม่มีความพร้อม

ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาคการเงินมีสัดส่วนถึง 70 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพราะเงินกู้และเงินฝากมีจำนวนถึง 5.6 ล้านล้านบาท หากธนาคารของไทยปรับตัวแข่งขัน กับธนาคารของสหรัฐไม่ได้ จะทำให้ธนาคารสหรัฐเข้ามาแย่งสัดส่วน การบริการภาคการเงินได้ถึง 30-50 % ของจีดีพี คณะเจรจาเอฟทีเอของไทย จึงต้องหารือกับสมาคมธนาคารไทยอย่างใกล้ชิดกว่าที่เป็นอยู่เพื่อให้ทราบข้อมูลว่าธนาคารไทย ต้องการเวลาในการปรับตัวเท่าใดและต้องการระดมเงินทุนในอนาคตปริมาณเท่าใด เพื่อให้คณะเจรจานำไปต่อรอง

ชี้บลจ.เน้นลูกค้าระดับบนกระทบ

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า หากไทยเปิดให้สหรัฐเข้ามาลงทุนในกิจการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมมากขึ้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือบริษัที่เน้นลูกค้าระดับบน เนื่องจากกองทุนจากสหรัฐ จะมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า ดังนั้นลูกค้าอาจจะมั่นใจในบริษัทสหรัฐแล้วมีการโยกเงินออกไป ขณะที่บริษัทขนาดกลางและเล็ก คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบ

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากรัฐบาลไทย จะเปิดให้สหรัฐเข้ามาทำธุรกิจ บลจ.มากขึ้นตามข้อเสนอนั้น รัฐบาลคงประเมินแล้วว่า บริษัทไทยแข่งขันได้ โดยก่อนเปิดเสรี รัฐบาลต้องเตรียมพร้อม หรือหามาตรการ ให้เอกชนเร่งปรับตัวเร็วกว่ากำหนด

แถลงการณ์ผิดหวังสหรัฐกำหนดท่าทียา

ภายหลังการเจรจาตลอด 3 วัน ที่ผ่านมา คณะเจรจาฝ่ายไทยได้ออกแถลงการณ์ แสดงความผิดหวังต่อข้อเสนอของสหรัฐ ในประเด็นสิทธิบัตร ภายหลังสหรัฐไม่ได้นำข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย ที่มีมาก่อนหน้านี้ไปพิจารณา

โดยสหรัฐได้เสนอร่างเกี่ยวกับสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งฝ่ายไทยพิจารณาแล้ว และได้แสดงความผิดหวังต่อข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐไม่ได้นำเอาข้อห่วงกังวล ของคณะผู้แทนฝ่ายไทยไปกำหนด ในเนื้อหาสาระของร่างดังกล่าว โดยเฉพาะการเข้าถึงยาของคนไทย ที่ไทยเรียกร้องให้มีการกำหนดเงื่อนไข ที่ยืดหยุ่นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยา เพื่อประโยชน์ทางด้านสาธารณสุข ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐ ไม่ให้ความสำคัญประเด็นที่ฝ่ายไทยเคยเสนอ

ไทยรุกเปิดตลาดสิ่งทอทันที

นางนันทวัลย์ สกุนตนาค รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาหัวข้อสิ่งทอ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป กล่าวว่า จากการเจรจา เป็นเวลา 2 วัน ไทยเสนอให้สหรัฐ เปิดตลาดให้ไทยทันที สำหรับกลุ่มสินค้านี้ ขณะที่สหรัฐชะลอเวลาการเปิดเสรีออกไป และข้อเสนอของไทยการยืดหยุ่นกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตเส้นใย

“หลังการเจรจาสหรัฐกำหนดจะให้คำตอบ หลังสิ้นเดือนนี้ ว่าจะยอมตามข้อเสนอของเราหรือไม่ หรือมีข้อต่อรองอย่างไร ในห้องเจรจา สหรัฐก็ซักถามเหตุผล ว่าทำไมเราจึงขอไปเช่นนี้ ซึ่งฝ่ายสหรัฐรับที่จะไปหารือกับภาคเอกชนสหรัฐต่อไป“ นางนันทวัลย์ กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกหนังสือ “ผลการเจรจา เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ รอบ 6 วันที่สาม “ระบุการเจรจาหัวข้อทรัพย์สินทางปัญญา ระบุถึงร่างบทในเรื่องสิทธิบัตร ซึ่งฝ่ายไทยได้แสดงความผิดหวังต่อข้อเสนอดังกล่าว

โดยเห็นว่า ข้อเสนอของสหรัฐ น่าที่จะสะท้อนถึงความห่วงกังวลของคณะผู้เจรจาฝ่ายไทยที่ได้หยิบยกกับสหรัฐ ตลอดมาก่อนหน้านี้

ทักษิณย้ำผลเจรจาต้องยิ้มทั้ง2ฝ่าย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ ไม่น่าเป็นห่วง ทำกันอย่างเต็มที่ ตนพูดกับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิล ยู บุช ไปแล้วว่า การเจรจาให้ทำไปตามขั้นตอน

"แต่เมื่อเซ็นสัญญากันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะต้องยิ้มได้ ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งยิ้ม อีกฝ่ายหนึ่งร้องไห้ พูดตรง ๆ อย่างนี้ "

ส่วนการที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้านเช่นนี้ จะไม่ทำให้การเจรจาสะดุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เสียงค้านมีทุกเรื่อง ตื่นเช้าขึ้นมาจะเลือกกินแฮมเบอร์เกอร์ ไม่กินข้าวต้ม ก็ยังมีคนค้าน พอตนกินข้าวต้มก็จะมีคนออกมาค้านอีกว่า "ทำไมไม่กินแฮมเบอร์เกอร์ "

ส่วนการเจรจาบางช่วง จะเปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังได้ว่า นายกฯ กล่าวว่า มีที่ไหนเขาทำกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อีกหน่อยคงไม่ต้องมีระบบการเลือกตั้ง จะทำอะไรก็ต้องเชิญประชาชน 63 ล้านคนมาร่วมด้วย ระบบเลือกตั้ง ระบบตัวแทน ก็ไม่ต้องมี

สมคิดยันเกษตรไทยได้ประโยชน์เอฟทีเอ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในการเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ ยืนยันว่าภาคเกษตรกรรมไทย ไม่ได้เสียเปรียบทางสหรัฐเลย และเป็นโอกาสที่ไทยจะรุกตลาดสหรัฐมากขึ้น

ที่ผ่านมาภาคเกษตรกรรมไทย ได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ น้อยมาก มีเพียงสินค้าบางชนิด เช่น หอมและกระเทียม ที่มีผลกระทบ โดยต้องยอมรับว่าสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้ ไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันสู้ประเทศอื่นไม่ได้

อย่างไรก็ตามต้องเร่งปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร เพื่อรองรับการทำเอฟทีเอ โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณไว้กว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปช่วยแก้ไขผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร เช่น การปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ แทน โดยภายใน 3 เดือนนี้ กระทรวงเกษตรฯจะออกสำรวจเกษตรกร พร้อมกับทำแผนปฏิบัติและวงเงินสนับสนุนการปลูกพืชชนิดใหม่

เอ็นจีโอมะกันร่วมประท้วงเอฟทีเอ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวานนี้ว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันราว 30 คนได้เดินขบวนประท้วงบริเวณด้านหน้า สำนักงานตัวแทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ในกรุงวอชิงตัน โดยเรียกร้องให้ยุติการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ ) ระหว่างสหรัฐกับไทย เนื่องจากเห็นว่าจะทำให้ขั้นตอนการเข้าถึงยาในราคาถูก ซึ่งผลิตในประเทศ ที่ผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์ชาวไทยเคยได้นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ทั้งนี้ ตัวแทนองค์กรดังกล่าวยังกล่าวว่า การชุมนุมประท้วงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมกับผู้ประท้วงคนไทย 6,000 คนที่เรียกร้องในเรื่องเดียวกัน เพื่อให้เสียงเรียกร้องนี้ดังไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ไทยและสหรัฐกำลังเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงเอฟทีเอ

นายแมทธิว คาวาแนจ เจ้าหน้าที่กลุ่มรณรงค์ช่วยเหลือผู้ติดเอดส์ทั่วโลกเปิดเผยว่า ประเด็นใหญ่ก็คือ ถ้าข้อตกลงเอฟทีเอผ่านความเห็นชอบ ผู้ป่วย

ชาวไทยที่ติดเชื้อเอดส์จะถูกปฏิเสธไม่ให้ซื้อยาในราคาถูก เพราะในข้อตกลงเอฟทีเอ มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา ของบริษัทผลิตยาเอกชนของสหรัฐ

"เราอยากให้สหรัฐเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน เหนือกว่าประโยชน์ของบริษัทยาชีวิตของประชาชนเหมือนอยู่บนเส้นด้าย" นายคาวาแนจ กล่าว

ชี้นายกฯเลี่ยงไม่ถกเอฟทีเอในรัฐสภา

นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า จะไม่นำข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญนั้น เป็นการดูถูกความรู้ความสามารถของ ส.ส.และส.ว.ทั้งที่สมาชิกรัฐสภาชุดนี้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย และสหรัฐ และครอบคลุมมากกว่าคณะเจรจาที่มีเพียงผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานในวงราชการเป็นส่วนใหญ่

รัฐสภาเป็นกลไกที่มีความเหมาะสมในการที่รัฐบาลจะทำความเข้าใจกับประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี เพราะ ส.ส.และ ส.ว.เป็นตัวแทนของประชาชนโดยชอบธรรม การที่นายกฯ พยายามหลีกเลี่ยง การนำข้อตกลงเอฟทีเอเข้าสู่การพิจารณา จึงเป็นความตั้งใจกีดกันการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งตนเกรงว่ากระบวนการเอฟทีเอในปัจจุบันจะทำให้คนไทยไม่ได้รับประโยชน์ แต่ผลประโยชน์ตกเป็นของคนเพียงบางกลุ่ม การอ้างว่า ส.ส.และ ส.ว.ไม่มีความเชี่ยวชาญเพื่อต้องการหลบเลี่ยงไม่นำเอฟทีเอเข้าสู่ที่ประชุมของสภาฯเท่านั้น

ปชป.ล่า 5 หมื่นชื่อออกกฎหมายเจรจา

ตนขอเสนอให้มีการร่าง พ.ร.บ.กระบวนการพิจารณาการเปิดการค้าเสรี ที่กำหนดขั้นตอนกระบวนการพิจารณา การเปิดการค้าเสรีอย่างรอบคอบ เพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบ และให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยก่อนที่จะมีการตกลง จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ให้มีส่วนพิจารณารายละเอียดต่างๆ รวมถึงการจัดกลไกชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเป็นกลไกป้องกันการแทรกแซง จากผู้ที่จะแสวงหาประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า

นายเกรียงศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับการยกร่างพรบ.ดังกล่าว อยากให้ประชาชนร่วมผลักดันด้วย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเสียงข้างน้อยในสภาฯ การเสนอกฎหมายหากไม่มีเสียงประชาชน สนับสนุนเสียงข้างมากคงไม่เห็นด้วย จึงอยากให้ประชาชน 50,000 ชื่อเสนอยกร่างเป็นพ.ร.บ. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อร่วมกันยกร่าง โดยตนมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในฐานะรองประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ที่รับผิดชอบด้านกฎหมายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่