หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
5 เวทีผู้รู้ สรุปผลดี-เสีย เอฟทีเอ "ไทย-สหรัฐ" แนะชะลอลงนามก่อน "เสียตัว"

มติชนรายวัน วันที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10166

*หมายเหตุ* : ข้อสรุปเบื้องต้นการประชุมกลุ่มย่อยเวทีนโยบายสาธารณะเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา ประโยชน์และผลกระทบ จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมวิทยุโทรทัศน์ไทย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2549

กลุ่มที่ 1 : กระบวนการเจรจา/อธิปไตยของประเทศ/ผลกระทบต่ออำนาจตุลาการ

(ประธานกลุ่ม ร้อยตรีวิจิตร อยู่สุภาพ วิทยากร อาจารย์เจริญ คัมภีรภาพ, รศ.พิชัยศักดิ์ หรยางกูล, ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์)

**ประมวลประโยชน์และผลกระทบ

1.ในด้านภาพรวม จากการประมวลประโยชน์และผลกระทบเห็นว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกานั้น ประโยชน์จะตกแก่คนกลุ่มน้อยแต่คนกลุ่มใหญ่จะเสียประโยชน์ ที่สำคัญที่สุดคือ การสูญเสียอำนาจอธิปไตยของประเทศ ตัวอย่างเช่น ทรัพยากรชีวภาพพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อาจถูกจดสิทธิบัตร เกษตรกรที่ใช้พันธุ์พืชจะไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือเอาไปปลูกต่อได้เพราะผิดกฎหมาย ตำรวจต้องถูกบังคับให้ไล่จับเกษตรกร เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ทั้งหมดนี้คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศ

2.จากการวิเคราะห์ข้อเสนอของฝ่ายสหรัฐ พบว่าข้อเสนอของฝ่ายสหรัฐได้เข้ามาแทรกแซง และเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตย ของประเทศไทย ทั้งในเชิงอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและการบริหารของรัฐ ตัวอย่างเช่น การที่ไทยต้องเข้าไปเป็นภาคีสิทธิบัตรระหว่างประเทศ (Patent Cooperation Treaty) การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (Union for Protection New Varieties of Plant) นั้นจะทำให้ไทยต้องแก้ไขกฎหมายภายใน เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงด้วย

**ข้อเสนอแนะ

1.การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ทั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศใดๆ ที่มีผบกระทบต่อเขตดินแดน อำนาจแห่งรัฐ หรือต้องแก้ไขกฎหมายภายใน เพื่ออนุวัตรตามข้อตกลงระหว่างประเทศนั้น ต้องนำเสนอให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ ก่อนการลงนามการทำเอฟทีเอกับสหรัฐ หากไทยยินยอมตามคำเรียกร้องของสหรัฐ จะมีผลทำให้ไทย ต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายสิทธิบัตร กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลจะรวบรัดลงนามเมื่อเจรจาแล้วเสร็จมิได้

2.หนังสือสัญญาของข้อตกลงต้องมีทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และอยู่ภายใต้การเจรจาที่มีความเท่าเทียมกัน การมีหนังสือสัญญาทั้งสองภาษาจะเป็นหลักประกันในการตีความข้อสัญญา เพราะในกรณีที่มีข้อขัดแย้งในการตีความ หากมีการตีความเป็นภาษาอังกฤษ ไทยอาจเสียเปรียบได้เนื่องจากมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การใช้หนังสือสัญญาเป็นภาษาไทย ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม ซึ่งได้รับผลกระทบจากสัญญา สามารถเข้าถึง ศึกษาและทำความเข้าใจในผลข้อตกลงดังกล่าวได้มากขึ้นด้วย

3.ข้อตกลงในเรื่องต่างๆ ควรมีอายุสัญญา เช่น 10 ปี 20 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อจะทำให้ผู้บริหารประเทศ และประชาชน สามารถมีทางออกได้ในกรณีที่ข้อตกลงสร้างผลกระทบ และสร้างความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ต่อประเทศชาติในอนาคต

4.กระบวนการเจรจาต้องมีระยะเวลาเพียงพอ โดยมีการพัฒนากรอบข้อตกลง (formulate draft) ขึ้นก่อน จากนั้นนำไปทดลองใช้ในระยะเวลาหนึ่ง มีการวัดผลว่าเกิดผลเช่นไร จากนั้นค่อยปรับปรุงให้ได้ร่างที่ต้องการ ก่อนที่จะนำผลของข้อตกลงไปบังคับใช้ในทางปฏิบัติ

5.กลุ่มมีข้อเสนอให้ยืดระยะเวลาการเจรจาออกไป

6.กระบวนการค้าเสรีต้องมีขีดจำกัดที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรม ไม่ผูกขาดในระบบการตลาด

7.การเจรจาต้องโปร่งใสและเปิดเผย หัวข้อของการเจรจาทั้งของไทยและสหรัฐ ให้รัฐสภาและประชาชนรับทราบ

8.ก่อนทำสัญญาข้อตกลงต้องผ่านการลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ

 

กลุ่มที่ 2 : การเงิน การคลังและการธนาคาร

(ประธานกลุ่ม ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม วิทยากร ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์, น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร, นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ)

**ประมวลประโยชน์และผลกระทบ

กลุ่มย่อยเรื่องการเงินการคลังและการธนาคารค่อนข้างเป็นกังวลกับการเปิดเสรีค่อนข้างมากในหลายประเด็น เช่น การเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐที่จะให้ไทยยอมรับหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) ซึ่งจะทำให้บริษัททางการเงินของสหรัฐ เข้ามามีบทบาทในกิจการธนาคาร ประกันภัย และบริการทางการเงินรูปแบบต่างๆ คาดว่าสิ่งที่สหรัฐเรียกร้องคือการยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ ข้อจำกัดสัดส่วนการบริหารของผู้ถือหุ้นต่างชาติ การขยายสาขาของธนาคาร ระยะเวลาในการอนุญาตเปิดกิจการ หรือการเปิดบริการทางการเงินรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

การเปิดเสรีทางการเงินอาจมีผลดีบางเรื่อง เช่น การสร้างความโปร่งใสเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การสร้างความตื่นตัวให้บริษัทในประเทศมีความตื่นตัวมากขึ้น แต่โดยภาพรวมธุรกิจการเงินการธนาคารในไทย ยังไม่อาจแข่งขันได้กับต่างประเทศ และมีความกังวลในการควบคุมการบริการทางการเงินที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ จนทำให้เกิดผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ และผลกระทบที่มีต่อประชาชนระดับรากหญ้า ดังปัญหาที่เกิดขึ้นกับการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

โดยในเชิงการเตรียมความพร้อมนั้น ไทยต้องเตรียมความพร้อมทางด้านกฎหมายการเงินของไทย เช่น ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายประกันเงินฝาก ฯลฯ เตรียมความพร้อมเพื่อรับผลกระทบจากความเชื่อมโยง ระหว่างธุรกิจการเงินกับธุรกิจอื่นๆ เช่น เทเลคอม และภาคเอกชนต้องให้ข้อมูลทั้งในเชิงรับ และเชิงรุก เพื่อให้คณะเจรจาสามารถต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

**ข้อเสนอแนะ

1.รัฐควรศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาโดยละเอียดอย่างรอบคอบ โดยศึกษาจากกรณีที่สหรัฐเจรจามาแล้ว เช่น ชิลี สิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

2.ไทยควรใช้หลักการเจรจาเพื่อการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกันในแต่ละเรื่องที่เท่าเทียมกัน

3.รัฐควรเปิดเผยข้อมูล บอกกล่าวข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา

4.ควรยืดเวลาการเปิดเสรีทางการเงินให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเงินการคลังของประเทศ และให้เงื่อนเวลาในการปรับปรุงการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อรองรับอย่างเพียงพอ

5.ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรมีแผนในการรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีในทุกสาขา เพราะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน

 

กลุ่มที่ 3 : เกษตรกรรม

(ประธานกลุ่ม นายสุธรรม วิชชุไตรภพ วิทยากร นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, นายสิทธิพร บุรณนัฎ, นายอดุลย์ วังตาล)

**ประมวลประโยชน์และผลกระทบ

1.การเปิดเสรีสินค้าเกษตรกรรมผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับบริษัท และธุรกิจการเกษตรมากกว่าจะตกสู่เกษตรกร ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับก็ไม่มีข้อมูลหรือตัวเลขที่ชัดเจนแต่ประการใด ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมมองที่ตัวเลขทาง GDP อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองที่จำนวนเกษตรกรด้วย

2.ไทยในฐานะผู้ผลิตสินค้าเกษตรโดยสุทธิจะเปลี่ยนเป็นผู้ซื้อสินค้าเกษตรแทน ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตการเกษตร และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมในท้ายที่สุด ผลกระทบนี้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เพราะภาคเกษตรกรรม ยังไม่พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง นโยบายทางเศรษฐกิจอย่างกะทันหันขนาดนี้ เกษตรกรเอง ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยน อาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ตัวอย่างเช่น ขณะนี้เกษตรกรที่เลี้ยงโคนมเลิกเลี้ยงไปแล้ว 20-30% และภายในปี 2009 ไทยอาจไม่มีผู้เลี้ยงโคเนื้อเหลืออยู่อีกเลย

3.ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะเกษตรกรไทยมีประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำกว่า แต่เกิดขึ้นจากสินค้าเกษตรชนิดเดียวกัน ของประเทศคู่เจรจามีราคาถูกกว่า เนื่องจากกระบวนการอุดหนุนภายใน (Domestic Subsidy) ให้กับเกษตรกรของตน

4.จากประสบการณ์การทำเอฟทีเอกับจีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าไม่มีผู้รับผิดชอบ และไม่มีกระบวนการรองรับผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างเพียงพอ ดังที่มีการอ้างว่ามีกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบหนึ่งหมื่นล้านบาท แต่กลับไม่มีโครงการแลผู้รับผิดชอบอย่างรูปธรรมที่จะช่วยเหลือเกษตรกร สาธารณชนถูกชวนเชื่อให้เข้าใจว่าเกษตรกรได้รับการเยียวยาแล้ว

**ข้อเสนอแนะ

1.เสนอให้มีการชะลอการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกาออกไป โดยเอฟทีเอที่ลงนามไปแล้วกับประเทศอื่น ที่เกษตรกรได้รับผลกระทบแล้ว อย่างชัดเจนต้องนำมาทบทวนใหม่

2.กระบวนการเจรจาต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย ให้เกษตรกรได้รับทราบเนื้อหาในการเจรจา และต้องเปิดเผยเนื้อหาให้ทราบ เป็นสาธารณะโดยผ่านสื่อมวลชนทุกชนิด ต้องจัดให้มีเวทีสาธารณะในระดับพื้นที่ อย่างน้อยในระดับจังหวัดด้วย กระบวนการเจรจาต้องให้ความสำคัญต่อเกษตรกรและแรงงานซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ด้วย ไม่ใช่ให้ความสำคัญเฉพาะพ่อค้าและนักอุตสาหกรรม ซึ่งมีเพียงร้อยละ 20

3.จัดตั้งคณะกรรมการเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งไม่ใช่มีเฉพาะข้าราชการเท่านั้น แต่ควรประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริง เช่น พ่อค้า นักอุตสาหกรรม เกษตรกร เป็นต้น โดยข้าราชการมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและช่วยเหลือ

4.ไม่ควรเร่งรัดการเจรจา ควรพิจารณาให้รอบคอบ โดยต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เช่น ศึกษาสถานภาพของอาชีพเกษตรกรแต่ละอาชีพว่าเป็นอย่างไร สามารถแข่งขันกับประเทศคู่เจรจาได้หรือไม่ ในสาขาใดที่ได้รับผลกระทบต้องปรังโครงสร้างภายในก่อนก่อนที่จะเจรจากับต่างประเทศ ดังตัวอย่างในออสเตรเลีย เป็นต้น

5.การลงนามในสัญญาใดๆ ก็ตาม ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียอธิปไตย ต้องผ่านมติรัฐสภา ต้องทำประชามติ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 และ 76

6.ต้องช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบแล้วอย่างเร่งด่วน เช่น เกษตรกรที่ปลูกพืชตระกูลหอม ผักและผลไม้เมืองหนาว และเกษตรกรกลุ่มโคเนื้อโคนม โดยต้องทำให้เกิดผลอย่างรูปธรรมโดยเร็ว

7.ภาครัฐควรเอาแนวทางในการเกลี่ยผลประโยชน์ระหว่างผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ เพื่อให้เกิดความสมดุลและความอยู่รอดของเกษตรกร

8.รัฐต้องสร้างสมดุลของการพัฒนาโดยเปิดโอกาส และสนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง

9.เกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล

 

กลุ่มที่ 4 : ทรัพย์สินทางปัญญา (สิทธิบัตรยา สิทธิบัตรในทรัพยากรชีวภาพ ลิขสิทธิ์ ฯลฯ)

(ประธานกลุ่ม นางสาวสุรีย์รัตน์ ตรีมรรคา วิทยากร ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก, รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์, นายวีรวัธน์ ธีระประสาธน์, นายปรีชา ส่งวัฒนา)

**ประมวลผลประโยชน์และผลกระทบ

จากการอภิปรายของกลุ่มพบว่าการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทยทั้งหมด เช่นจะทำให้ยามีราคาแพงขึ้น เกิดผลกระทบต่อการบริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (โครงการ 30 บาท) อุตสาหกรรมยาชื่อสามัญถูกทำลาย และรัฐบาลจะไม่มีเครื่องมือในการแก้ปัญหาสาธารณสุข โดยเนื้อหาการเจรจาที่จะยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาดประกอบไปด้วย

1) การขยายอายุสิทธิบัตรยา 5-10 ปี

2) การผูกขาดข้อมูลการทดลองยา (Data Excusivity - DE 5)

3) การให้หน่วยงานของรัฐ (อย.) ทำหน้าที่เป็นตำรวจสิทธิบัตร และทำให้ยาสามัญขึ้นทะเบียนล่าช้า

4) การจำกัดการใช้มาตรการยืดหยุ่นของข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การการค้าโลก (TRIPs) เช่น การบังคับใช้สิทธิ

5) การไม่ยอมรับการเข้าเป็นภาคีการคุ้มครองพันธุ์พืชระหว่างประเทศ (UPOV 1991)

6) การขยายสิทธิบัตรออกไปครอบคลุมพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิต

**ข้อเสนอแนะ

1.ควรมีความโปร่งใสเปิดเผยข้อมูล ในการเจรจากับประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจา

2.ข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ ควรผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อความรัดกุมป้องกันความเสียหาย

3.ทั้ง 2 ฝ่ายต้องยื่นข้อเสนอที่ต้องการสูงสุดเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อรองในการเจรจา โดยต้องมีข้อเสนอเชิงรุก เช่น ให้สหรัฐเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) สหรัฐควรเปิดเผยข้อมูลการจดสิทธิบัตร แจ้งที่มาของการนำทรัพยากรพันธุกรรม และคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย โดยถ้าสหรัฐไม่สามารถให้ในสิ่งที่ไทยเสนอ ก็ตัดในสิ่งที่สหรัฐเสนอเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

4.ชะลอการเจรจาออกไปจนกว่าจะพร้อม แล้วค่อยเจรจากับสหรัฐกันใหม่ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องพืช สัตว์ โดยในระหว่างนี้นั้นไทยต้องพัฒนาศักยภาพทุกด้านของประเทศในการพึ่งตนเอง เช่น การวิจัยในทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย อุตสาหกรรมยา เทคโนโลยีชีวภาพ

5.รัฐควรปรับปรุงนโยบายและกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนให้เข้มแข็ง รัดกุมมากขึ้น เช่น ภายหลัง 5 ปี ควรเปิดให้ยาสามัญเข้ามานับจากวันที่ยานั้นออกสู่ตลาดในประเทศไหนๆ ก็ตาม รวมทั้งแนวทางในการเพิ่มสมรรถนะนักวิจัย และภาคเอกชนของไทยให้สามารถแข่งขันได้ทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา

 

กลุ่ม 5 : การค้า การบริการ การลงทุน และภาคอุตสาหกรรม

(ประธานกลุ่ม นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ วิทยากร รศ.ดร.ลาวัลย์ ถนัดศิลปะกุล, ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี, นายสุรพล ว่องวัฒนโรจน์, นางภรณี ลีนุตพงษ์, ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม)

**ประมวลประโยชน์และผลกระทบ

ไทยจะได้ผลประโยชน์จากสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมบางประเภท โดยผลบวกที่ได้รับจะเป็นผลบวกทางเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ในขณะที่ผลกระทบจะมีค่อนข้างมาก เช่น

- อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะมีผลกระทบ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม ยกเว้นพวกร้านอาหารและภัตตาคาร

- การเปิดบริการสาธารณสุข ทำให้แพทย์ไม่เพียงพอในการให้บริการ

- ไทยจะเสียเปรียบการค้าขายและการให้บริการผ่านทาง Internet

- ไทยเสียเปรียบด้านแรงงาน แรงงานชาวอเมริกาจะเข้ามาพร้อมๆ กับการลงทุน ในขณะที่แรงงานไทยมีข้อจำกัด ในการเข้าตลาดสหรัฐ

- การเข้ามาใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของไทยโดยสหรัฐ

- การปฏิบัติเยี่ยงชาติ (National Treatment) คนอเมริกันจะได้สิทธิเท่าคนไทย

- ไม่สามารถบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยีได้ จึงได้ประโยชน์เฉพาะค่าแรง

- นโยบายของสหรัฐ ส่งออกสินค้าเกษตรให้มากขึ้น มีผลกระทบต่อเกษตรกรไทย

- ผลกระทบเรื่องอธิปไตยของรัฐ เช่น สิทธิในการออกกฎหมาย การใช้กฎหมาย

- แม้ข้อตกลงสามารถยกเลิกได้ทันที แต่จะมีผลผูกพันไปอีก 10 ปี

**ข้อเสนอแนะ

1.กระบวนการเจรจาต้องมีความพร้อมโดย

- ให้ประชาชนได้รับทราบ ให้ข้อมูลและมีส่วนร่วมให้มากกว่านี้

- การทำการศึกษาวิจัยทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

- รัฐมีสิทธิในการเจรจา แต่ควรมีการดำเนินการเพื่อให้เกิดความชอบธรรมด้วย การกำหนดประเด็นการเจรจาล่วงหน้า และให้มีการพิจารณาอนุมัติและรับรอง โดยผ่านรัฐสภา จัดทำประชาพิจารณ์

- องค์ประกอบของอำนาจเจรจา ควรมีภาคประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมเจรจาด้วย

- ข้อตกลงควรมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period)

- การประเมินผลจากการทำข้อตกลงเสรีทางการค้า ควรมีการจัดตั้งองค์กรในการประเมิน และกำหนดตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ และสังคม หากผลการประเมินไม่ดีก็ให้ยกเลิก

2.เนื้อหาการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดเสรีด้านการบริการ การลงทุน และอุตสาหกรรมนั้น ควรอยู่บนหลักการดังนี้

- เป็นการเจรจาโดยใช้ Positive List

- ไม่ควรทำสัญญาในลักษณะที่เมื่อลงนามแล้วมีผลใช้บังคับทันที

- ดูเนื้อหาการเจรจาให้ครบทั้ง 2 ด้าน เช่น สิ่งแวดล้อม และแรงงาน

- เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ยังไม่ได้มีการตกลงอย่างเป็นทางการ หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องทำข้อตกลง

3.การเยียวยาและการบรรเทาผลกระทบ

- ควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจนก่อนตกลง

- ส่งเสริม Cluster ของสินค้าหรือสิ่งที่เราได้รับประโยชน์จากข้อตกลงให้เกิดเป็นรูปธรรม

หน้า 2


สหรัฐหมกเม็ดเพิ่มสินค้าอ่อนไหว

กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549

ม็อบ 10 องค์กรนับหมื่นปักหลักต้านวันนี้ คาดสหรัฐรุกหนักเปิดเสรีภาคขนส่ง ไทยเตรียมทีมทรัพย์สินทางปัญญาโต้ลิขสิทธิ์ยา

เกษตรฯชี้เปิดเสรีไม่กระทบ

เปิดฉากถกเอฟทีเอวันนี้ ไทยรุกสหรัฐ เปิดตลาดสินค้ามีศักยภาพสูง หลังถูกหมกเม็ดเพิ่มรายการสินค้าในบัญชีอ่อนไหว หวังยื้อเวลาลดภาษีนาน 10 ปี ชี้การเจรจาลงลึกเปิดเสรีบริการ ธุรกิจขนส่งพัสดุด่วน เกษตรฯขอเร่งเปิดตลาดข้าว น้ำตาล และผลไม้เมืองร้อน ขณะที่สหรัฐบีบลดภาษีเนื้อโค

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ ว่าจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ยื่นรายการสินค้าที่ต้องการลดภาษีแล้ว แต่พบว่ามีบางรายการไม่ตรงกับความต้องการที่ไทยขอลดภาษีไป ล่าสุดสหรัฐยอมปรับปรุงรายการสินค้าลดภาษีให้ไทยแล้ว 2-3 รายการ แต่ต้องพิจารณาว่า การยอมตามข้อเสนอของไทย ต้องแลกเปลี่ยนกับข้อเรียกร้องใดคุ้มค่ากันหรือไม่

โดยต้องเจรจาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าต้องสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ สอดคล้องกับความสามารถอุตสาหกรรมในประเทศ แต่กรมศุลกากรจะดูแลทิศทางเดียวกันกับการผลิต

"เราต้องเจรจากัน หาข้อสรุปรอบเวลาการลดภาษี 0% ว่าสินค้าใดควรอยู่ในกรอบเวลาใด โดยกำหนดว่า จะมีการลดภาษี 3 แนวทางคือ ลดภาษีลงทันที ทยอยลดลงภายใน 5 ปี และกำหนดลดภาษี 10 ปี เพื่อให้อุตสาหกรรมทั้งไทย-สหรัฐ มีเวลาปรับตัวในการแลกรายการกัน พบว่ารายการที่สหรัฐส่งมา ยังไม่ตรงตามที่เราต้องการ ยังต้องเจรจากันต่อ" นางอภิรดีกล่าว

คาดสหรัฐรุกเปิดเสรีขนส่ง

อย่างไรก็ตาม รอบนี้น่าจะลงลึกในธุรกิจบริการ ที่น่าจะเจรจากันมากคือ ธุรกิจขนส่งพัสดุด่วน (เอ็กซ์เพรส ดิลิเวอรี่) เช่น ดีเอชแอล และเฟด-เอ็ก ซึ่งฝ่ายสหรัฐน่าจะมีข้อเสนออย่างใดอย่างหนึ่ง

ส่วนกำหนดการการเจรจาจะเสร็จสิ้นในกลางปีนี้ มองว่ามีความเป็นไปได้ เพราะมีการเจรจามาแล้ว 2 ปี โดยปกติการเจรจาเอฟทีเอจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี หากเจรจายืดยาวกว่านี้จะทำให้ต้นทุนการเจรจาสูงเกินไป

นางอภิรดี กล่าวว่า สำหรับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญานั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังเตรียมเรื่อง โดยประเด็นเรื่องยา ทางกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่ตรวจสอบยา จะเป็นผู้กำหนดแนวทางร่วมกัน

รายงานข่าวแจ้งว่า ไทยคาดว่าสหรัฐจะเปิดตลาดให้ทันที ได้แก่ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมทุกชนิด ขณะที่สินค้าที่คาดว่าสหรัฐจะลดภาษี 0% ใน 5 ปี ได้แก่ สินค้ารองเท้า มูลค่า 212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์พลาสติกบางรายการ มูลค่า 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เซรามิคมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้าว ผลไม้แปรรูป น้ำสับปะรด

สหรัฐยื้อลดภาษียาวกว่า 10 ปีหลายรายการ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอล่าสุด สินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ที่กลับถูกนำไปบรรจุไว้ในกลุ่มที่จะลดภาษียาวนานกว่า 10 ปี หรือลดภาษีภายใน 6-10 ปีเป็นจำนวนมากถึง 172 รายการ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เซรามิค ตลับลูกปืน เครื่องแก้ว โดยมีมูลค่าส่งออกทั้งสิ้น 735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 7% ของการนำเข้ารวมของสหรัฐจากไทย

ส่วนสินค้าที่ไทยคาดว่า สหรัฐจะลดภาษี 0% ใน 10 ปี ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋องมูลค่า 254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยานยนต์/ชิ้นส่วน มูลค่า 159 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองเท้ามูลค่า 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตามสหรัฐกลับต้องการลดภาษีมากกว่า 10 ปี กำหนดไว้ถึง 228 รายการในสินค้า 6 กลุ่ม ได้แก่ รองเท้า ปลาทูน่ากระป๋อง ยานยนต์ เครื่องจักรกลที่ใช้กับยานยนต์ (หัวเทียน แบตเตอรี่) เซรามิค แก้ว และกระจก ซึ่งมียอดส่งออกรวม 691 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 5% ของมูลค่าการนำเข้ารวมของสหรัฐจากไทย

ทั้งนี้ ไทยได้เสนอลดภาษีสินค้าเหลือ 0% ทันทีจำนวน 2,200 รายการ บวกกับสินค้าที่มีภาษีเป็น 0% อยู่แล้วจำนวน 168 รายการ ไทยจะมีอัตราภาษีเหลือ 0% ทันที 61% ของรายการสินค้า หรือคิดเป็น 74% ของมูลค่าการนำเข้า ขณะที่สหรัฐจะลดภาษีเหลือ 0% ทันที 1,990 รายการ บวกรายการที่มีภาษี 0% อยู่แล้วอีก 3,285 รายการ สหรัฐจะมีอัตราภาษีเหลือ 0% ทันที 74% ของรายการสินค้าทั้งหมด หรือ 80% ของมูลค่าการนำเข้า

เกษตรฯ รุกเปิดตลาดข้าว-น้ำตาล

นางอัญชลี อุไรกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ด้านการเกษตรนั้น จะมีการแลกเปลี่ยนรายชื่อสินค้าเกษตรที่ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องการให้ปรับลดภาษี โดยท่าทีของกระทรวงเกษตรฯ ต้องการเร่งให้มีการปรับในสินค้าข้าว น้ำตาล ขนมที่ทำจากข้าว และผลไม้เมืองร้อน ส่วนสหรัฐนั้นคาดว่าจะขอให้ไทย ยกเลิกภาษีนำเข้าเนื้อโค ข้าวโพด และถั่วเหลือง

ทั้งนี้ในส่วนของเนื้อโคนั้น สหรัฐยังมีปัญหาเรื่องวัวบ้า ดังนั้นการนำเข้าในขณะนี้ยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ขององค์การโรคระบาดสัตว์ หรือโอไออี ส่วนถั่วเหลืองนั้น ปัจจุบันแม้ไทยมีการเก็บภาษี 0 % แต่ก็มีเงื่อนไข ที่ผู้นำเข้าของไทยจะต้องรับซื้อถั่วเหลืองในประเทศให้หมดก่อน ซึ่งสหรัฐต้องการให้ยกเลิก

มั่นใจเปิดตลาดไม่กระทบเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การเจรจาในภาพรวมของด้านการเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก แม้ว่าปัจจุบันการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับสหรัฐนั้น จะมีการเปิดกว้างอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ไม่หนักใจในด้านการเจรจา ต่างกับการเจรจาสินค้าชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสินค้าบริการที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ

“สินค้าเกษตรเราทำการค้าเต็มที่อยู่แล้ว การเจรจาแทบไม่ต้องทำอะไร แต่เราต้องวางกรอบความต้องการให้ดูเท่านั้น ว่าเราต้องการอะไร และคิดว่าในภาพรวมของสินค้าเกษตรของการเจรจาครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับเกษตรกร“ นางอัญชลีกล่าว

นายสมชาย ณรงค์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มอกช.) กล่าวว่า การค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับสหรัฐนั้น ในด้านภาษีถือว่าสหรัฐเปิดกว้างให้กับไทยมาก แต่จากข้อเสนอของสหรัฐที่ต้องการให้ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตรบางตัว ที่มีผลกระทบกับเกษตรกรทั้งประเทศนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะต้องกำหนดกรอบการเจรจาให้รอบคอบ

กรณีที่ต้องการให้ไทยลดภาษีนำเข้าเนื้อโคเหลือ 0% นั้น ไทยคงทำไม่ได้ และสหรัฐมีปัญหาเรื่องวัวบ้า ที่การนำเข้า จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของโอไออี รวมทั้งโรงงานชำแหละจะต้องผ่านการตรวจ จากเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ของไทยก่อน

ซึ่งจากการตรวจสอบ และหารือกันในปีที่ผ่านมานั้น ได้รับความเห็นชอบจากกรมปศุสัตว์ของไทยแล้วเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยทางเจ้าหน้าที่ของสหรัฐจะต้องตอบคำถามด้านสุขอนามัยของการผลิตเนื้อโค กับทางกรมปศุสัตว์ของไทยอีกครั้ง อย่างสมบูรณ์ เช่น การควบคุมโรคปากเท้าเปื่อย วัวบ้า

ม็อบ 10 องค์กรนับหมื่นปักหลักต้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้าวานนี้ (8 ม.ค.) ที่โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทยกว่า 300 คน นำโดยนายกมล อุปแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และนายสมวงศ์ อุไรวัฒนา ตัวแทนมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมและซักซ้อมความเข้าใจ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมชุมนุมใหญ่กับเครือข่ายภาคประชาชน 10 องค์ กรที่จะเดินทางมาชุมนุมคัดค้าน

จากนั้น เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ เดินร่วมกับผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นไปตามถนนเจริญราษฎร์ ผ่านสะพานนวรัฐ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานกงสุลอเมริกาประจำ จ.เชียงใหม่ เพื่อทำพิธีตัดหัวหุ่นตัวแทนหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ รวมทั้งยื่นหนังสือให้หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ ผ่านสถานกงสุลอเมริกา ประจำจ.เชียงใหม่ เพื่อขอให้หยุดการเอารัดเอาเปรียบประเทศไทย จากนั้นจะเดินทางไปปักหลักชุมนุมที่หน้าโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง และโรงแรมเชอราตัน ซึ่งเป็นสถานที่ในการจัดประชุมเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ

นางสาวสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ตัวแทนกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) กล่าวว่า ผู้ชุมนุมจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ได้ทยอยเดินทางมาสมทบกัน โดยมีจุดนัดหมายที่หน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่ในการพักค้างแรม ในคืนแรก สิ่งที่ผู้ชุมนุมกังวลคือการเดินทางไปชุมนุมที่หน้าโรงแรมทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ในการประชุม เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะอนุญาตหรือไม่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มส่งตัวแทนเข้ามาสอบถาม ถึงกำหนดการประชุม ว่าการเคลื่อนขบวนว่าจะใช้เส้นทางใด นอกจากนี้ยังมีตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ทางกลุ่มจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมของเครือข่ายภาคประชาชน 10 องค์กรเพื่อคัดค้าน เอฟทีเอไทย-สหรัฐ คาดว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุม ประมาณ 7,000-10,000 คน

'ไกรศักดิ์'สมทบม็อบที่เชียงใหม่

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จะเดินทางไปร่วมกับ 10 องค์กรที่คัดค้าน การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐอเมริกา ที่เชียงใหม่ โดยจะนำข้อมูลผลเสียไปให้กลุ่มผู้คัดค้านรับทราบ เพราะหากรัฐบาลตกลงทำเอฟทีเอ กับสหรัฐจริง ประชาชนในระดับรากหญ้าจะได้รับผลกระทบ และที่สำคัญโครงการทฤษฎีแบบพอเพียงจะไม่สามารถใช้ได้ผลกับชาวบ้านเลย

ที่ผ่านมารัฐบาลควรถามความคิดเห็นประชาชน ส.ว.และ ส.ส.ในสภาก่อนที่จะมีการเปิดเจรจาเอฟทีเอ เพราะแต่ละคนไม่รู้เลยว่า รัฐบาลเจรจาเรื่องใดไปแล้วบ้าง และเกรงว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับการเปิดเจรจาระหว่างจีนกับออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามการเจรจาเอฟทีเอในครั้งนี้คาดว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือบริษัทยา ที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งมีการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว

ปชป.จี้เปิดเงื่อนไขเอฟทีเอไทย-สหรัฐ

นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีรัฐบาลไทย เตรียมเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ กับสหรัฐอเมริกา รอบที่ 6 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-13 มกราคม 2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า การผลักดันเจรจาทำเอฟทีเอกับสหรัฐของรัฐบาลเป็นการเจรจาที่มีข้อตกลงว่า จะไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงต่างๆ จนกว่าจะมีการลงนามให้สาธารณชนได้รับรู้

อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่รัฐบาลไม่นำเสนอต่อที่รัฐสภาก่อน จึงเป็นสาเหตุของการประท้วงโดยกลุ่มต่างๆ ทั้งเกษตรกร เอ็นจีโอ เพราะไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลที่ไม่เปิดเผยข้อมูล และไม่รับฟังความคิดเห็น นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังอ้างว่าหากไม่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐ ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ เพราะประเทศอื่นเสียภาษีต่ำกว่าไทยทำให้เราขาดดุลหรือเสียโอกาสทางการค้าถึง 7,000 ล้านเหรียญ

แต่ทำไมเมื่อไทยมีภาษีสูงกว่า สหรัฐทำไมไม่ชี้ผลการศึกษาให้ประชาชนเห็นว่า สินค้านำเข้าไทยจะเพิ่มเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งโดยหลักทฤษฎีและผลทางปฏิบัติที่ผ่านมาไทยจะขาดดุลมากขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้

“ประเทศที่เราเจรจาด้วย เขานำเรื่องผ่านสภาหมดทุกประเทศ ทั้งออสเตรเลีย สหรัฐ หรือแม้แต่นิวซีแลนด์ ที่เขานำเรื่องผ่านสภาหมด ทำไมประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีความพยายามโดยรัฐบาลไม่ผ่านเข้าสภา แต่ก็ไปตีความรัฐธรรมนูญแบบศรีธนญชัย ซึ่งมาตรา 224 ระบุไว้ชัดเจน ว่า หากมีการนำเรื่องผ่านสภา แต่ผมไม่ทราบว่ากลัวอะไร ที่ไม่ยอมนำเรื่องเข้าสภา แต่จะทำให้มีความละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ทำให้ส.ส.ที่มาจากประชาชน จะมีโอกาสได้เห็นเนื้อหาสาระที่จะไปเจรจากับเขา แต่รัฐกลับพยายามปิดบังเนื้อหา ที่จะไปเจรจากับสหรัฐจนกว่าจะลงนาม อย่างนี้เขาเรียกปิดตาชาวบ้าน และทำให้เราไม่ไว้วางใจรัฐในการเจรจา” นายเกียรติ กล่าว

เตือนไม่นำเข้าสภาอาจถูกถอดถอน

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไทย กำลังทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี กับสหรัฐอเมริกาว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรีดังกล่าวถือเป็นสัญญาที่ทำระหว่างรัฐต่อรัฐ และผูกพันผลประโยชน์ และสิทธิเสรีภาพของคนไทยทั้งชาติ อีกทั้งยังเข้าข่ายกระทบต่อเขตอำนาจแห่งรัฐของราชอาณาจักรไทยด้วย

ดังนั้น ก่อนที่จะทำสัญญาข้อตกลงเอฟทีเอ กับสหรัฐดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 อย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้น คณะรัฐมนตรีอาจต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่า “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย” อันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 303 ซึ่งสามารถเสนอถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

นายคณิน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 224 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดที่บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา”

นายคณิน กล่าวต่อว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่จะทำกับสหรัฐในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า นอกจากจะผูกพันคนไทยทั้งประเทศ และผลประโยชน์ของชาติอย่างกว้างขวางแล้ว ยังเข้าข่ายกระทบต่อเขตอำนาจรัฐของราชอาณาจักรไทย และมีผลทำให้ประเทศไทยต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่สามารถหลบเลี่ยง ที่จะไม่นำร่าง ข้อตกลงเขตการค้าเสรีดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบก็ได้ยืนยันหลายครั้ง โดยผ่านทางสื่อมวลชนว่า เป็น “สัญญา” ที่ไทยทำกับสหรัฐ เข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนตามวรรคสองของมาตรา 224 ดังกล่าวได้

นายคณิน กล่าวว่า หากรัฐบาลไทยทำสัญญาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐ โดยไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 เท่ากับว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้ลงนามในสัญญาข้อตกลงดังกล่าว ใช้อำนาจแทนรัฐสภาแห่งชาติ ตามมาตรา 224 วรรคสอง และยังใช้อำนาจของประมุขของประเทศ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง อีกด้วย ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะต้องไตร่ตรองและทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งอย่างรอบคอบที่สุด


เปิดฉากเอฟทีเอไทย-สหรัฐรอบที่ 6

กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันของไทยในเวที ซึ่งเป็นนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล "รักษาตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่" และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่ไทยทำเอฟทีเอด้วย

สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของไทย นอกจากจะเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยแล้ว นักลงทุนจากสหรัฐได้เข้ามาลงทุนค่อนข้างมาก และที่ผ่านมา ตลาดสินค้าในสหรัฐมีขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายของทุกประเทศที่ต้องการส่งออกไปยังสหรัฐ

รัฐบาลจึงเห็นว่าการทำเอฟทีเอกับสหรัฐ ไม่เพียงแต่จะทำให้สามารถรักษาตลาดไว้ได้ แต่อาจขยายตลาดได้มากขึ้นไปอีก เพราะไม่มีกำแพงภาษีหรืออุปสรรคทางการค้า

ส่วนข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นจากการทำเอฟทีเอนั้น ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ทั้งจากฝ่ายรัฐบาล นักการเมือง และองค์กรภาคประชาชน ซึ่งประเด็นก็คือรัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยการเจรจาให้รับรู้ก่อน และไม่ผ่านสภา อีกทั้งไม่มีการศึกษาผลกระทบหรือชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจอย่างแท้จริง แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่า จะส่งผลดีและเป็นประโยชน์กับประเทศ

การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐจึงเริ่มขึ้น หลังจากที่ไทย และสหรัฐได้ลงนามกรอบความตกลงทางการค้า และการลงทุน (Trade and Investment Framework หรือ TIFA)

จากนั้นมา มีการเจรจาระหว่างคณะเจรจาทั้งสองประเทศ รวม 5 รอบ และมีการเจรจานอกรอบ 1 ครั้ง โดยรอบแรกและรอบที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2547 และระหว่างวันที่ 11-15 ตุลาคม 2547 ที่มลรัฐฮาวาย รอบที่ 3 ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2548 ที่พัทยา รอบที่ 4 ระหว่างวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2548 ที่มลรัฐมอนทานา รอบที่ 5 ระหว่างวันที่ 26-30 กันยายน 2548 ที่มลรัฐฮาวาย และล่าสุด การเจรจานอกรอบ ระหว่างวันที่ 14-18 พฤศจิกายน 2548 ที่กรุงลอนดอน

พ.ต.ท.ทักษิณและนายจอร์จ บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องการจะให้การเจรจาจบลงภายในปี 2549

การเจรจารอบที่ 6 นี้ ยึดตามกรอบเดิม โดยแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 22 กลุ่ม คือ การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม การเปิดตลาดสินค้าเกษตร การเปิดตลาดสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า ระเบียบพิธีการด้านศุลกากร อุปสรรคเทคนิคทางการค้า มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ การลงทุน การค้าบริการ การเปิดเสรีภาคการเงิน โทรคมนาคม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดซื้อโดยรัฐ นโยบายการแข่งขัน แรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา การระงับข้อพิพาทและความโปร่งใส (กลุ่มกฎหมาย) ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การส่งเสริมขีดความสามารถทางการค้าและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

กลุ่มที่มีประเด็นอ่อนไหว เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา และแรงงานและสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีการตกลงใดๆ ในขณะที่กลุ่มที่มีลักษณะเป็นความร่วมมือ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการส่งเสริมขีดความสามารถทางการค้า และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นกลุ่มที่สามารถมีความคืบหน้าในการหารือเป็นอย่างมาก

กลุ่มการเปิดตลาดสินค้า ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม เกษตร สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป แหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัย และอุปสรรคทางการค้า

การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยน initial offers และ requests โดยครอบคลุมการลดภาษีสินค้าทุกรายการ ทั้งนี้ ในการเสนอ initial offers ของไทยในทั้ง 2 กลุ่ม ไทยแจ้งให้ทราบว่าข้อเสนอของไทยเป็น conditional offer และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของสหรัฐ และผลการเจรจาในกลุ่มอื่นๆ เช่น แหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัย (SPS) และอุปสรรคเทคนิคทางการค้า (TBT)

ในการยื่น initial request ของสินค้าเกษตร ฝ่ายไทยได้ระบุสินค้าเป้าหมาย ได้แก่ ข้าว tropical fruit salad น้ำผลไม้ น้ำตาล ข้าวโพดหวาน เห็ดปรุงแต่ง พาสต้า อาหารปรุงแต่งจากแป้ง เครื่องปรุงรสต่างๆ ในขณะที่ข้อเสนอสหรัฐ ได้แก่ เนื้อโค เนื้อหมู ผลิตภัณฑ์นม ข้าวสาลี ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง มันฝรั่ง ผลไม้เมืองหนาว ถั่วต่างๆ เช่น อัลมอนด์ พิทัชชิโอ อาหารสัตว์ กาแฟคั่ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเป้าหมายของไทย ได้แก่ รองเท้า ปลาทูน่ากระป๋อง กลุ่มยานยนต์ เครื่องจักรกลที่ใช้กับยานยนต์ เซรามิค แก้วและกระจก ส่วนสินค้าเป้าหมายของสหรัฐ ได้แก่ เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก อะลูมิเนียม เครื่องจักรกล และเครื่องใช้ไฟฟ้า สียาแนว

นอกจากนั้น ในการเจรจากลุ่มสินค้าเกษตร ทั้งสองฝ่ายยังหารือกันในเรื่อง export subsidies และไทยยังได้มีข้อเสนอในส่วน domestic subsidies ด้วย

การเปิดตลาดสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยน initial offers ของกันและกัน โดยไทยเสนอพร้อมที่จะลดเป็น 0 ทันทีทุกรายการ โดยขอให้สหรัฐต่างตอบแทน แม้ว่ากลุ่มนี้จะไม่ได้มีการเจรจาในรอบ 5 และนอกรอบที่ลอนดอน แต่ฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอของไทยในเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าที่ขอให้สหรัฐ มีข้อยกเว้นจากข้อเสนอกฎแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ yarn forward ของสหรัฐ

กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า นอกจากการหารือในร่างบท ทั้งสองฝ่ายได้หารือกฎแหล่งกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และสินค้าที่เป็นเป้าหมายของทั้งสองฝ่าย เช่น ปลาทูน่ากระป๋องของไทย และกาแฟของสหรัฐ

มาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary Standards: SPS) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการ เรื่องการจัดตั้งกลไก เพื่อแก้ปัญหาระหว่างกัน นอกจากนั้น ไทยได้เร่งรัดให้สหรัฐ ดำเนินการเรื่องผลไม้ 6 ชนิดที่ไทยยื่นขอจัดทำ Pest Risk Analysis และการนำเข้าไก่ต้มสุกสู่ตลาดสหรัฐ รวมทั้งการจัดทำมาตรฐานอาหารบางรายการ ที่มีการนำเข้าจากไทย แต่ยังไม่มีมาตรฐานในสหรัฐ เช่น มะขามหวาน ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ เป็นต้น

อุปสรรคเทคนิคทางการค้า (Technical Barriers to Trade: TBT) ทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องการจัดตั้งกลไกเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน รวมทั้งยังได้หารือกันในประเด็นต่างๆ ของร่างข้อบท ที่เน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า การส่งเสริมการยอมรับ ผลการตรวจประเมิน เพื่อการรับรองมาตรฐานสินค้าของแต่ละฝ่าย และความโปร่งใสในกระบวนการด้านมาตรฐาน และกฎระเบียบทางเทคนิค นอกจากนี้ ภายหลังการเจรจารอบ 4 ที่มลรัฐมอนทานา ทีมผู้เจรจาฝ่ายไทย ได้มีโอกาสเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน เพื่อเยี่ยมชมหน่วยงานด้านมาตรฐาน และกฎระเบียบทางเทคนิคของสหรัฐ ซึ่งทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเจรจา

ระเบียบพิธีการด้านศุลกากร สหรัฐ ยังมีรายละเอียดของระเบียบปฏิบัติบางประการที่ไทยยังไม่สามารถปฏิบัติได้ เนื่องจากยังไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบภายในประเทศ หรือยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการนำมาปฏิบัติ

มาตรการเยียวยาทางการค้า ที่ผ่านมายังเป็นการหารือกันเรื่องมาตรการ safeguard

กลุ่มตลาดสินค้าบริการ ครอบคลุมเปิดเสรีบริการ ลงทุน เปิดเสรีภาคการเงิน โทรคมนาคม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

การค้าบริการ บริการทางการเงิน และการลงทุน ไทยและสหรัฐ ยังมีท่าทีแตกต่างกันในโครงสร้างแนวทางการเปิดตลาด (positive/ negative approaches) และการกำหนดระดับและกรอบเวลาที่ชัดเจนของข้อผูกพัน โดยต่างยกเหตุผล และข้อจำกัดในทางนโยบายและทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี การเจรจาโดยรวมมีความคืบหน้า ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นอื่นๆ ทั้งประเด็นที่มีความเห็นสอดคล้องกันและประเด็นที่ยังเห็นแตกต่างกัน เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นที่รับได้ และสอดคล้องกับประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ทำให้มีความคืบหน้าบางส่วน อาทิ หลักเกณฑ์การเปิดเสรีการค้าบริการบางส่วน หลักการความโปร่งใสด้านกฎระเบียบการค้า บริการและบริการทางการเงิน หลักการคุ้มครองการลงทุน เป็นต้น

ในเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคคล สหรัฐแจ้งว่าเขตอำนาจในเรื่องคนเข้าเมืองเป็นของรัฐสภาสหรัฐ คณะเจรจาสหรัฐ ไม่มีอำนาจเจรจาเรื่องนี้ในความตกลงการค้าเสรี แต่ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านการรับรองคุณสมบัติทางวิชาชีพ โดยสหรัฐให้ข้อมูลสาขาที่ไทยสนใจ คือ การนวด การเสริมสวย การท่องเที่ยว และพยาบาลในสหรัฐ รวมทั้งข้อมูลสาขาการขนส่งของสหรัฐ ซึ่งสหรัฐสนใจการขนส่งในไทย

โทรคมนาคม ทั้งสองฝ่ายยอมรับหลักการสำคัญๆ อาทิ หลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลและกระบวนการออกใบอนุญาต ในขณะที่ฝ่ายไทยยังไม่รับข้อเสนอฝ่ายสหรัฐ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังต้องขอนโยบายจากรัฐบาล

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีการเจรจาเรื่องการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับ digital products แยกเป็น digital products ที่ส่งผ่านโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และที่บรรจุบนสื่อ (carrier medium) รวมทั้งหัวข้ออื่นๆ เช่น การคุ้มครองผู้บริโภค/ คุ้มครองข้อมูล on-line การรับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์

กลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา สหรัฐได้เสนอให้ไทยยกระดับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า และให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด รวมทั้งผลักดันให้มีช่องทางดำเนินคดี โดยวิธีแพ่งให้มากขึ้น โดยไทยได้มีข้อเสนอเชิงรุก เรื่องการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่น เรื่องผ้าไหมและข้าวหอมมะลิ ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มการเจรจาเรื่องสิทธิบัตร

กลุ่มแรงงานและสิ่งแวดล้อม

มีการหารือกันอย่างกว้างขวางในประเด็นความร่วมมือ และการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน และสิ่งแวดล้อมของแต่ละฝ่าย อย่างมีประสิทธิภาพ และกระบวนการระงับข้อพิพาท โดยฝ่ายไทยได้ยื่นบทโต้ตอบ (counter text) ให้ฝ่ายสหรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสงวนท่าทีว่าจะรับบทแรงงานและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง FTA หรือไม่

กลุ่มความร่วมมือ

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายจะตกลงทวิภาคีแยกต่างหากนอกกรอบ FTA

การส่งเสริมขีดความสามารถทางการค้าและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Trade Capacity Building/ SMEs) ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำโครงการความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน และ SMEs ของไทย

กลุ่มกฎหมาย ที่ผ่านมามีการหารือเรื่อง General Provisions and Exceptions. Final Provisions, Transparency และ Dispute Settlement โดยเรื่องที่ยังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ คือ non-violation complaint และ anti-corruption เป็นต้น

กลุ่มอื่นๆ

1.การจัดซื้อโดยรัฐ ที่ผ่านมาเจรจาเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากในขณะนี้ไทยยังไม่พร้อมเจรจาเรื่องการเปิดตลาด (market access) โดยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อโดยรัฐของแต่ละฝ่าย รวมทั้งหารือและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในร่างข้อบทที่ฝ่ายสหรัฐ เสนอ และขอนำประเด็นที่ยังมีความแตกต่างกัน ระหว่างกฎระเบียบของทั้งสองฝ่ายไปพิจารณาศึกษาเพิ่มเติม

2.นโยบายการแข่งขัน หารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ

ทั้งหมดเป็นประเด็นสรุปของการเจรจา 5 รอบที่ผ่านมา หากเป็นไปตามที่รัฐบาลทั้งสองประเทศต้องการ เราน่าจะเห็นเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ประกาศใช้ภายในปีนี้


เอ็นจีโอชี้นายกฯ ไม่มีอำนาจลงนามเอฟทีเอ

กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2549

เอ็นจีโอชี้ นายกฯ ไม่มีอำนาจลงนาม "เอฟทีเอ" ระบุเรื่องยังไม่ผ่านสภา เรียกร้องยุติการเจรจา เชิญชวนประชาชน-นักวิชาการ ร่วมลงชื่อส่งสถานทูตสหรัฐ

วานนี้ (8 ม.ค.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้จัดการเสวนาหัวข้อ “การสร้างการเมืองภาคประชาชน- แนวโน้มการแก้ปัญหาภาคใต้-การเมืองไทยปี 2549”

นายเจริญ คัมภีรภาพ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงการที่รัฐบาล เตรียมทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐ หรือเอฟทีเอ ว่า เหตุที่รัฐบาลต้องเร่งทำข้อตกลงเอฟทีเอ กับสหรัฐ มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประกอบด้วย

ข้อ 1) การทำเอฟทีเอเพื่อเป็นการวางรากฐานให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีผลประโยชน์มหาศาลกับคนบางกลุ่ม ได้รับอนุญาตและเกิดความคุ้มครองด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อ 2) เพื่อให้เกิดการปกป้องผลประโยชน์โดยอำนาจกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการใช้ระบบอนุญาโตตุลาการ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยต้องสูญเสียอำนาจต่อรองและการเข้าไปจัดการได้

รองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาล ยุติการทำข้อตกลงเอฟทีเอ กับสหรัฐ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ไทยต้องเสียเปรียบทางการค้าและไม่สามารถเรียกร้องสิ่งใดได้ เพราะการทำเอฟทีเอ ขึ้นอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น ซึ่งอยู่นอกเหนือจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และหากภายหลังจะขอยกเลิกข้อตกลง สุดท้ายรัฐบาลไทยก็จะต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายคืนเป็นค่าชดใช้ที่ผิดข้อตกลงสัญญา

ขณะที่นายเดช พุ่มคชา อดีตคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์ เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ดังกล่าว องค์กรภาคประชาชนลงมติชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจโดยชอบธรรม ที่จะเป็นผู้แทนร่วมลงนาม ทำข้อตกลงกับสหรัฐ

ทั้งนี้ เนื่องจากกระบวนการยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนที่จะต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณา ดังนั้น องค์กรภาคประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรียุติการเจรจากับสหรัฐและเรียกร้องให้สหรัฐ อย่าได้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ที่จะลงนามข้อตกลงดังกล่าว

ด้านนายพิทยา ว่องกุล ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ขอเชิญชวนให้ประชาชน นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลงดังกล่าว ร่วมกันออกมาแสดงพลังคัดค้าน ด้วยการร่วมลงชื่อ กับกลุ่มองค์กรภาคประชาชนต่างๆ หรือส่งหนังสือลงชื่อคัดค้าน มาที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เลขที่ 143 ถ.รามคำแหง 53 แขวง-เขตวังทองหลาง กทม.10230

โดยการร่วมลงชื่อจะเริ่มดำเนินการภายในสัปดาห์หน้า ซึ่ง ครป.จะได้นำหนังสือส่งถึงสถานทูตสหรัฐ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นตัวแทนลงนามทำเอฟทีเอ


เซ็นแล้วไม่ต้องมานั่งร้องไห้ "แม้ว" การันตี ยันเปิดแน่ ผลเอฟทีเอไทยสหรัฐ

มติชนรายวัน วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10167

อ้างเทคนิกระหว่างถกต้องปิด ม็อบชี้ไม่โปร่งใส-จี้ล้มเจรจา บรรหารร่วมวงดึงเรื่องเข้าสภาฯ

เปิดเจรจา"เอฟทีเอ"วันแรก ม็อบต้านฮือประท้วงสหรัฐฯ ถล่มรัฐบาลไทยหวั่นเสียเปรียบต่างชาติ "ทักษิณ"ลั่นเปิดแน่ผลการหารือ ยันเซ็นสัญญาแล้วทั้งสองฝ่ายต้องยิ้มได้ อ้างเหตุผลไม่ยอมดันเรื่องเข้าถกในสภา ระบุไม่มีกฎหมายบังคับ "สมคิด"เผยนายกฯให้จับตา"สิทธิบัตรยา"เป็นพิเศษ ส.ว.ฮึ่มยื่นศาล รธน.ตีความแน่วันที่ 11 ม.ค.

การประชุมเพื่อเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-สหรัฐ รอบที่ 6 ที่โรงแรมเชอราตัน เชียงใหม่ และโรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่ เริ่มเป็นวันแรกเมื่อเช้าตรู่วันที่ 9 มกราคม ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย แสดงความเป็นห่วงไทยจะเสียเปรียบสหรัฐในหลายด้าน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเจรจา เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบมากกว่านี้ รวมทั้งให้นำเรื่องการเจรจาเอฟทีเอไปหารือในรัฐสภา พร้อมกันนี้ทางคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ร่างหนังสือเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความการเจรจาเอฟทีเอดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนกลุ่มผู้ประท้วงเอฟทีเอระดมพลเดินขบวนคัดค้านและยื่นหนังสือต่อต้านการเจรจาให้แก่ตัวแทนฝ่ายสหรัฐที่ จ.เชียงใหม่

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันจะเปิดเผยผลการเจรจาดังกล่าวอย่างแน่นอน หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาแล้ว พร้อมกับชี้แจงสาเหตุที่ไม่นำเรื่องการเจรจาเอฟทีเอเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา เพราะไม่มีกฎหมายบังคับ อย่างไรก็ตาม การเจรจาครั้งนี้จะไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม จะให้ทั้งสองฝ่ายยิ้มได้

**"ทักษิณ"ย้ำเปิดแน่ผลเจรจา"เอฟทีเอ"

ที่ท่าอากาศยานกองทัพอากาศกองบิน 6(บน.6) ก่อนเดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจรที่ จ.เลย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้อง ให้นำเรื่องการเจรจาเอฟทีเอไทยกับสหรัฐ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาว่า ถ้าเข้าสภาก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ วันนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายช่วยกันทำ และไม่มีข้อกฎหมายอะไรมากำหนด ที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร แต่ละประเทศมีกติกาไม่เหมือนกัน ส่วนที่มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากเป็นห่วงในเรื่องขอสิทธิประโยชน์นั้น ตรงนี้คงไม่มีคณะกรรมการชุดใดที่มองภาพรวมแล้วเราจะเสียเปรียบ มันเป็นการแลก เพราะเรื่องของการเจรจาเป็นเรื่องของการแลกผลประโยชน์อาจจะเสียตรงนี้ได้ตรงนั้น ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูในภาพรวม จุดไหนที่อาจจะได้รับผลกระทบเราก็ต้องหาทางบรรเทา ก็ต้องคำนวณ ชั่งน้ำหนัก แล้วอะไรดีก็ต้องทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการเจรจา พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "แน่นอนเปิดเผยแน่ ไม่เห็นมีอะไรต้องไปปิด ไม่รู้ปิดเพื่ออะไร ระหว่างการเจรจาก็จะมีทางวิชาการเข้ามาช่วยอยู่แล้ว แต่ระหว่างการเจรจาก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอะไรแลก มันเป็นเทคนิคของการเจรจา จะพูดในตอนนี้ไม่ได้"

**คุยเซ็นแล้ว"สองฝ่ายต้องยิ้มได้"

"บางทีหลายนคนมองว่าตอนนี้เหมือนเราไปยอมเขา เราไม่ได้ยอมหรอก ไม่เข้าใจหรอก เพราะยังไม่รู้จริงๆ ซึ่งในหลักการคือ เราพยายามที่จะเจรจาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ผมพูดกับทางสหรัฐว่า ไม่ใช่เซ็นแล้วมานั่งร้องไห้ เซ็นแล้วต้องยิ้มได้ทั้งสองฝ่าย ส่วนการเจรจาครั้งนี้จะได้ข้อยุติเลยหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะถ้าเราถอยเขาถอยมันก็โอเค แต่ถ้าคนหนึ่งรุกคนหนึ่งถอย มันก็ไม่ได้ ต้องอยู่ที่ว่าทางสหรัฐเสนอมาแล้วเรารับได้หรือไม่ หรือของไทยที่เสนอไปสหรัฐรับได้บ้างไหม ถ้าได้ก็แลกกันได้พอดี" นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่า ผู้ป่วยเอดส์เกรงว่าจะทำให้ราคายานำเข้าสูงขึ้น นายกฯกล่าวว่า ไม่ต้องห่วงเลย เพราะราคายาเราดูกันอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องของราคายามีหลักมีกรอบอยู่แล้ว ทั้งขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ด้วย การเจรจาเอฟทีเอ ะอยู่ในกรอบเดียวกับ องค์การการค้าโลกด้วย จะไม่ออกนอกกรอบมากนัก กติกาองค์การการค้าโลก จะเป็นกติกาใหญ่สวมอยู่ เป็นการทำย่อยๆ ในกรอบใหญ่ ส่วนที่มีการชุมนุมใหญ่เคลื่อนไหวคัดค้านการเจรจาเอฟทีเอ คงไม่มีอะไร เพราะชี้แจงทั้งจากเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรี เชื่อว่าเรื่องของการชุมนุมต่อต้านจะไม่บานปลายออกไปแน่ เพราะเรื่องนี้ชี้แจงได้ ในวันที่ 10 มกราคม รัฐมนตรีจะไปชี้แจงในสาขาต่างๆ

**เผยนายกฯสั่งดู"สิทธิบัตรยา"เป็นพิเศษ

ที่วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันแล้วถึง 5 ครั้ง ก็เพื่อกำหนดกรอบว่าจะเจรจาในเรื่องใดกันบ้าง เพื่อความรอบคอบ และการเจรจาทั้งหมดใน 22 กลุ่ม ได้กำชับเป็นที่เรียบร้อยเป็นอย่างดี ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี เพราะประชุมเตรียมการบ่อยมาก และเชื่อว่าทางสหรัฐเตรียมการมาพร้อมพอสมควรเช่นกัน และผลการหารือจะทั้งตกลงกันได้ ไม่ได้ และยืดออกไปจนกว่าจะพร้อมและเหมาะสม จึงจะเจรจากันอีกหลายรอบ ไม่เสร็จในทีเดียว ดังนั้น อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจและให้ความร่วมมือกัน เพื่อให้ทุกอย่างออกมาเรียบร้อย ส่วนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานั้น ยืนยันว่าสิ่งใดที่ทำให้ไทยลำบากจะไม่ทำแน่นอน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเองพูดชัดว่า ในเรื่องสิทธิบัตรยาต้องดูให้ดีเป็นพิเศษ ถ้าเสียผลประโยชน์ต้องตั้งป้อมสู้

"ยืนยันว่า รัฐบาลดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประชาชน ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็บ้าแล้ว และไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของสินค้าไก่ อยากให้เห็นใจข้าราชการที่เป็นทีมเจรจาด้วย เพราะทำงานหนัก ตั้งใจทำหน้าที่เต็มที่ ยืนยันว่าทุกคนล้วนห่วงใย แต่ต้องเข้าใจว่าการเจรจาที่ผ่านมาง่ายกว่าครั้งนี้มาก ตอนนี้ไม่เจรจาไม่ได้แล้ว เพราะสหรัฐเป็นยักษ์ใหญ่ มันบี้เราตายเลย อีกทั้งมาเลเซียก็อ้าปากรออยู่ด้วย" นายสมคิดกล่าว

**สมคิดส่งทีมเคลียร์"กมธ."เข้าใจตรงกัน

นายสมคิดกล่าวถึงกรณีนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ว.นครราชสีมา เตรียมนำปัญหาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า ไม่เป็นไร การทำเอฟทีเอไม่จำเป็นต้องผ่านสภา แต่ได้กำชับทีมเจรจาว่า จะให้มีการสื่อสารไปยังสภามากขึ้น โดยจะสื่อสารทำความเข้าใจไปยังกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างๆ อาทิ กมธ.เศรษฐกิจ เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

ส่วนกรณีที่มีกลุ่มผู้คัดค้านการทำเอฟทีเอครั้งนี้เตรียมรวมตัวไปชุมนุมที่ จ.เชียงใหม่ กว่า 1 หมื่นคนนั้น นายสมคิดกล่าว่า ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ดูแลสถานที่เพื่อรองรับการชุมนุมแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่าการชุมนุมเป็นเรื่องดี เพราะการที่มีคนห่วงใยดีกว่าไม่ห่วง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเจรจา

**"บรรหาร"ห่วงเร่งรัดชาติเสียหาย

ที่พรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า พรรคชาติไทยเป็นห่วงมาก จากการได้รับข้อมูลเจรจาเอฟทีเอครั้งนี้พบว่า ไทยจะเสียเปรียบทุกด้าน เช่น ด้านเกษตร เศรษฐกิจ และยารักษาโรค จึงอยากให้ชะลอการเจรจาไว้ก่อน เพื่อรวบรวมข้อมูลและมาวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสีย ตอนนี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้จริง แม้แต่คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งไปก็ไม่รู้ทุกเรื่อง จึงอยากให้นำข้อเท็จจริงทุกด้านมาเปิดเผยจะได้ช่วยกันกลั่นกรอง ทั้งนี้พรรคชาติไทยได้ส่งนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี รองเลขาธิการพรรค และนายยุทธนา โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมชาวนาไทย ไปสังเกตการณ์และรวบรวมผลการประชุมเจรจาเอฟทีเอที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อนำมารายงานต่อที่ประชุมพรรคในวันที่ 13 มกราคมด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่ารีบร้อนเจรจาเพราะมีผลประโยชน์ตอบแทนให้กับบางบริษัท นายบรรหารกล่าวว่า เป็นการกล่าวหา ข้อเท็จจริงไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ ถ้าเรื่องมีผลกระทบเกิดความเสียหายใหญ่หลวง รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขณะนี้ยังไม่เห็น แต่เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งก็จะเกิดผลกระทบขึ้น ขณะนี้ยามีราคาแพงขึ้น ถ้าต่อไปเปิดเสรีสินค้าเกษตร มีคนยกเรื่องการจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิขึ้นมาอ้าง ชาวนาไทยจะขายข้าวให้ใครได้ ชาวนาก็จะลำบาก

"ผมเห็นว่าเรื่องนี้ควรนำเข้าสภาช่วยกันกลั่นกรอง เพราะเป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้วจะไปกลัวอะไร การเอาสภาก็เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อมูล จากฝ่ายต่างๆ ที่บางเรื่องรัฐบาลอาจจะไม่ทราบ และเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องลงมติก็ได้ หากจะบอกว่าทำให้เสียเวลา ผมคิดว่าระยะเวลา 4-5 เดือน คงไม่มีปัญหา อะไรที่เราอาจจะเสียเปรียบ จะไปเร่งรีบทำไม" นายบรรหารกล่าว

**ทีมรัฐสภามะกันร่วมเปิดเจรจาวันแรก

ทางด้านบรรยากาศการเจรจาเอฟทีเอ เริ่มต้นเป็นวันแรก ที่โรงแรมเชอราตัน เชียงใหม่ และโรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดยฝ่ายไทยมีนายนิตย์ พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ พร้อมคณะ อาทิ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธีบดีกรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ ข้าร่วมรับฟังการเจรจาในแต่ละห้องด้วยตนเอง สำหรับคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐ มีนางบาร์บารา ไวเซล รองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้าคณะผู้เจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ส่วนหัวข้อการเจรจาในวันแรก เป็นการหารือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สิ่งแวดล้อม สินค้านำเข้า แรงงาน และทรัพย์สินทางปัญญา(ไอพีอาร์)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังมีคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐสภาสหรัฐ มีนายจอร์จ เอ ดันดี ที่ปรึกษาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาวุโส รัฐนิวยอร์ก พรรคเดโมแครต ที่เดินทางมาร่วมการเจรจาครั้งนี้ด้วย และพบนายนิตย์เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. โดยในครั้งนี้ฝ่ายสหรัฐ นอกจากนายจอร์จแล้วยังมีผู้ร่วมคณะอีก 5 ราย เช่น นายลูอิส จิมิเนซ ผู้ช่วยด้านกฎหมายและผู้รับผิดชอบด้านการต่างประเทศและการตรวจคนเข้าเมือง รับผิดชอบประเด็นทางการค้า คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐ โดยใช้เวลาในการหารือ 45 นาที

**จี้สหรัฐออกกม.พิเศษโควต้าคนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการหารือนายนิตย์ แสดงความกังวลเรื่องการขอรับการสนับสนุนจากรัฐสภาสหรัฐ ในการเคลื่อนย้ายบุคคลคนไทยไปยังสหรัฐ โดยขอให้สหรัฐออกกฎหมายพิเศษ เพื่อให้โควต้าคนไทย เดินทางไปประกอบวิชาชีพในสหรัฐ ได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถเปิดให้บริการกับประชาชนได้ พร้อมกับการเปิดเสรีการค้า และบริการทั้งหมด เดิมสหรัฐมีท่าทีไม่ยินยอม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐไม่ได้รับปากว่าจะมีการแก้ไข โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการประชุม ทางคณะเจรจาเปิดโอกาสให้เพียงช่างภาพ สามารถเข้าไปบันทึกภาพการหารือร่วมกัน บริเวณชั้น 2 และ 3 ของโรงแรมพร้อมกันคราวละไม่เกิน 5-10 นาที เท่านั้น ส่วนผู้สื่อข่าวไม่สามารถเข้าร่วมรับฟัง หรือเข้าไปสังเกตการณ์ได้ ต้องรออยู่บริเวณล็อบบี้เท่านั้น โดยทางคณะเจรจาให้เหตุผลที่ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษว่า เป็นเพียงการเจรจา ทุกอย่างยังไม่ได้ข้อสรุป จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ นอกจากนี้ บริเวณสถานที่จัดการประชุม ณ โรงแรมเชอราตัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยบริเวณล็อบบี้ และหน้าห้องประชุมแต่ละห้อง รวม 10 นาย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นอกจากนี้ทางคณะเจรจาได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่การแถลงข่าวผลการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ รอบที่ 6 จากเดิมที่จะต้องแถลงข่าวในวันที่ 13 มกราคม ที่จังหวัดเชียงใหม่ มาแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ แทน โดยให้เหตุผลว่า ทางคณะเจรจาพิจารณาแล้วว่าการแถลงข่าวที่กรุงเทพฯน่าจะมีความพร้อมในเรื่องของการอำนวยความสะดวก สำหรับบุคคลที่สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารการจัดทำเอฟทีเอ สถานที่ และผู้สื่อข่าวจากส่วนกลางที่มีมากกว่าในพื้นที่ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีเหตุผลแอบแฝงอะไร ที่จะต้องหนีกลุ่มผู้ชุมนุมที่เดินทางมาปักหลักคัดค้านการเจรจาเอฟทีเอ ที่เชียงใหม่ขณะนี้เกือบ 1 หมื่นคน

**เผยสหรัฐจับตาไทยเปิดโทรคมนาคม

แหล่งข่าวจากทีมเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เปิดเผยว่า สำหรับสินค้าอ่อนไหวสำหรับไทย โดยเฉพาะเรื่องไอที (เทคโนโลยีการสื่อสาร) ทรัพย์สินทางปัญญา ไทยมีท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้ตามที่สหรัฐร้องขอ ส่วนเรื่องแรงงาน และสิ่งแวดล้อมนั้น ที่สหรัฐต้องการให้รวมไปในการเจรจาเอฟทีเอด้วยนั้น ไทยจะเจรจาให้ไปบรรจุในจดหมายแนบท้าย (Side Letter)

ด้านนางบาบารา ไวเซิล ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐ หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ-ไทย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีทางโทรศัพท์ ถึงจุดยืนของสหรัฐว่า ในการเจรจารอบที่ 6 นี้สหรัฐจะให้มุ่งเน้นไปในประเด็นที่ว่า ไทยจะสามารถขจัดข้อกีดกันทางการค้าในภาคบริการด้านการเงิน ประกันภัย รวมถึงโทรคมนาคมได้มากเพียงใด

"เราเห็นว่าการเจรจาในรอบนี้เป็นรอบสำคัญ และเป็นโอกาสที่สหรัฐจะได้เห็นว่าไทยพร้อมที่จะเปิดตลาดจริงหรือไม่ เราต้องการเห็นความคืบหน้าที่มีนัยยะสำคัญในการเจรจารอบนี้" นางไวเซิลกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐหวังจะสามารถหาข้อยุติในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐได้ในราวมีนาคมถึงพฤษภาคมปีนี้ นางไวเซิลระบุด้วยว่า จะเดินทางไปยังมาเลเซียหลังเสร็จสิ้นการเจรจาในไทย เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะเริ่มต้นเจรจาเอฟทีเอกับมาเลเซียต่อไป

ข่าวระบุว่า การเจรจาเอฟทีเอกับไทยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2545 ที่จะเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการจัดทำความตกลงการค้ากับ 6 ประเทศในอาเซียน ประกอบด้วย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และไทย โดยสหรัฐสามารถสรุปการเจรจาเอฟทีเอกับสิงคโปร์ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับภาพรวมการเจรจาในวันแรก ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากทั้งฝ่ายไทย และสหรัฐ ต่างยืนยันในข้อเสนอของตัวเอง ทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุป

**ส.ว.ยื่นศาลรธน.ระบุขัดรธน.11ม.ค.

ส่วนความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ที่คัดค้านการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ นั้น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กล่าวว่า การทำเอฟทีเอ เป็นเรื่องเขตอำนาจต่างๆ ในการให้บริษัทต่างชาติมีอธิปไตยเหนือธุรกิจและสังคมไทย ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ที่บัญญัติว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจแห่งรัฐไทย ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยสนใจเรื่องดังกล่าว แต่กลับจะเดินหน้าทำเอฟทีเออย่างเดียว โดยไม่สนกระบวนการรัฐสภา เรื่องนี้จึงเป็นการทำไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลจริงใจจะไปกลัวอะไร กับการให้รัฐสภาตรวจสอบว่า การทำเอฟทีเอเป็นประโยชน์กับคนไทยจริงหรือไม่ ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มกราคม กรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา จะมีหนังสือร่วมกันยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความเรื่องนโยบายการทำเอฟทีเอของรัฐบาล ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 224 และจะแถลงต่อสื่อมวลชนในวันเดียวกัน

**ชำแหละผลร้ายกับไทย4ข้อใหญ่

นพ.นิรันดร์กล่าวต่อว่า การทำเอฟทีเอกับสหรัฐมีผลเสียอย่างมหาศาล ซึ่งมากกว่าการทำเอฟทีเอระหว่างไทยกับจีน หรือไทยกับอินเดีย ผลเสียหลักมี 4 ประเด็นคือ 1.ภาคเกษตรกรรมในเรื่องพืชตัดต่อพันธุกรรม(จีเอ็มโอ) เช่น มะละกอ ข้าวโพด จะทำให้ภาคเกษตรกรรมของไทยตกอยู่ในมือของทุนข้ามชาติ จนอาจเป็นทุนผูกขาด และภาคเกษตรกรรม ที่ถือเป็นวัฒนธรรมของคนไทยจะถูกทำลาย 2.เรื่องยาและสุขภาพที่บริษัทยาขนาดใหญ่ จะได้ผลประโยชน์มหาศาล ในการเข้ามาต่ออายุสิทธิบัตรยา ทำให้ยากลายเป็นธุรกิจเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะส่งผลต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่จะทำให้ยาแพงขึ้น และการพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ประสบปัญหามีการย้ายเข้าสู่ภาคเอกชนสูงขึ้น

3.ภาคบริการ การลงทุน การเงินการธนาคาร ระบบประกันภัยที่ธุรกิจของคนไทยจะไม่สามารถสู้กับการเข้ามาของคนต่างชาติได้ 4.เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่จะทำให้ระบบธุรกิจเข้ามาเต็มที่ ระบบทางปัญญาทุกอย่างต้องโดนขึ้นบัญชี ทั้งหมดนี้เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐที่ใช้การทำเอฟทีเอหาประโยชน์ และไทยจะสูญเสียอย่างมหาศาล

**ม็อบต้านสาปแช่งกลุ่มเจรจา

ด้านเครือข่ายองค์กรประชาชนต้านการเปิดการค้าเสรีและแปรรูปประเทศไทย 10 องค์กร ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำนวนกว่า 2,000 คน คัดค้านการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ รวมตัวกันที่บริเวณลานหน้าโรงแรมรถไฟ(เก่า) บริเวณสถานีรถไฟเชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. ก่อนเคลื่อนตัวไปยังหน้าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำ จ.เชียงใหม่ โดยจำลองพิธีสาปแช่ง และตัดคอหุ่นหัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจาฝ่ายไทย -สหรัฐ ตามที่กลุ่มผู้คัดค้านอ้างเป็นการขายชาติสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนคนยากจนจากนั้น ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านให้นายสก๊อต แมนเซ่น รองกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำ จ.เชียงใหม่

ในหนังสือคัดค้านระบุว่า กระบวนการเจรจาที่ผ่านมาทั้งหมดไม่มีความโปร่งใส เนื้อหาในการเจรจาถูกปิดเป็นความลับ และไม่เคยได้รับการตรวจสอบโดยสังคมไทย นอกจากนี้สาระสำคัญของการเจรจาหลายประเด็น ขอประกาศเจตนารมณ์ต่อหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐอเมริกาว่า เราคัดค้านการเจรจาข้อตกลง เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา และยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้การเจรจายุติ

นายสก๊อตกล่าวว่า เข้าใจดีถึงการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย และจะส่งหนังสือให้หัวหน้าคณะเจรจาของสหรัฐอเมริกา ตามที่ผู้ประท้วงต้องการให้เร็วที่สุด

ต่อมา พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5(ผบช.ภ.5) เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ โดยบริเวณด้านหลังสถานกงสุลใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล จำนวน 200 นาย คอยรักษาความปลอดภัย

**เปิดเวทีเตือน"ทักษิณ"อย่าขายชาติ

ต่อมาในช่วงบ่าย เครือข่าย 11 องค์กร กว่า 5,000 คน ออกเดินเท้าทางจากลานประตูท่าแพ ไปยังโรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เพื่อแสดงกิจกรรมต่อต้านการเจรจาเอฟทีเอ โดยแกนนำเครือข่ายผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย เกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมาภายหลังข้อตกลงเอฟทีเอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินเพื่อคนจน ได้อ่านบทกวีเสียดสีการเจรจา พร้อมทั้งกล่าวเชิญชวนให้ทุกคน แผ่ส่วนบุญให้กับผู้แทนการเจรจา พ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่า อย่าขายชาติไทย ขอให้ฟังเสียงประชาชน อย่าดื้อด้าน ลดความโลภ หยุดก่อกรรม และขอให้นางบาบาร่า ไฟเซล หัวหน้าผู้แทนเจรจาสหรัฐอเมริกากลับไป อย่าปล้นประเทศไทย ทำให้เครือข่ายทั้งหมดพอใจ ปรบมือ และร้องตะโกนอย่างฮึกเหิม ซึ่งกิจกรรมทุกอย่างเป็นไปอย่างสันติ ไม่มีการกระทบกระทั่งใดๆ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระดมกำลังนำแผงกั้นมาวางเรีงรายตลอดหน้าโรงแรม

**"โต้ง"จะร้องตัวแทนสหรัฐยุติเจรจา

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า ในวันที่ 11 มกราคม หัวหน้าคณะเจรจาของสหรัฐอเมริกาแจ้งว่า จะเข้าพบ ส.ว. และสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการเจรจา ทางกรรมาธิการจะขอให้ยุติการเจรจาและจะบอกด้วยว่าจะยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตัดสินปัญหาให้ประชาชน

นายไกรศักดิ์กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเองยังต้องผ่านเรื่องให้สภาคองเกรสรับทราบ แต่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง กลับไม่ยอมทำ เหมือนต้องการปิดบังบางสิ่งบางอย่าง กลัวว่าผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้องจะปรากฏหรือไรในเชิงตัวเลข ถ้าไม่กลัวและไทยได้ประโยชน์จริงอย่างที่นายกรัฐมนตรีพูด น่าจะนำไปสู่สภา และพร้อมตอบโต้ทุกประเด็น หากไม่ทำจะสงสัยว่าเจรจาเรื่องอะไร เพราะรายละเอียดไม่รู้เลย ต้องไปแสวงหาจากออสเตรเลีย โมร็อกโก บราซิล สิงคโปร์ ที่เคยทำข้อตกลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำมีการจัดกิจกรรมวัฒนธรรม 4 ภาค และการแสดงดนตรีเพื่อชีวิตให้กลุ่มเครือข่ายฟัง เพื่อผ่อนคลายความเครียด กระทั่งเวลา 20.30 น. จึงเดินทางกลับไปพักผ่อนที่จุดพักแรมหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ โดยมีการนัดหมายที่จะเดินทางไปยังโรงแรมเชอราตัน สถานที่ประชุมอีกแห่ง ในเช้าวันที่ 10 มกราคม

**อจ.จุฬาฯชี้ปมสิทธิบัตรยา"รับไม่ได้"

รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐจะเสนอในการเจรจาเอฟทีเอนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เอาเปรียบประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการคุ้มครองข้อมูลการทดลองยา กำลังเข้าสู่วงจรบีบบังคับประเทศกำลังพัฒนาอีกครั้ง

รศ.ดร.จิราพรกล่าวว่า เนื้อหาการเจรจาที่ยอมรับไม่ได้ คือ การขยายอายุสิทธิบัตร การผูกขาดข้อมูลการทดลองยา การให้หน่วยงานของรัฐ คือ อย.ทำหน้าที่เป็นตำรวจสิทธิบัตร ดังนั้นควรชะลอการเจรจาออกไปจนกว่าจะพร้อม โดยระหว่างนี้ ไทยต้องพัฒนาศักยภาพทุกด้านของประเทศในการพึ่งพาตนเอง เช่น อุตสาหกรรมยา และปรับปรุงกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติให้รัดกุม เช่น หลัง 5 ปี ควรเปิดให้ยาสามัญเข้ามานับจากวันที่ยานั้น ออกสู่ตลาดในประเทศไทย

**ผวาผู้ป่วยเอชไอวีรับยาแพง

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ จะเกิดผลกระทบด้านสุขภาพ ต่อผู้ป่วย และผู้บริโภคยา เพราะยาที่ติดสิทธิบัตรมีราคาแพง เป็นอุปสรรคในการรับยาของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยเอชไอวี

"จะเห็นได้ว่า ไม่มีประเทศใดเลยได้ประโยชน์จากระบบทรัพย์สินทางปัญญา แม้แต่ เกาหลีใต้ ยกเว้นประเทศพัฒนาแล้ว ฉะนั้นจะต้องไม่นำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาเจรจาในพหุภาคีและทวิภาคี ยกเลิกระบบสิทธิบัตรยาที่จำเป็นต่อชีวิต ให้รวมระบบประกันสุขภาพของประเทศในกองทุนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ให้มีองค์กรควบคุมกำกับดูแลคุณภาพ และราคายาที่เป็นอิสระ โดยประกอบด้วยตัวแทนนักวิชาการ องค์กรผู้บริโภค และผู้ป่วยที่ใช้ยา กำหนดเพดานกำไรยา แค่ 3% และรัฐต้องคุ้มครองระบบการผลิตในประเทศ" น.ส.สารีกล่าว

**เลขาฯ"อย."ขอเวลาศึกษาผลกระทบ

ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า ในส่วนของการเจรจาเรื่องยา ในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย- สหรัฐอเมริกานั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ประเทศไทย จะได้รับผลกระทบในเรื่องใด เพราะยังไม่เห็นตัวร่างที่สหรัฐเสนอมา แต่ในส่วนของการเจรจา กับกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายชัดเจนว่า ยึดตามกรอบข้อตกลงทั่วไป ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลก ส่วนจะเสนอประเด็นใดเพิ่มเติม ต้องศึกษาอีกที

นายประยงค์ รณรงค์ เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ สาขาพัฒนาชุมชน กล่าวว่า เป็นห่วงหากไทยยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม จะทำให้เสียเปรียบ การก้าวกระโดดถือเป็นความเสี่ยง แต่บางครั้งมีความจำเป็น จะอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ ไม่ว่าชาวบ้าน ชุมชน หรือประเทศ ที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตามหากกระทำการใดอย่างตรงไปตรงมา ไม่คิดหวังผลให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คงไม่ถึงกับเสียเปรียบ

**กลุ่มแรงงานยื่นจม.ถึง"บุช"

กลุ่มผู้ใช้แรงงานจาก 15 องค์กร อาทิ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี จำนวนหลายร้อยคนจะเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ขอให้สหรัฐยุติการเจรจาเอฟทีเอกับไทย โดยหนังสือดังกล่าวได้ทำถึงนายยอร์ช ดับเบิลยู. บุช จูเนียร์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ยุติการเจรจาเพราะผู้แทนแรงงานไม่ได้มีส่วนร่วมรับรู้ขบวนการนี้ รัฐบาลไทยไม่เคยชี้แจงเหตุผลต่างๆ ให้ชัดเจน ผลการเจรจา ประเทศไทยจะเป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่มพ่อค้านายทุนเท่านั้น ส่วนผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะไม่ได้รับประโยชน์ และยังจะทำให้ชีวิตไม่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือผู้ใช้แรงงานไทยยังถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมาตรฐานไอแอลโออย่างรุนแรง ต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

**เอ็นจีโอ"ฮ่องกง"โวยโดนทำร้าย

นายลอ ชาน ชิง ประธานสหภาพแรงงานพนักงานสาธารณสุข และคณะกรรมการ เพื่อสันติภาพไม่เอาสงคราม เป็นกลุ่ม เอ็นจีโอของฮ่องกง เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ชายไทย 2 คนรุมทำร้ายร่างกาย ขณะที่เดินอยู่ที่บริเวณชายหาดพัทยา ส่งผลให้มีบาดแผลบริเวณแขน ไหล่ เรื่องนี้ได้เข้าแจ้งความกับ สน.พัทยาแล้ว แต่ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการที่ทีมงานเดินทางมา ร่วมประท้วงการเจรจาเอฟทีเอ กับองค์กรรณรงค์แรงงานระหว่างประเทศด้วย

"พรุ่งนี้ผมจะกลับไปฮ่องกง พร้อมกับแถลงข่าวกับสื่อมวลชนฮ่องกง และทำหนังสือไปยังรัฐบาลฮ่องกงเพื่อแจ้งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตราย ไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว คนฮ่องกงอย่าเดินทางไปเด็ดขาด นอกจากนี้จะเดินทางไปประท้วงกับสถานทูตไทยในฮ่องกงด้วย" นายลอกล่าว และว่า อยากให้รัฐบาลไทยรับผิดชอบ ติดตามตรวจสอบเรื่องอย่างจริงจัง พร้อมกับเพิ่ม มาตรการป้องกันการเกิดเหตุร้ายกับนักท่องเที่ยวให้มากกว่านี้ ก่อนที่เมืองไทยจะกลายเป็นเมืองที่ไม่มีนักท่องเที่ยว

หน้า 1


'ทักษิณ'ระบุพร้อมรับฟังกระแสต้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2549

นายกฯ บอกพร้อมรับฟังคัดค้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ระบุเป็นผลดีทำให้อำนาจต่อรองของไทยมีมากขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการคัดค้านการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ไทย-สหรัฐฯ ถือเป็นสิ่งที่ดี และรัฐบาลรับฟัง ซึ่งไทยมีอำนาจต่อรองมากขึ้น หากมีคนคัดค้าน

"การเจรจาเมื่อถึงจุดหนึ่ง และได้ข้อยุติแล้วเราคงบอกได้ว่าทั้งหมดคืออะไร แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่มีคนค้าน เราจะได้มีอำนาจต่อรองในการเจรจา ส่วนความคืบหน้าในการเจรจาขณะนี้ยังไม่ทราบ แต่ได้ให้หลักการไปแล้วว่า ให้เป็นไปในลักษณะ Give And Take ไม่ใช่ให้อย่างเดียวคงไม่ได้" 

ส่วนการวิจารณ์ว่ารัฐบาลปกปิดข้อมูลนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ความจริงแล้วข้อมูลนั้นไม่มีอะไร คล้ายๆกันแต่ในส่วนของสหรัฐฯ นั้น ห่วงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะสหรัฐฯถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ รวมทั้งด้านการเงิน ที่สหรัฐฯ ซีเรียส แต่ทั้ง 2 เรื่อง เรามีระยะเวลา และมาตรการป้องกัน สามารถละเมิดได้ในระดับหนึ่งเมื่อมีเหตุจำเป็น โดยมีกติกา 

เมื่อถามว่า กระแสคัดค้านที่เกิดขึ้น จะส่งผลต่อการลงนามหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เขาค้าน เราฟัง ค้านนั้นดีรัฐบาลจะได้ฟัง แต่ฟังแล้วรัฐบาลต้องมาดูว่ากลัวเกินเหตุหรือไม่ ถ้ากลัวเกินเหตุ รัฐบาลดูแล้วได้มีการป้องกันดูแลผลประโยชน์ของชาติ ทั้งได้ทั้งเสียชั่งน้ำหนักแล้วมันเป็นธรรมเราก็ลงนาม แต่ถ้าคนค้านพูดถูกว่าเรากลังเสียเปรียบตรงนั้นเราก็ไม่ควรลงนาม การค้านเป็นสิ่งที่ดีในระบอบประชาธิปไตยที่เราต้องฟัง แต่ฟังแล้วบางทีเขาอาจจะเข้าใจผิด หรือกลัวเกินเหตุ ในเมื่อเราได้สติเข้าใจแล้วว่า ที่เขาค้านมีเหตุผลแค่ไหน ช่างน้ำหนักว่าดีแค่ไหน เมื่อดีก็ทำ ไม่ดีก็ไม่ทำ เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลารัฐบาลก็ต้องชี้แจง ขณะนี้ก็เริ่มชี้แจง แต่บางอย่างมันเป็นเรื่องอำนาจต่อรองและวิธีการต่อรอง บางทีเราพูดเร็วเราก็อาจจะเสียจุดในการต่อรอง

เมื่อถามว่า ผู้นำฝ่ายค้านและนักวิชาการได้ตั้งข้อสังเกตุว่าหากมีการแก้กฎหมายเพื่อรองรับการทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ อาจเป็นการเปิดช่องว่างให้กลุ่มประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) กว่า 140 ประเทศ ได้ประโยชน์ไปด้วย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เราระวังอยู่แล้วว่าบางอย่างถ้าเราไปยอมที่หนึ่งแล้วไปเสียให้กับอีกที่ เราก็ต้องช่างน้ำหนักตรงนั้น ตนคิดว่านักเจรจาของเราค่อนข้างมีความรู้พอสมควร


เปิดเวทีสาธารณะลดแรงต้านเอฟทีเอ

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2549

สมคิดสั่งรับฟังรัฐสภา-เอกชน-เอ็นจีโอ สหรัฐกดดันหนักยื้อลดภาษีอุตสาหกรรม "นิตย์" รุกขอโควตาพิเศษแรงงานไทย แลกเปิดเสรีบริการ

ม็อบนับหมื่นประท้วงเอฟทีเอ

"สมคิด" ปรับท่าทีทำข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ สั่งเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นจากรัฐสภา-เอกชน-เอ็นจีโอมากขึ้น เชื่อยังต้องเจรจาอีกหลายรอบ ปฏิเสธเจรจาเอื้อกลุ่มทุนสื่อสาร-เกษตร นายกฯ ยันไม่นำกรอบเจรจาเอฟทีเอเข้าสภา ชี้เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร ขณะที่ "ยูเอสทีอาร์" ยกมาเลเซียบีบไทยสรุปเจรจาในไตรมาส 2 ปี ด้านม็อบนับหมื่นคนปักหลักประท้วงต่อ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงคัดค้านการเจรจาจ้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหรัฐ ว่า รัฐบาลได้กำชับให้ทีมเจรจาที่นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอ และข้อกังวลของกลุ่มผู้ประท้วง รวมถึงหาโอกาสพบปะหารือ กับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของทั้ง 2 สภา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่ทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเจรจา

ทั้งนี้ ตนยังได้โทรศัพท์ไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ ส.อ.ท.จัดเวทีหารือกันในเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในภาคเอกชนด้วยกัน

"ผมขอให้ ส.อ.ท.และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หารือร่วมกับทีมเจรจา เพื่อจัดทำกรอบเจรจาที่เกี่ยวข้อง และเป็นผลกระทบกับภาคเอกชน ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ของไทย มีสัดส่วนตลาด 15-20% จึงต้องรับความเห็นจากภาคเอกชน แลกเปลี่ยนความเห็นกับสภาและภาคประชาชนด้วย"

เขาได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ จัดเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับผู้ชุมนุมประท้วงด้วย โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องการ คือ การสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจ เกี่ยวกับการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ และทุกฝ่ายต้องประสานงานกัน เพื่อให้การเจรจาออกมาดีที่สุดได้กำชับให้ จ.เชียงใหม่ อำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุม และให้ทีมเจรจารับฟังข้อมูลจากเครือข่ายเกษตรกรและเอ็นจีโอทั้งหมด

รับสหรัฐกดดันสูงหวั่นคู่ค้าอื่นเสียบ

"สหรัฐเองต้องการเปิดตลาดเอฟทีเอ ซึ่งสหรัฐเป็นประเทศใหญ่มีแรงกดดันต่อไทย แต่ผมยืนยันต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมและยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศ อย่าลืมว่าประเทศอื่นเขารออยู่หากการเจรจากับเราล้มเหลว ซึ่งการเจรจาสหรัฐก็ต้องได้ประโยชน์ไป แต่เราก็ต้องได้ประโยชน์ให้ดีที่สุด อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน" ดร.สมคิดระบุ

ดร.สมคิด ระบุว่า ตนไม่แน่ใจว่าการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ จะเสร็จทันภายในปี 2549 หรือไม่ แต่ทุกฝ่ายก็ต้องการให้การเจรจา มีความคืบหน้ามากที่สุด และคงไม่ใช่เรื่องที่จะมาบอกว่าต้องจบเมื่อไร เชื่อว่าหลังการเจรจาครั้งนี้ยังต้องมีการเจรจาอีกหลายรอบ เพราะการเจรจาใน 5 ครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นการเจรจาเพื่อวางกรอบ

ปฏิเสธเจรจาเอื้อกลุ่มทุนสื่อสาร-เกษตร

ดร.สมคิด ปฏิเสธว่า การทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ จะอยู่ที่กลุ่มทุนบางกลุ่ม เช่น ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม และธุรกิจส่งออกไก่ โดยรัฐบาลไม่ดำเนินการเช่นนั้นแน่นอน และกลุ่มคนที่ที่ทำงานเรื่องนี้ คือ ข้าราชการ 22 กลุ่ม ที่มีเตรียมข้อมูลไว้เป็นอย่างดี และทำงานเพื่อประเทศชาติ และปกป้องประโยชน์ประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งคงไม่มีใครที่คิดจะปกป้องธุรกิจไก่

ทักษิณยันไม่นำเอฟทีเอเข้าสภา

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่นำรายละเอียด การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ เข้าหารือในสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่มีกฎหมายบังคับ แต่เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร และเมื่อถึงเวลาจะเปิดเผยข้อมูลการเจรจาอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรปิดบัง ซึ่งเวลานี้มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่าย ช่วยดูแลอย่างรัดกุมไม่ให้เสียประโยชน์

"เมื่อถึงเวลาเปิดเผยแน่นอน แต่เวลานี้ยังไม่ทราบว่า จะมีข้อตกลงอย่างไรกับสหรัฐ จึงยังเปิดเผยไม่ได้ เป็นเรื่องของเทคนิค แต่ไทยบอกกับสหรัฐว่าจะเป็นการเจรจาแบบเซ็นสัญญาแล้ว แฮปปี้ทุกฝ่าย ไม่ต้องมาร้องไห้ทีหลัง" นายกรัฐมนตรีกล่าว

ยูเอสทีอาร์ขู่เจรจามาเลเซียแทน

นางบาร์บารา วีเซล ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ รอบที่ 6 จะเน้นหาทางให้ไทยลดกำแพงการค้าภาคการเงิน โทรคมนาคม และประกัน

"เรามองว่าการเจรจารอบนี้มีความสำคัญ การเจรจาสัปดาห์นี้ เป็นโอกาสที่จะได้เห็นว่า พวกเขาเต็มใจเปิดกว้างมากน้อยแค่ไหน" นางวีเซลกล่าว ทั้งนี้ การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เริ่มต้นเดือนกรกฎาคม 2547 และเจ้าหน้าที่สหรัฐหวังจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2 ปีนี้

นางวีเซล กล่าวว่า จะเดินทางไปมาเลเซียหลังเสร็จสิ้นการเจรจากับไทย เพื่อหารือเริ่มต้นเจรจาที่อาจนำไปสู่การจัดทำเอฟทีเอ กับมาเลเซีย เพราะมาเลเซียแสดงท่าทีว่า พร้อมจะเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอ และสหรัฐก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้เรื่องนี้

"หากเราจะเริ่มต้นการเจรจากับมาเลเซีย เราก็อยากจะลงมือในอนาคตอันใกล้ เพื่อจะได้มีเวลามากพอในการเจรจาก่อนที่อำนาจฟาสต์แทรคจะหมดอายุ"

หลังจากมาเลเซียแล้ว นางวีเซลจะเดินทางไปเวียดนามเพื่อหารือความต้องการของเวียดนาม ที่จะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก โดยเวียดนามยังไม่ได้ข้อสรุปกับสหรัฐเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า สหรัฐเรียกร้องมากเกินไป

สหรัฐยื้อลดภาษีอุตฯ ให้ไทยยาวกว่า5ปี

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐรอบ 6 วันแรกวานนี้ ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ในส่วนของหัวข้อการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม ยังคงเป็นการกำหนดกรอบการลดภาษีสินค้า จากรายการสินที่ยื่นต่อกัน พบว่าสหรัฐกำหนดที่จะลดภาษีทันที 8.7% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด และสินค้าที่ยังไม่ลดภาษีให้ทันทีใน 5 ปี มีถึง 95% ส่วนที่เหลือเป็นการลดภาษีภายใน 10 ปี หรือแล้วแต่แหล่งกำเนิดสินค้า

ทั้งนี้ 2 ฝ่าย กำหนดที่จะแลกเปลี่ยนรายการสินค้าใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยฝ่ายไทยต้องการให้ปรับปรุง โดยอยากให้ลดภาษีให้มากที่สุด สินค้าที่จะลดภาษีภายใน 5 ปี ควรมี 95% หรือมากกว่าการลดภาษีทันที

ไทยได้ยื่นรายการสินค้าได้รับการพิจารณาพิเศษ (PRIORITY LIST) ล้วนเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐ ได้แก่ สินค้าปลาทูน่า อัญมณี ชิ้นส่วนยานยนต์

"แม้ไทยจะไม่ลดภาษีให้สหรัฐทันที แต่ได้ชะลอออกไปเพียง 2-3 ปี แต่สิ่งที่เราต้องการ คือให้สหรัฐลดภาษีให้ทันทีมากกว่านี้สัก 95% หรือมากกว่าการเจรจารอบนี้ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายกลับไปปรับปรุง รายการสินค้าลดภาษีกันและกันใหม่ ก่อนกลับมาเจรจากันอีกครั้ง" นางอภิรดีกล่าว

ไทยขอสหรัฐเพิ่มโควตาคนงาน

รายงานข่าวจากคณะเจรจา กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า วานนี้ (9 ม.ค.) คณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐสภาสหรัฐ ได้หารือกับนายนิตย์ โดยฝ่ายไทยได้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐสภาสหรัฐ เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายบุคคล (Mobility of bussiness people) โดยขอให้ออกกฎหมาย เพื่อให้โควตาพิเศษให้คนไทย สามารถไปประกอบวิชาชีพในสหรัฐได้ โดยความคืบหน้าประเด็นนี้ ควรจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเจรจาการเปิดเสรีการค้าบริการ

นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการหารือนอกรอบกับนายริชาร์ด ไวท์ ผู้อำนวยการด้านสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช และนายแอนดรู เบริสต์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สำนักงานผู้แทนการค้า ของสหรัฐ ได้ตกลงร่วมกันที่จะยังไม่นำประเด็น ที่สหรัฐต้องการให้ไทย ยกเลิกภาษีการนำเข้าเนื้อโค เข้าหารือในที่ประชุมใหญ่ โดยจะนำไปเจรจานอกรอบ ให้ได้ข้อยุติภายใน 15 วัน

ชี้ไทยด้อยประสบการณ์เจรจาการเงิน

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ภาคการเงินมีประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะสหรัฐมีประสบการณ์ จากการเปิดเอฟทีเอกับชิลีและสิงคโปร์ จึงทำให้การเจรจากับไทยเข้มข้นมากขึ้น

ทั้งนี้ ยอมรับว่าประสบการณ์ในการเจรจาของไทยยังมีไม่มาก โดยเฉพาะการวางแนวทางระยะยาว 30-50 ปี ขณะที่ภาคการเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขีดความสามารถของผู้ควบคุมไม่เพียงพอ สถาปัตยกรรมด้านการเงินของไทย ยังไม่มีด้วยซ้ำว่าในอนาคต จะให้โฉมหน้าภาคการเงินของไทยเป็นอย่างไร เช่น จะมีเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ๆ ไม่กี่รายหรือไม่อย่างไร

นายธวัชชัย กล่าวว่า การเปิดเสรีภาคการเงินแบบเต็มที่ เป็นเรื่องยาก ที่ไทยจะแข่งขันได้ในระยะเวลาสั้น เพราะเป็นการแข่งขันในเรื่องของทุน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว ประเทศไทยแข่งขันไม่ได้ เพราะขนาดของทุนต่างชาติใหญ่โตกว่ามาก

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเทียบไทยกับสหรัฐแล้ว ถือว่าเป็นมวยคนละรุ่น การเจรจาจึงต้องขอแต้มต่อ และขอขยับเวลาการบังคับใช้ออกไปให้มีความพร้อม ทั้งด้านความแข็งแรง  และบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทจัดการกองทุน (บลจ.)

ม็อบนับหมื่นปักหลักประท้วง

เมื่อเวลา 10.00 น.วานนี้ (9 ม.ค.) ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ เครือข่ายภาคประชาชนต้านการเปิดการค้าเสรี และแปรรูปประเทศไทย 10 องค์กร อาทิ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ, เครือข่ายสลัมสี่ภาค, สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย, สมัชชาคนจน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ฯลฯ จำนวนประมาณ 10,000 คน ได้เดินขบวนมาตามถนนเจริญเมือง พร้อมถือป้ายผ้าเขียนข้อความโจมตีการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ และใส่หน้ากากล้อเลียน รวมทั้งมีการโห่ร้องและร้องเพลงปลุกใจ พร้อมทั้งแจกจ่ายใบปลิวและธงแดงแก่ประชาชนที่สัญจรไปมา

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ตัวแทนผู้ติดเชื้อเอดส์จำนวนกว่า 3,000 คนเป็นกำลังหลักในการชุมนุมครั้งนี้ เนื่องจากหากมีการเซ็นสัญญาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ จะมีผลต่อสิทธิบัตรยา ทรัพย์สินทางปัญญา และการรับยา ซึ่งจะกระทบกับการรักษาทุกโรค แต่โรคเอดส์เป็นโรคเฉพาะหน้าที่แสดงถึงปัญหาอย่างชัดเจน


จาก WTO ถึง FTA กับชะตากรรมของประเทศไทย

ประชา ธรรมดา  กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2549

ในวันที่ 9-13 มกราคมนี้ มีการประท้วง FTA ขึ้นที่เชียงใหม่ คำถามก็คือว่า ทำไมต้องประท้วง FTA ต่อเนื่องจากประชุม WTO ที่ฮ่องกงเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นกลจักรสำคัญของ "ลัทธิเสรีนิยมใหม่" หรือ "ทุนนิยมโลกาภิวัตน์"

นับแต่ก่อตั้งองค์การการค้าโลก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1995 ก็สั่งสมประวัติการทำงานอันเลวร้าย การบังคับให้ปฏิบัติตามคำตัดสินจากศาลชำนัญพิเศษของ WTO เท่ากับบ่อนทำลายมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมทั่วโลก สกัดกั้น หรือแช่แข็งกฎเกณฑ์นับจำนวนไม่ถ้วน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาผลประโยชน์ของแรงงาน ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาของประเทศยากจน

บทบัญญัติของ WTO ลดทอนความเข้มแข็งของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางด้านอาหารของประเทศต่างๆ รวมทั้งนโยบายการติดป้ายฉลากผลิตภัณฑ์ WTO ยังห้ามมิให้ประเทศต่างๆ สั่งห้ามสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานเด็ก และถึงขนาดก้าวก่ายเข้าไปกำกับดูแลการใช้จ่ายภาษีของท้องถิ่นด้วย (ยกตัวอย่างเช่น ห้ามมิให้การตัดสินใจจัดซื้อจัดจ้าง ของรัฐบาลนำประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชนมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ)

กระบวนการตัดสินข้อพิพาทที่มีผลผูกมัดของ WTO และการขยายกฎเกณฑ์ใหม่ มีการโอนย้ายการตัดสินใจ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมและสังคม จากองค์กรภายในประเทศ ที่ได้รับเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยไปไว้ที่ศาลชำนัญพิเศษของ WTO ที่ประชุมกันเบื้องหลังบานประตูปิดตาย ในนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

ความคลั่งไคล้ที่ WTO มีต่อค่านิยมทางการค้าน่าจะเห็นชัดเจนที่สุด เมื่อดูจากกฎเกณฑ์ที่พยายามเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสินค้า กล่าวคือ การแปรรูปทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นทรัพย์สิน ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้นำมาซื้อขายได้

ยกตัวอย่างเช่น ระบบใหม่นี้ให้สิทธิบัตรแก่รูปแบบทางชีวภาพและความรู้ท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงสิทธิผูกขาดในการทำตลาดด้วย ลองพิจารณาตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอินเดีย ชาวอินเดียท้องถิ่นใช้ต้นนีมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์มาหลายชั่วอายุคน หลังจากบริษัทผู้นำเข้าสัญชาติอเมริกันค้นพบคุณสมบัติทางยาของต้นไม้ชนิดนี้ บรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐ และญี่ปุ่น ก็วิ่งเต้นจนได้รับสิทธิบัตรเหนือผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ทำจากต้นนีม ทอดทิ้งให้ประชาชนท้องถิ่นหมดหนทางสร้างกำไร จากความรู้ที่พัฒนามาหลายศตวรรษ

ลองพิจารณาถึงชะตากรรมของเกษตรกรเพื่อยังชีพด้วยก็ได้ ภายใต้การรับรองทรัพย์สินทางปัญญาของ WTO บริษัทธุรกิจสามารถมีสิทธิครอบครอง กล่าวตามตัวอักษรก็คือมีสิทธิบัตรเหนือความรู้และความพยายามของเกษตรกรท้องถิ่น ที่ปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืชมาตลอดหลายชั่วรุ่น ทันทีที่บริษัทถือสิทธิบัตรเหนือเมล็ดพันธุ์พืชชนิดใดชนิดหนึ่ง บริษัทสามารถบังคับให้เกษตรกรยากไร้ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี ซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปีหรือใช้เมล็ดพันธุ์ชนิดนั้นไม่ได้อีกเลย ทั้งๆ ที่อาจเป็นเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวที่หาได้หรือปลูกได้ผลในภูมิภาคนั้น

สถิติที่ผ่านมาของ WTO ในด้านความปลอดภัยของอาหารและกฎหมายด่านกักกันโรค หลังจากก่อตั้งมาได้ห้าปี แนวโน้มในเวทีทางด้านอาหารก็ออกลายให้เห็น คณะตุลาการของ WTO ชี้ขาดในทางที่เป็นผลร้ายต่อความปลอดภัยของอาหาร และกฎหมายกักกันโรคพืชหรือสัตว์ในทุกกรณี โดยให้เหตุผลว่า กฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการค้าเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งข้อตกลง WTO ยังเป็นอุปสรรคต่อประเทศต่างๆ ในการรักษาหรือเสริมสร้างมาตรการคุ้มครอง ในประเทศที่เกี่ยวข้องกับจีเอ็มโอ

การชุมนุมประท้วง WTO จึงเป็นการทวงสิทธิของคนจน เพื่อพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน และปกป้องผลประโยชน์โดยรวมของคนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้ ใช่หรือไม่?

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน พบว่า รัฐบาลไทยได้ลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA แล้วกับหลายประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอยู่ระหว่างการเจรจากับอีกหลายประเทศ ที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นและสหรัฐ รัฐบาลอ้างว่าการเปิดเสรีการค้าจะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล

แต่กลับปรากฏว่า เกษตรกรล้มละลาย เกษตรกรรมของชาติล่มสลาย การเปิดเสรีสินค้า หมายถึงการลดกำแพงภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้าให้มากที่สุด จนถึง 0% คือไม่เก็บภาษีศุลกากรเลย การเปิดเสรีสินค้าเกษตรกับประเทศจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐ ทำให้สินค้าเกษตรจำพวกผักผลไม้เมืองหนาว หอม กระเทียม ข้าวโพด ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์เนื้อ นม ซึ่งมีราคาถูกกว่าต้นทุนการผลิตในบ้านเรามากทะลักเข้ามา ส่งผลให้ราคาผักผลไม้โดยทั่วไป ลดต่ำลงเฉลี่ย 35-70% ทำให้เกษตรกรรายย่อยนับล้านคน ต้องประสบกับภาวะล้มละลายในไม่ช้า

ดูเหมือนว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์เพราะได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง แต่ในไม่ช้าเมื่อเกษตรกรรายย่อยพากันเลิกอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เราก็จะสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ หรือพึ่งพาอาหารจากระบบผลิตแบบอุตสาหกรรม

บรรษัทข้ามชาติผูกขาดพันธุกรรม ในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ข้อเรียกร้องของสหรัฐข้อหนึ่งคือ การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะทำให้บรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐสามารถใช้ความเหนือกว่าทางด้านเทคโนโลยี นำข้าวหอมมะลิ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ ตลอดจนพืชสมุนไพร ทรัพยากรชีวภาพ และพันธุกรรมประเภทต่างๆ ไปวิจัยต่อยอดหรือตัดแต่งเพียงเล็กน้อย แล้วจดสิทธิบัตรได้ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย ส่งผลให้เกษตรกรที่ซื้อพันธุ์พืชซึ่งจดสิทธิบัตรแล้ว จะต้องจ่ายเงินซื้อพันธุ์ไปตลอด ไม่สามารถเก็บรักษาพันธุ์ไปปลูกต่อ เกษตรกรไม่สามารถแจกจ่ายหรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างกันซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญในการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ

คนป่วยไข้กินยาแพง ขาดแคลนหมอรักษา ถ้ามีการตกลงทำเขตการค้าเสรีกับสหรัฐ จะส่งผลให้การผูกขาดสิทธิบัตรยา ขยายจาก 20 ปี เป็น 25 ปี และส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาในประเทศ ซึ่งจะไม่สามารถผลิตยาชื่อสามัญขึ้นมาแข่งขันได้ ทำให้ยามีราคาแพงขึ้น โอกาสที่ผู้ป่วยจะได้ใช้ยาชื่อสามัญซึ่งมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับก็น้อยลง ในกรณีผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยเอดส์ ที่จำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสตลอดชีวิตนั้น พบว่ายาต้านไวรัสหลายตัวติดสิทธิบัตร หากมีการขยายอายุสิทธิบัตร ก็จะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อหมดโอกาสได้รับยา เนื่องจากราคายาจะแพงขึ้นมาก ยารักษาโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น มะเร็ง ไต ก็จะมีราคาแพงขึ้นและหมดโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งเอเชีย (Medical Hub) เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทันตกรรม สปา และนวดแผนไทย อีกทั้งยังมีนโยบายทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ที่รวมถึงการเปิดเสรีบริการด้านสุขภาพ

จากการศึกษาของกระทรวงพาณิชย์พบว่า ในปี 2544 มีผู้ป่วยต่างชาติมาใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชน 7 แห่ง มากถึง 470,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ถึง 38% ขณะที่ในปี 2545 มีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ 630,000 ราย จากโรงพยาบาลเอกชน 33 แห่ง ขณะนี้ ประเทศไทยมีแพทย์ 27,000 คน ซึ่งถือว่าน้อยมาก (แพทย์ 1 คน ต่อประชากร 2,400 คน) ถ้าเอาชาวต่างชาติเข้ามารักษามากขึ้นในขณะที่แพทย์ไทยมีน้อยอยู่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น? หรือเมื่อแพทย์และพยาบาลพากันลาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น

รัฐบาลเร่งดำเนินแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค ที่เคยเป็นบริการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นด้านสื่อสารมวลชน โทรคมนาคม พลังงาน ประปา การศึกษา และสาธารณสุข

บทเรียนจากการแปรรูป ปตท. พบว่าเมื่อเปิดขายในตลาดหุ้น ขายหมดภายใน 1.7 นาที และมีเพียงกลุ่มทุนใหญ่ในรัฐบาล และใกล้ชิดรัฐบาลที่ได้ครอบครองหุ้นจำนวนมาก ขายสมบัติของชาติไปในราคา 35 บาทต่อหุ้น ปัจจุบันหุ้นมีราคาเกินกว่า 200 บาท สร้างกำไรมหาศาลแก่กลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง การแปรรูปกิจการการไฟฟ้าเข้าตลาดหุ้นก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน คือเป็นการยักยอกทรัพย์สินส่วนรวมของคนในชาติไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนไม่กี่กลุ่มอย่างไม่มีความละอาย

กิจการที่เป็นบริการทางสังคมสำคัญอีกด้านหนึ่ง คือบริการด้านการศึกษาหรือ "มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ" คือออกนอกระบบรัฐไปเป็นของเอกชน รัฐยกเลิกอุดหนุน เปลี่ยนเป็นจัดการบริหารแบบเอกชน ขณะนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐกำลังทยอยกันออกนอกระบบ ในอนาคตมหาวิทยาลัยเหล่านี้ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงตัวเอง หลักสูตรที่มุ่งเน้นพัฒนาสติปัญญาของชาติแต่ไม่ทำเงินก็อาจถูกตัดออก ต้องลดบริการที่เป็นบริการสังคม บริการสาธารณะ

และที่สำคัญต้องขึ้นค่าเล่าเรียน ลูกศิษย์จะกลายเป็นลูกค้า ลูกหลานชาวไร่ชาวนา ลูกคนมีรายได้น้อยต้องกู้เงินเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อจบออกมาต้องหางานทำใช้หนี้

ยิ่งไปกว่านั้น เมกะโปรเจคหลายแสนล้านบาทถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ ล่าสุดรัฐบาลประกาศเปิดให้ทูตประเทศต่างๆ มาเสนอประมูลโครงการ โดยอ้างว่า ประเทศไทยขาดแคลนทั้งทุนทางปัญญาและทุนทรัพย์ ต้องเปิดประเทศ เปิดโครงการให้ต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนา กลุ่มทุนนักการเมืองรัฐบาลเหล่านี้ต่างพากันทำตัวเป็นนายหน้าค้าประเทศ เปิดทางให้บรรษัทต่างชาติเข้ามากอบโกยกำไรในนามของการพัฒนากันอย่างโจ๋งครึ่ม

สรุปว่า FTA ย่อมมีผลกระทบต่อสังคมไทยและทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสมบัติของประเทศชาติโดยเฉพาะ FTA กับอเมริกา แต่ผู้ได้ประโยชน์กลับเป็นเพียงกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐไม่กี่กลุ่มเท่านั้นเอง ใช่หรือไม่ ?


เราอาจเสียสิทธิ 'สภาพนอกอาณาเขต' จากเอฟทีเอ

ธรรมรัฐ : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์, D.Phil. (Oxon) a.wanichwiwatana@gmail.com  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2549

ปัญหาเจรจาเอฟทีเอเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หนาหู โดยเฉพาะกรณีการเจรจาสองฝ่ายระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา มหามิตรอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิดๆ กำลังเป็นเรื่องร้อนแรงสำหรับรัฐบาลไทยที่ต้องมองกันว่า "ประเทศเราบนโต๊ะเจรจานี้ อย่างไรก็เสียเปรียบวันยังค่ำ" เพราะเหตุผลความจำเป็นที่สหรัฐจะต้องพึ่งพา หรือยกย่องว่าไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญยิ่งยวด ได้เปลี่ยนไปนานมาแล้ว

ปัจจุบันตลาดในเอเชียที่เป็นทางเลือกของสหรัฐมีมากมาย ถนนทุกสายมุ่งสู่ประเทศจีน อินเดียและอีกหลายประเทศ ที่มีค่าจ้างแรงงานถูกกว่า หรือมีทรัพยากรที่มากพอให้แสวงประโยชน์ได้ ในขณะเดียวกัน สหรัฐเองแทบไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยสินค้าเกษตรหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของไทย เพราะนอกจากจะผลิตได้เองอย่างพอเพียง ตอบสนองความต้องการของประชาชนภายในประเทศแล้ว บรรดาประเทศแวดล้อมในทวีปเดียวกันเอง ทั้งในละตินอเมริกาและเม็กซิโก ก็พร้อมที่จะตอบสนองความจำเป็นเร่งด่วนให้แก่สหรัฐทันท่วงที

เมื่อชัดเจนขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องชี้ให้ชัดลงไปกว่านี้อีก ว่า สภาพของประเทศไทยบนโต๊ะเจรจาที่นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่า เราจะไม่เสียเปรียบนั้นจะมีค่าเพียงราคาคุยหรือไม่? ทั้งนี้ บนพื้นฐานของหลักเจรจาต่อรองที่ใครเคยผ่านหลักสูตรอบรม หรือได้ศึกษามาอย่างช่ำชอง จะพบว่า หากฝ่ายหนึ่งได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายมากๆ การเจรจาต่อรองย่อมไม่เป็นผลและเสียเวลาเปล่า

การเจรจาต่อรองมีหลักง่ายๆ คือ ต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่ตนเองต้องการจากอีกฝ่าย และพร้อมจะแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์ตอบแทน ที่อาจมีมูลค่ามากหรือน้อยกว่า แต่ในที่สุดแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายจึงจะถือว่าการเจรจาต่อรองสัมฤทธิผล

ในกรณีสิ่งที่พูดกันนอกเหนือจากคำครหาว่าด้วยการเอื้อผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุนฝ่ายรัฐ ที่อาจมีใครได้รับผลประโยชน์ จากเครือข่ายเอฟทีเอ ยังมี ประเด็นสิทธิบัตรยา ที่มักมีการเอาเปรียบจากประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และค้นคว้าวิจัยที่สูงกว่า

ดังกรณีที่บริษัทจัดจำหน่ายยายักษ์ใหญ่ของโลกแห่งหนึ่ง ไม่อนุญาตให้จัดทำยาต้านไข้หวัดนก (Tamiflu) จากการแพร่ระบาดในระยะแรก แต่เมื่อทนกับแรงกดดันจากทั่วโลก และองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นผู้จัดซื้อยารายใหญ่ที่สุดของโลกไม่ได้ จึงยอมผ่อนปรนในระยะสั้นเป็นการชั่วคราว ทำให้เข้าใจได้ว่า "การค้ากับมนุษยธรรม" มักเดินไปบนทางที่เกือบจะขนานกันเสมอ

แน่นอนว่า การประท้วงต่อต้านแนวโน้มของราคายาที่จะแพงขึ้น และการเอาเปรียบของประเทศยักษ์ใหญ่ต่อการค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของเราเองจะมีความสำคัญไม่น้อย แต่หากมองให้ลึกซึ้ง จะพบว่า กรณีเอฟทีเอ หรือเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ไม่ต่างไปจากการสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ในช่วงยุคของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ดัตช์ รวมทั้งสหรัฐ ได้เคยใช้ย่ำยีประเทศไทยและเพื่อนบ้านของเรามาก่อนหน้านี้

การกล่าวหาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อแต่ประการใด เพราะจะเห็นได้ว่า หากการเจรจาเอฟทีเอยุติลงโดยเป็นไปตามข้อเสนอของสหรัฐก็ดีหรือประเทศอื่นๆ ที่ประเทศไทยไปผูกโยงทำเอฟทีเอร่วมกับประเทศนั้น จะเกิดข้อตกลงที่ผูกพันประเทศไทยและคนไทยที่เป็นประชาชนอย่างพวกเราๆ ท่านๆ ไปอีกตราบเท่าที่อายุสัญญาจะหมดลง

คงไม่ใช่เพียงปีสองปี แต่เท่าที่ทราบหลายเรื่องมีการตั้งเป้าให้มีข้อผูกพันกันนานนับสิบปีและยากที่จะบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า จะทำอะไรตามอำเภอใจมิได้ กระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบ และขอคำอธิบายในเงื่อนไขข้อเจรจาต่อรองของไทยกับสหรัฐและประเทศอื่นๆ ก็ดีเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิโดยเท่าเทียมกันที่จะรับรู้ หากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะถือเอา อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive order) เป็นตัวตั้ง โดยมีท่าทีที่จะเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นว่า ฝ่ายบริหารมีหน้าที่บริหารจัดการ และตัดสินใจไปได้โดยพลการ ย่อมถือว่าเป็นการผิดทำนองคลองธรรม กับเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และประชาชน

อยากให้คำนึงด้วยว่า การเจรจาต่อรองใดๆ ในฐานะตัวแทนประเทศชาติ ไม่ว่าผู้เจรจานั้นจะมีบรรดาศักดิ์ชั้นยศใดบนเวทีการทูต ต้องเข้าใจตรงกันว่า ทุกฝ่ายต่างถือประโยชน์ของประเทศตนเองเป็นสำคัญ การที่เรายอมยกประโยชน์ใดๆ ออกไปมิได้หมายความว่า อีกฝ่ายจะมองว่าเราเป็นผู้ใจกว้าง แต่คำพูดลับหลังที่มักเกิดขึ้นเสมอจากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักการทูตจำนวนมากนั่นคือ คำถากถางและคำเย้ยหยันที่ออกมาในทำนองว่า ฝ่ายคู่เจรจามือใหม่หรืออ่อนประสบการณ์

จึงอยากให้คณะผู้เจรจาและผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาเอฟทีเอพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจเรื่องใดๆ ยิ่งถ้าสามารถผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์เต็มรูปแบบ ด้วยประชามติเช่นเดียวกับการรับรองรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรป ที่มีทั้งประเทศที่เห็นชอบ และคัดค้านได้ก็จะเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่รับไม่ได้กับคำร่ำลือที่เชื่อกันว่าการเป็นมิตรกับมหามิตรที่เราเชื่อกันสนิทใจเช่นนี้ จะช่วยบันดาลความสมหวังตำแหน่งสำคัญระดับโลกให้ใครบางคนได้ โดยจะยอมแลกกระทั่งสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่เราอาจสูญเสียไปในอนาคต ซึ่งเป็นผลข้างเคียงตามมาจากการเจรจาเอฟทีเอนี้


ทักษิณพบ 350 นักธุรกิจวันนี้ หอการค้าแนะเลื่อนเอฟทีเอ 5 ปี

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2549

นายกฯ เชิญ 350 นักธุรกิจ แจงนโยบายเศรษฐกิจปี 49 วันนี้ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน ด้านหอการค้าเสนอ "ทักษิณ" ชะลอเจรจาเอฟทีเอสหรัฐ ออกไป 5 ปี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว ย้ำหากเปิดเสรีทันที ไทยเสียเปรียบแน่ ขณะเดียวกันคาดส่งออกปี 49 โต 13.9% แต่ขาดดุลเพิ่มจาก 8 พันล้าน เป็น 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้(10 ม.ค.)ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุม ครม.ว่าวันนี้ (11 ม.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เชิญนักธุรกิจจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย และสภาธุรกิจต่างๆ จำนวน 350 คน มาประชุมที่ตึกสันติไมตรี เพื่อประชุมร่วมกับนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อนำเสนอนโยบายของรัฐบาล ที่จะใช้พัฒนาเศรษฐกิจในปี 2549 ให้เอกชนได้รับรู้ร่วมกันและ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังขอให้รัฐมนตรีเข้าร่วม ในการพบกับภาคเอกชนครั้งนี้ด้วย

"ในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจนายกฯ จะกล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2548 ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับวิกฤติอะไรบ้าง และการเติบโตที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากสาเหตุใด ขณะที่ในปี 2549 นายกฯ จะชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อให้นักธุรกิจได้รับรู้ เข้าใจและเกิดความมั่นใจ พร้อมทั้งจะเปิดให้นักธุรกิจสอบถาม ก่อนจะร่วมรับประทานอาหารกัน" น.พ.สุรพงษ์ ระบุ

จี้นายกฯ จัดการปัญหาการเมืองวุ่นวาย

ดร.อัทธ์ พิศาลวนิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจนั้น เป็นการสร้างความมั่นใจให้นักธุรกิจมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลคือ การกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ชัดเจน มาตรการดูแลสินค้าเกษตร การจัดการความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องบอกให้ชัดเจนว่า จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ

นอกจากนี้ ก็จะต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจน เกี่ยวกับนโยบายการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐว่า รัฐบาลจะเดินหน้าต่อไป หรือจะชะลอไว้ก่อน รวมทั้งจะต้องเร่งเดินหน้า เรื่องโครงการเมกะโปรเจคให้มีงบประมาณ ลงไปก่อสร้างในปีนี้ให้ได้ 2-3 แสนล้านบาท ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน 2-3 แสนล้านบาท เพื่อสร้างโครงการเมกะโปรเจคได้ในปีนี้ ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

แนะรัฐชะลอเอฟทีเอสหรัฐออกไป 5 ปี

ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของการทำข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ นั้น เห็นว่ารัฐบาลควรชะลอหรือยกเลิกการเจรจาออกไปอีก 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้มีระยะเวลาปรับตัว เพราะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทย ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าอยู่มาก ขณะที่ทางสหรัฐเองก็มีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหลายด้าน หากเร่งเปิดเอฟทีเอกับสหรัฐจะทำให้ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยเสียเปรียบ เพราะภาคธุรกิจของไทยยังไม่มีความพร้อม

"หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐ เชื่อว่าการต่อต้านจะรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลจะอยู่ลำบาก ในแง่ของการบริหารจัดการประเทศ ผมยังไม่เคยเห็นการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศไหน ที่คนไม่เห็นด้วยมากเท่านี้ โดยส่วนตัวคิดการที่สหรัฐต้องการทำเอฟทีเอกับเรา เพราะต้องการเอาเปรียบเราอยู่แล้ว หากเปิดเสรีต่อไปทั้งบริษัท และคนสหรัฐ ก็จะเข้ามามากขึ้น รัฐบาลมีข้อมูลคนที่จะได้รับผลกระทบว่ามีจำนวนเท่าใด มีสิ่งไหนรองรับคนไทยที่จะได้รับผลกระทบตรงนี้หรือไม่ หากเร่งเปิดเอฟทีเอแล้วต่อไปคนไทยจะอยู่ตรงไหน" ดร.อัทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละ 3 แสนล้านบาทอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลจึงควรชะลอการเจรจาเอฟทีเอ กับสหรัฐออกไปก่อน เพื่อให้มีผลศึกษาและมาตรการรองรับผลกระทบต่างๆ ที่ชัดเจนก่อน

ยันไทยเสียสหรัฐได้ประโยชน์

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลบอกว่าเมื่อเปิดเสรีแล้ว จะทำให้สินค้าเกษตรของไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้มากขึ้น ที่จริงแล้วอัตราภาษีในสหรัฐก็ต่ำอยู่แล้ว โดยมีอัตราประมาณ 5% ขณะที่ภาษีของไทยสูงประมาณ 15% หากเปิดเสรีกับสหรัฐ ไทยจะไม่ได้รับประโยชน์จากภาษีมากนัก แต่สหรัฐจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีจากไทยมากกว่า การทำเอฟทีเอกับสหรัฐ ไม่เหมือนกับการทำเอฟทีเอไทย-จีน และไทย-อินเดีย ที่แต่ละประเทศยังมีกำแพงภาษีสูงอยู่

อย่างไรก็ตาม หากประเมินการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม จะได้รับประโยชน์ 50%และเสียประโยชน์ 50% แต่ภาคบริการ ทั้งสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน ประกันภัย ประกันชีวิต หากเปิดเสรีไทยจะเสียเปรียบมาก มีแต่ธุรกิจสปา รำไทย โรงแรม นวดแผนไทย เท่านั้นที่แข่งขันได้

"ภาคบริการเป็นภาคธุรกิจที่ยังไม่มีความพร้อมมากที่สุด ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร เงินทุน และเทคโนโลยี ส่วนภาคการเงิน โดยเฉพาะการธนาคาร ถือว่ามีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ธุรกิจประกันภัยหากเปิดเอฟทีเอจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก" ดร.อัทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่สหรัฐจะใช้การเมืองมากดดันไทยให้เปิดเอฟทีเอ โดยขู่ว่าจะเปิดเอฟทีเอกับมาเลเซียแทนนั้น ไทยควรมีจุดยืนทางนโยบายการค้าที่ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องอ่อนข้อให้สหรัฐ เพราะไทยมีอธิปไตยเป็นของตัวเอง ที่สำคัญสหรัฐยังต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าจากไทยอีกมาก

คาดขาดดุลบัญชี 3.3%

ดร.อัทธ์ ยังแถลงคาดการณ์ภาวการณ์ส่งออก-นำเข้า สินค้าไทย ปี 2549 ว่ายังคงขยายตัวแต่มีทิศทางที่ชะลอตัวลง โดยคาดว่า การส่งออกจะมีมูลค่า 126,701 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 13.9% เมื่อเทียบกับการส่งออกในปี 2548 ที่มีมูลค่าการส่งออก 111,203 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 15.2%

ส่วนการนำเข้าในปี 2549 คาดว่าจะขยายตัวในทิศทางที่ชะลอลงเช่นกัน โดยคาดว่าการนำเข้าจะมีมูลค่า 138,922 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 17.2% เมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีมูลค่า 118,543 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 26.1%

ส่งผลให้ดุลการค้าในปี 2549 ขาดดุล เพิ่มขึ้นจาก 8,661 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 เป็น 12,146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 3,865 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ในปี 2548 เป็น 6,723 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2549 หรือคิดเป็น 3.3% ของจีดีพี ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับดังกล่าวยังไม่น่าเป็นห่วง แต่รัฐบาลต้องรักษาระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ให้เกิน 4% ของจีดีพี

รายได้ท่องเที่ยวใกล้เคียงปี 48

"ดุลบัญชีเดินสะพัดมีทิศทางขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นผลมาจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการขาดดุลการค้า และรายได้จากภาคบริการที่ชะลอลง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะขยายตัวไม่มากนัก เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง รวมทั้งความล่าช้าและความไม่แน่นอนในการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้คาดว่าในปี 2549 จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 10,317 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีรายได้ 9,565 ล้านดอลลาร์สหรัฐ" ดร.อัทธ์ กล่าว

ส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2549 คาดว่าจะขยายตัว 4.5-5% โดยปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวในระดับดังกล่าว มาจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ที่คาดว่าจะมีงบประมาณลงไปประมาณ 2-3 แสนล้านบาท ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่รัฐบาลจะประกาศออกมาจะทำการบริโภคของประชาชนดีขึ้น

ดร.อัทธ์ อธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวในทิศทางที่ชะลอตัวลง เนื่องจากปัจจัยการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ปัญหาไข้หวัดนกยังเกิดขึ้นซ้ำซาก รวมทั้งปัญหาก่อการร้าย และปัญหาภัยธรรมชาติ

โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่งในปีนี้คือ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี และเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ยกเว้นมันอัดเม็ด ส่วนสินค้าที่ไม่ใช่ดาวเด่นแต่ยังคงขยายตัวได้ คือ ข้าว ยางพารา และเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่สินค้าดาวร่วง ได้แก่ มันอัดเม็ดและน้ำตาล


"ความอึดอัด" ของเสรีภาพภายใต้การเจรจาค้า "เสรี"

กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2549

ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น