|
||||||||||||||
|
สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน
กับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10168 นับวัน คำถามหรือข้อโต้แย้งที่มีต่อการใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(Gross Domestic Product : GDP) ซึ่งใช้วัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพื่อบ่งบอกถึงมาตรฐานการครองชีพ และระดับของการพัฒนาประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ เพราะว่าจีดีพีเป็นการวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่ต้องสูญเสียไป จีดีพีเป็นการวัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่ จีดีพีจึงไม่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายรายได้ ไม่สะท้อนถึงความไม่สมดุลในการพัฒนามนุษย์ และสิ่งแวดล้อม จีดีพีจึงไม่อาจเป็นตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคมได้อย่างแท้จริง ได้มีความพยายามที่จะหาตัวชี้วัดใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงต้นทุนการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรียกว่า กรีนจีดีพี(Green GDP) ซึ่งกลุ่มประเทศสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ ได้นำระบบของกรีนจีดีพีมาใช้เป็นเวลานานแล้ว และประเทศจำนวนมากก็ตื่นตัวในการที่จะพัฒนาระบบการใช้ กรีนจีดีพี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการวัดการพัฒนา และรวมถึงการวางนโยบายในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงเป้าหมายในการพัฒนา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า น่าจะหมายถึงการทำให้ประชากรในประเทศมีความสุขเพิ่มมากขึ้น การวัดระดับของการพัฒนาจึงไม่อาจจะจำกัดอยู่เพียงการใช้กรีนจีดีพีเท่านั้น หากจะต้องมีการผนวกบริบททางสังคมเข้ามาด้วย ดังนั้น จึงได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ๆ ขึ้น ที่สามารถมองได้หลายมิติ มิใช่เพียงมิติเดียวอย่างจีดีพี สหประชาชาติได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของประชากร โดยใช้ตัวชี้วัด 3 ตัวหลักคือ ช่วงอายุ(ชีวิต)ของประชากร ระดับการศึกษา และรายได้ที่แท้จริง เรียกว่า ดัชนีชี้วัดการพัฒนาของมนุษย์(Human Development Index : HDI) มาเป็นดัชนีวัดความอยู่ดีมีสุขของประชากรในประเทศต่างๆ ประเทศภูฏาน โดยพระราชาธิบดีจิกเม ซิงเย วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏาน ได้เสนอแนวคิดเรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติ(Gross National Happiness : GNH) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ซึ่งคณะรัฐบาลชองประเทศภูฏานได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดนี้ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก จนเกิดการศึกษา อภิปราย การจัดประชุมนานาชาติขึ้นหลายครั้งในประเทศต่างๆ ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาของประเทศภูฏานโดยยึดหลักความสุขมวลรวมประชาชาติ เป็นการรักษาความสมดุลระหว่างวัตถุนิยมและจิตวิญญาณนิยม การใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยสูญเสียหรือมีต้นทุนทางสังคมให้น้อยที่สุด มีขอบเขตอยู่ 4 ด้านสำคัญคือ 1.การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ 2.การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 3.การส่งเสริมวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี 4.การมีธรรมาภิบาล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเลียงโป จิกมี ธินเลย์ ได้อธิบายว่า หากปราศจากธรรมาภิบาลแล้ว ก็ไม่มีเป้าหมายประการใดจะบรรลุผลสำเร็จได้ และถ้าดูโดยผิวเผินแล้ว เป้าหมายทั้ง 4 ประการอาจจะขัดแย้งกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วกลับส่งเสริมซึ่งกันและกัน การดำรงรักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมมักจะทำให้โครงการพัฒนามีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในระยะสั้น แต่จะให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ทางด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัจจัยที่ช่วยยับยั้งการไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมืดบอด และส่งเสริมการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป การลดความเห็นแก่ตัวและการกังวลถึงแต่ตนเอง มักจะถูกตีความว่าเป็นการหันหน้าหนีจากโลกที่เป็นอยู่และต่อต้านการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงในทางบวก แต่สำหรับสังคมภูฏานแล้ว การลดความกังวลถึงแต่ตนเองเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการสร้างข่ายใยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ให้ความสุขได้มากขึ้น รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนกันเสมอไป ข้อความนี้ได้รับการพิสูจน์ไม่เพียงในประเทศภูฏานเท่านั้น หากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และความสุขของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็ชี้ให้เห็นผลเช่นนั้น เช่น ในกรณีสหรัฐอเมริกาที่พบว่า แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ระดับของความสุขไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด คุณหมอประเวศ วะสี ได้อธิบายไว้ว่า ความสุขประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้านด้วยกัน คือ 1.ความเป็นอยู่ที่ดีทางกาย ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องสุขภาพทางกาย เศรษฐกิจแบบพอเพียง และระบบนิเวศที่สมบูรณ์ 2.ความเป็นอยู่ที่ดีทางใจ ครอบคลุมเรื่องความเครียดลดลง ความมีสติ และสุขภาพใจที่ดี 3.ความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคม ครอบคลุมเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในครอบครัว ชุมชน และสังคม และรวมถึงการพัฒนาทางวัฒนธรรม 4.ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตวิญญาณ ครอบคลุมถึงเรื่องความเห็นใจ ทรรศนะการมองโลกที่ถูกต้อง และความเห็นแก่ตัวที่น้อยลง ในเอกสารเรื่อง แนวคิดและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ สำหรับแผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 ที่จะเริ่มใช้ในช่วงปี 2550-2554 มีประเด็นสำคัญหลายเรื่องคือ 1.ทบทวนผลการพัฒนาที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ในช่วงแผน 1-7 การเจริญเติบโตในระดับสูงของประเทศเกิดจากการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และแรงงานราคาถูกของประเทศมาใช้ จึงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอและเสื่อมโทรมลงไปมาก ขณะเดียวกันก็เกิดความขัดแย้งในสังคมจากความเหลื่อมล้ำของรายได้และการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์การพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และคุณภาพชีวิตเพิ่มมากขึ้น และในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ได้ยึดหลัก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่าง คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย แต่ทว่าจากข้อสรุปโดยภาพรวมยังพบว่า การพัฒนาของไทยยังขาดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บนต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 2.ทิศทางการพัฒนาในแผน 10 จะยึดหลักแนวคิดที่คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะมุ่งถึง "สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน" โดยมีการกำหนดกรอบการพัฒนา 2.1 ในการพัฒนาทุนทางเศรษฐกิจ จะต้องคำนึงถึงการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตของประเทศและความต้องการของตลาด รวมถึงการมีแผนการผลิตและการบริโภคที่จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 2.2 ในการพัฒนาทุนทางสังคม จะพัฒนาคุณภาพคนทั้งความรู้คู่คุณธรรมเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมการใช้คุณค่า เอกลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ดีงาม การสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.3 ในการพัฒนาทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะยึดหลักในเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อรักษาทั้งทรัพยากร และภูมิปัญญาให้สืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน เมื่อเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาของประเทศไทยที่กำหนดไว้ในแผน 10 กับแนวทางการพัฒนาของภูฏาน พบว่ามีแนวทางที่ใกล้เคียงกัน ในการที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ในลักษณะที่เชื่อมโยงกัน เพื่อเป้าประสงค์ในการบรรลุถึงความสุขอย่างยั่งยืนของคนในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดบางประการ กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีของภูฏานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า หากปราศจากธรรมาภิบาลแล้ว ก็ไม่มีเป้าหมายประการใดจะบรรลุผลสำเร็จได้ คำถามจึงย้อนกลับมาว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว รัฐบาลมีความแน่วแน่แค่ไหน ในการสร้างธรรมาภิบาล ขณะที่ปัญหาการคอร์รัปชั่นมีอยู่เกลื่อนทั่วประเทศ แนวทางการพัฒนาที่กำหนดไว้ จะทำให้บรรลุผลได้อย่างไร ในเมื่อนายกรัฐมนตรียังคงให้ความสำคัญกับตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเอาเป็นเอาตาย หน้า 6
|