หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจปีจอ ความไม่แน่นอนสูงท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า

ECO-NO-MISS : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  Bizweek กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2549

ปีนี้ปีจอครับบางคนก็ว่าเป็นปีหมาดุ บางคนก็ว่าเป็นปีหมาเชื่องส่ายหางไปมาน่ารักน่าเอ็นดู สำหรับผมจะเป็นปีหมาอะไรก็ช่างเถอะครับ ผมถือสุภาษิตไทยที่ว่า “สัตว์หน้าขนไว้ใจไม่ได้”

ดังนั้นปีจอปีนี้ผมจึงคิดว่าเป็นปีที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับเรื่องเศรษฐกิจ เพราะจนถึงปัจจุบันทุกคนมองเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ออกเป็นสองฝั่งครับ ฝั่งแรกคือ “เศรษฐกิจต่ำห้า” และ อีกกลุ่มหนึ่งคือ “เศรษฐกิจเกินห้า”

จากตารางจะสังเกตได้ว่าหน่วยงานต่างๆ ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยฝ่ายหนึ่งจะมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวประมาณ 4-5% ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจไทย น่าจะขยายตัวประมาณ 5-6%

อย่างไรก็ตามสรุปแล้วจะดีกว่าปีที่แล้วมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและสมมติฐานของแต่ละหน่วยงาน แต่ผมขอบอกอย่างหนึ่งครับว่า แต่ละสำนักวิจัยเศรษฐกิจก็มักจะมีสมมติฐานทางเศรษฐกิจทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบคล้ายๆ กันครับ

ทางด้านปัจจัยบวกที่สำคัญของปีนี้คงจะหนีไม่พ้นพระเอกอย่าง “mega project หรือการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ” ซึ่งตามกำหนดการจะต้องมีเม็ดเงินลงทุนในปีนี้ทั้งปีประมาณ 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินมหาศาล ที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับพระรองยังคงต้องยกให้ “การส่งออก” ซึ่งรัฐบาลได้วางแผนให้ปีนี้มูลค่าการส่งออก ขยายตัวอย่างน้อย 17% หากทำได้สำเร็จหรืออย่างน้อย 15% ก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากทีเดียว นอกจากนี้ความหวังที่การท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวขึ้นอย่างคึกคักก็จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น ยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะเกิดขึ้นตามเป้าหมายหรือไม่ จะเกิดขึ้นในเวลาใดกันแน่ เช่น การลงทุนในโครงการเมกะโปรเจคของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน โดยการจัดหาเงินทุน ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมาจากแหล่งใดในประเทศหรือต่างประเทศเป็นจำนวนเท่าไร และจะมีการประมูลโครงการอย่างไร

และคำถามที่สำคัญคือเมื่อไรโครงการต่างๆ จะเริ่มดำเนินการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไตรมาสหนึ่ง สอง สาม หรือสี่

เพราะระยะเวลามีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจไทยครับ หากเริ่มเร็วเศรษฐกิจก็จะถูกกระตุกกระตุ้นเร็ว หากเริ่มช้าเศรษฐกิจไทยก็จะหงอยตามความล่าช้าไปด้วย

สำหรับการส่งออกนั้นจากข้อมูลตัวเลขการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2548 นั้น มูลค่าการส่งออกชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

คำถามตัวเบ้อเร้อสำหรับการส่งออกของไทยคือ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหรือไม่ และจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนเมื่อไร การส่งออกของไทยจะดีจริงหรือไม่ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวไม่สูงกว่าปีที่แล้วมากนัก เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนครับ

ดังนั้นเมื่อพูดถึงพระเอกและพระรอง (คือเมกะโปรเจคและการส่งออก) จะเห็นว่าบทบาทยังไม่โดดเด่นโดนใจคนดูมากนักในตอนนี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี เมกะโปรเจค และการส่งออก น่าจะเริ่มมีผลงานชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี

ดังนั้นอดีตพระเอกอย่างการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนจึงยังมีบทบาทไม่เด่นนักในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งสอดรับกับการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ แสดงว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทำให้ทั้งคู่ยังระมัดระวังในการใช้จ่ายเพื่อบริโภคและลงทุน

จากที่ได้แสดงมาทั้งหมดผมคงต้องบอกครับว่า ปัจจัยบวกนั้นไม่มีปัจจัยใดเลยที่มีความโดดเด่นชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของปี หรือแม้กระทั่งทั้งปีก็ตาม

ทางด้านปัจจัยลบ ทุกคนเห็นตรงกันครับว่า ระดับราคาน้ำมันและราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยลบที่สำคัญในปีนี้ แม้ว่าจะมีการคาดกันว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ จะเพิ่มสูงขึ้นไม่มากแต่ก็จะทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (FT) น่าจะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและค่าครองชีพ ซึ่งจะส่งผลผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยลบที่สำคัญต่อมาคงจะหนีไม่พ้นเรื่องการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่งจะปรับตัวสูงขึ้นตามวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยโลก อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อยอีก 1.5% ในปีนี้ โดยจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 0.5% และ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกและครึ่งหลังของปีนี้

การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบที่สำคัญสองประการ ประการที่หนึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้น หรือรับกำไรน้อยลง และการลงทุนใหม่จะชะลอตัวลงเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ประการที่สองส่งผลกระทบต่อการบริโภคเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคชะลอการบริโภคลง เนื่องจากการบริโภคโดยเงินผ่อนจะมีต้นทุนสูงขึ้น หรือเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นจะชะลอการบริโภค หรือออมเงินมากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

ดังนั้นการที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ทั้งสองปัจจัยลบที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ที่พอคาดคะเนได้ว่า จะเกิดขึ้นอย่างไร มากแค่ไหนและเมื่อไร แต่ปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราไม่ทราบแน่ชัด ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่มากน้อยเพียงใด เมื่อไร และจะส่งผลกระทบในวงกว้างมากน้อยเพียงใด

ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ปัจจัยด้านการเมือง การก่อการร้าย สถานการณ์ไม่สงบทางภาคใต้ ปัญหาโรคระบาด และปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ต้องบอกกันตรงนี้ครับว่าปัญหาต่างๆ เหล่านี้ สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ มักจะมองว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นมากกว่าปีที่แล้วครับ แต่เรื่องต่างๆ เหล่านี้ใครจะคาดการณ์ได้ครับ ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ

คำถามที่สำคัญคือเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในปีนี้ได้หรือไม่ คำตอบคงจะบอกว่า “ได้” ถ้าถามต่อไปว่า “เมื่อไรและรุนแรงหรือไม่” ก็คงได้รับคำตอบว่า “ไม่รู้” ถ้าถามต่อไปว่า “ถ้าเกิดจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน” ก็คงต้องตอบว่า “ต้องดูว่า เกิดอะไร อย่างไร รุนแรงแค่ไหน”

และถ้าถามประโยคสุดท้ายว่า “สรุปแล้วเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นอย่างไร” ผมขอตอบแบบอนุรักษนิยมเลยนะครับ เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจระมัดระวังป้องกันกันไว้บ้าง ขอตอบว่า “คงจะดีขึ้นจากปีที่แล้ว แต่เศรษฐกิจคงโตไม่ถึง 5% โดยเฉพาะเศรษฐกิจน่าจะยังซึมๆ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และน่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อเมกะโปรเจคเริ่มเดินเครื่อง”

และขอต่อประโยคสุดท้ายครับว่า “แต่สถานการณ์พลิกผันได้เสมอ เพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมีมาก ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้า และภาพที่ชัดเจนคงจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องโดยต้องดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในสัปดาห์หน้าเพิ่มเติมด้วย”

สรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นเศรษฐกิจสองหน้าครับ คือสามารถออกหัวหรือก้อยก็ได้ตามสถานการณ์