หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปี"49 "ปิคนิค" ยังไม่พ้นวิบากกรรม เกาะติดถังก๊าซ 3 พันล. หายไปไหน??

โต๊ะเศรษฐกิจ  มติชนรายวัน วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10161

จากการเกาะติด ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว "ลาภวิสุทธิสิน" ของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เริ่มจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และ 11 พฤษภาคม 2548 ให้ปิคนิคแก้ไขงบการเงินประจำปี 2547 ใหม่ มีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ

1.ตรวจสอบพบว่าโรงบรรจุก๊าซ 10 แห่งที่ซื้อก๊าซจากปิคนิคมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท ปิคนิคเป็นพิเศษ โดยบางแห่งผู้ถือหุ้น และกรรมการทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมีคัลส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทครอบครัวของผู้บริหารปิคนิค (ลาภวิสุทธิสิน) ปรากฏว่าในการทำธุรกรรม ระหว่างปิคนิคกับโรงบรรจุก๊าซทั้ง 10 แห่ง ปิคนิคเปลี่ยนวิธีการจากเดิมที่โรงบรรจุก๊าซเคยจ่ายเพียงค่ามัดจำ และสามารถใช้ประโยชน์จากถังก๊าซได้ไม่มีกำหนดเวลา รวมทั้งสามารถเรียกเงินมัดจำคืนจากปิคนิคได้เมื่อไม่ต้องการใช้ถัง เป็นให้โรงบรรจุก๊าซทำสัญญาเช่าถังเป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นเงิน 900 ล้านบาท โดยปิคนิคได้บันทึกค่าเช่าถังดังกล่าวไว้ในงบการเงินปี 2547 เป็นจำนวน 178 ล้านบาทด้วย

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.ตรวจพบว่าเงินค่าเช่าถัง 178 ล้านบาทดังกล่าว ผู้บริหารของปิคนิครายหนึ่ง เป็นผู้จ่ายเงินค่าเช่าแทนโรงบรรจุก๊าซ

นอกจากนั้น ยังตรวจพบว่าปิคนิคได้ขายก๊าซให้โรงบรรจุก๊าซเหล่านั้นในราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าที่ขายให้แก่โรงบรรจุก๊าซทั่วไป โดยโรงบรรจุก๊าซทั้ง 10 แห่งซื้อก๊าซจากปิคนิคเป็นเงินกว่า 1,700 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 48 ของยอดขายก๊าซทั้งหมด

2.ปิคนิคซื้อบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ เวิลด์แก๊ส และบริษัทในเครือ ในปลายปี 2547 โดยอ้างว่าทั้งสองบริษัทมีค่าความนิยม(good will) สูงถึง 1,049 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 70 ของเงินที่ปิคนิคจ่ายซื้อกิจการ (1,480 ล้านบาท)

แต่ปรากฏว่าบริษัทย่อยทั้งสองแห่งมีกำไรเพียง 8 ล้านบาท ทำให้เห็นว่าค่าความนิยมดังกล่าว ไม่สามารถทำประโยชน์ให้แก่ปิคนิคได้ถึง 20 ปีตามนโยบายบัญชีของบริษัท

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว นำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตรวจสอบการโยงใยระหว่างผู้บริหารปิคนิค กับผู้ก่อตั้ง และ/หรือกรรมการ ผู้บริหารโรงบรรจุก๊าซหลายแห่ง จนนำมาซึ่งการฟ้องร้องกล่าวโทษนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการปิคนิค และ น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการปิคนิค และพวกรวม 12 คน ในข้อหาตกแต่งบัญชี และยักยอกเงินบริษัท ตามด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ของนายสุริยา ขณะเดียวกัน "มติชน" ก็ถูกปิคนิคฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายสูงถึง 10,000 ล้านบาท

นับเป็นข่าวใหญ่ของปี 2548 และฮือฮาจนทำให้ "มติชน" ได้รับรางวัลชมเชย ข่าวทุจริตเชิงสอบสวน ประจำปี 2548 จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย

แต่เรื่องราวการตรวจสอบข้อเท็จจริงปิคนิค ไม่ได้จบลงแค่นั้น!!

"มติชน" ยังคงเกาะติด และแกะรอยธุรกรรมทางการเงินของปิคนิคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการซื้อถังก๊าซทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท

ผู้สอบบัญชีได้รายงานในงบการเงินไตรมาสสาม ปี 2548 ว่า ระหว่างปี 2547 จนถึงไตรมาสสามปี 2548 ปิคนิคได้มีการซื้อถังบรรจุก๊าซ จากบริษัทผู้ผลิตแห่งหนึ่งเป็นจำนวนเงิน 2,166 ล้านบาท ซึ่งรายการซื้อถังดังกล่าว ได้บันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ถาวร ในงบดุลของปิคนิค แต่จากการตรวจสอบพบว่า 1.บริษัทผู้ผลิตถังดังกล่าว เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทโรงบรรจุก๊าซ ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าที่ ก.ล.ต.ระบุว่าปิคนิคมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงอยู่ด้วย 2.ผู้สอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบถังบรรจุก๊าซได้ และไม่อยู่ในวิสัยที่จะทราบได้แน่ชัดว่า ถังบรรจุก๊าซของปิคนิคอยู่ที่ไหนบ้าง และมีจำนวนเท่าใด นอกจากนี้ ปิคนิคได้ให้บริษัทผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งหนึ่ง ดำเนินการประเมินมูลค่า ของถังบรรจุก๊าซดังกล่าว ปรากฏว่ามีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกไว้ในบัญชี เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท ถือเป็นรายการขาดทุนที่ต้องลดมูลค่าของสินทรัพย์ลงในไตรมาสสามของปี 2548

ส่วนการซื้อถังก๊าซขนาดใหญ่นั้น ในช่วงปี 2547 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2548 ปิคนิคได้เข้าทำสัญญาซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่ จากห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่รายหนึ่ง มูลค่ารวม 997 ล้านบาท ซึ่งได้จ่ายเงินมัดจำไปแล้ว 892 ล้านบาท และบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุลของปิคนิค แต่จากการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ พบว่า 1.ห้างหุ้นส่วนดังกล่าว มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทโรงบรรจุก๊าซ 2.จนถึงไตรมาสสามปี 2548 คู่สัญญาได้ส่งมอบถังให้แก่ปิคนิคเพียง 167 ล้านบาท

ต่อมาไตรมาสสามปี 2548 คู่ค้าของปิคนิคได้เรียกคืนถังบรรจุก๊าซในส่วนที่ปิคนิคบันทึกเป็นสินทรัพย์ทั้งหมด โดยระบุว่าถังดังกล่าว ไม่ได้คุณภาพ และจะคืนเงินค่าถังทั้งหมดให้กับปิคนิค ซึ่งฝ่ายบริหารปิคนิคแจ้งว่ากำลังอยู่ระหว่างคืนถัง เพื่อยกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนจากคู่ค้ารายนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้สอบบัญชีระบุว่า เนื่องจากปิคนิคและบริษัทย่อยไม่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุการณ์ในกรณีที่ คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสที่ปิคนิค และบริษัทย่อยจะได้รับความเสียหาย จากสัญญาการซื้อถังดังกล่าวได้ เนื่องจากเวลาได้ผ่านไปยาวนานแล้ว การที่จะได้รับคืนเงินมัดจำจากการยกเลิกสัญญา ขึ้นอยู่กับความสามารถของปิคนิคในการเรียกเก็บหนี้คืนในอนาคต

จากรายงานของผู้สอบบัญชีดังกล่าว นำมาซึ่งการตั้งข้อสงสัยถึงการใช้จ่ายเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ในการซื้อถังบรรจุก๊าซของปิคนิค และความมีอยู่จริงของถังดังกล่าว ซึ่งผู้สอบบัญชีระบุไว้อย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของถังขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ว่า ไม่สามารถตรวจสอบปริมาณถังที่ชัดเจน และไม่อาจทราบได้ว่า ผู้ผลิตถังมีการจัดส่งถัง ไปยังร้านค้าย่อยใดบ้าง เนื่องจากปิคนิคแจ้งว่า เป็นการจัดส่งโดยตรงจากผู้ผลิตถังไปยังร้านค้าย่อย โดยไม่ผ่านปิคนิค

อันเป็นที่มาของการที่ ก.ล.ต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เข้าไปตรวจสอบการทำธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการสอบสวนสืบสวน

แต่เชื่อว่า นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และสาธารณชนจะได้รับทราบข้อเท็จจริงว่า มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการบันทึกตัวเลขทางบัญชี เพื่อตกแต่งบัญชี

หวังว่า น่าจะรู้กันภายในปี 2549 !!

หน้า 20


เปิดรายงานผู้สอบบัญชี แจงเหตุไม่รับรองงบฯ ปิคนิค ถังก๊าซล่องหน-หนี้สินรุงรัง

มติชนรายวัน วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10219

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำส่งงบการเงินประจำปี 2548 ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินดังกล่าว เนื่องมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของบริษัท เนื่องจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 บริษัทและบริษัทย่อยมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 1,725 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 3,059.51 ล้านบาท ลดลง 3,294.45 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 1,402.25

ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีจากสำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด ได้รายงานประกอบงบดังกล่าวว่า จากคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ให้ปิคนิคแก้ไขงบการเงินปี 2547 ซึ่งผลการปรับปรุงดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่องบการเงินสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2548 และ 2547 ดังนี้

1.ธุรกรรมการขายก๊าซให้กับโรงบรรจุก๊าซ

ในระหว่างปี 2548 ปิคนิคได้ขายก๊าซให้กลุ่มบริษัทโรงบรรจุก๊าซซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด 18 แห่ง เป็นจำนวนรวม 1,849 ล้านบาท ราคาขายต่อหน่วยสูงกว่าราคาขายให้กับลูกค้าทั่วไปร้อยละ 16-19 โดยฝ่ายบริหารปิคนิคให้เหตุผลว่า เกิดจากการให้เงื่อนไขการชำระเงินที่ผ่อนปรน และเนื่องจากถังบรรจุก๊าซที่โรงบรรจุก๊าซได้จากปิคนิคมีสภาพใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สอบบัญชีเห็นว่าราคาขายสูงกว่าปกติ เนื่องจากพบว่าโรงบรรจุก๊าซบางแห่งสามารถซื้อก๊าซชนิดเดียวกัน จากผู้ขายก๊าซรายอื่นได้ในราคาต่ำกว่าที่ซื้อจากปิคนิค ซึ่งหากปิคนิคขายในราคาเดียวกับลูกค้าทั่วไป อาจทำให้รายได้ปิคนิคสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ลดลงประมาณ 210 ล้านบาท

ปิคนิคได้ทำการปรับปรุงงบการเงินตามคำสั่ง ก.ล.ต. โดยได้โอนส่วนต่างของราคาขายออกจากงบฯกำไรขาดทุน ไปบันทึกเป็นส่วนเกินทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล โดยถือว่าส่วนต่างดังกล่าวเป็นเงินสนับสนุน ที่ปิคนิคได้รับจากผู้ถือหุ้น ผ่านกลุ่มบริษัทโรงบรรจุก๊าซ มีผลให้ปิคนิคขาดทุนสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 เพิ่มขึ้นรวม 210 ล้านบาท และทำให้กำไรสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ลดลง 500 ล้านบาท

นอกจากนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ปิคนิคมีลูกหนี้คงค้างชำระจากบริษัท โรงบรรจุก๊าซ 18 แห่ง จำนวน 719 ล้านบาท ซึ่งปิคนิคได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 719 ล้านบาท ในงบกำไรขาดทุนสำหรับปี 2548 อย่างไรก็ตาม ความถูกต้องในการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญนี้ขึ้นอยู่กับความพยายามติดตามเรียกเก็บจากลูกหนี้เก็บหนี้ในอนาคต เพื่อให้ปิคนิคมีความเสียหายน้อยที่สุด

2.ธุรกรรมซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดเล็ก

ในระหว่างปี 2547 จนถึงปี 2548 ปิคนิคได้ซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดเล็กจากบริษัทผู้ผลิตแห่งหนึ่งจำนวน 2,166 ล้านบาท ซึ่งรายการดังกล่าวบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ถาวรในงบดุลปิคนิค แต่ในไตรมาสสามปี 2548 ปิคนิคได้ให้บริษัทผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งหนึ่ง ดำเนินการประเมินค่าของถังที่เป็นสินทรัพย์ถาวร ปรากฏว่า มูลค่าตามรายงานการประเมินมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกไว้ในบัญชีเป็นจำนวน 1,000 ล้านบาท จึงได้ถือผลต่างดังกล่าวเป็นรายการขาดทุนที่ต้องลดมูลค่าของสินทรัพย์ลงในปี 2548

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับตัวเลขทางบัญชีแล้ว ผู้สอบบัญชียังไม่มั่นใจต่อปริมาณของถังบรรจุก๊าซที่ซื้อจากบริษัทผู้ผลิต ที่อ้างถึงที่บันทึกไว้ในบัญชี ซึ่งมีจำนวนลดลงเหลือสุทธิประมาณ 1,100 ล้านบาท

3.ธุรกรรมซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่

ในปี 2547 จนถึงไตรมาสแรกปี 2548 ปิคนิคได้เข้าทำสัญญาซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่ (เพื่อใช้เป็นคลังเก็บก๊าซ) จากห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่รายหนึ่ง มูลค่ารวม 997 ล้านบาท ปิคนิคได้จ่ายเงินมัดจำสำหรับสัญญาเหล่านั้นไปประมาณ 892 ล้านบาท ซึ่งบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุลของปิคนิค ซึ่งจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีพบว่า (1) คู่ค้ารายนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทโรงบรรจุก๊าซ (2) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 คู่สัญญาได้ส่งมอบถังให้แก่ปิคนิคเพียง 167 ล้านบาท ได้รับชำระคืนเงินมัดจำ 20 ล้านบาท ส่วนเงินมัดจำที่เหลืออีก 705 ล้านบาท ยังถือเป็นเงินมัดจำ เนื่องจากปิคนิคยังไม่ได้รับถัง

ในไตรมาสที่สามปี 2548 ปิคนิคได้ขอยกเลิกสัญญาซื้อถังบรรจุก๊าซ ซึ่งปิคนิคได้จ่ายเงินมัดจำไปแล้ว 282 ล้านบาท ได้รับเงินคืนแล้ว 20 ล้านบาท ส่วนมัดจำที่เหลืออีก 262 ล้านบาท อยู่ระหว่างรอรับเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2548 ถึงตุลาคม 2549

นอกจากนี้ บริษัทย่อยในต่างประเทศแห่งหนึ่งของปิคนิค ได้เข้าทำสัญญาซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่ กับคู่สัญญารายเดียวกับของปิคนิค สัญญามูลค่า 240 ล้านบาท และบริษัทย่อยได้จ่ายเงินให้กับคู่สัญญาไปแล้ว 235 ล้านบาท ในระหว่างปี 2548 คู่สัญญาดังกล่าวไม่สามารถส่งมอบถังให้ได้ ทั้งๆ ที่ถังทั้งหมดถึงกำหนดส่งมอบในปี 2547 โดยคู่สัญญาได้ขอเลื่อนกำหนดส่งไปเป็นเดือนมกราคม 2549 แต่ก็ยังไม่มีการส่งมอบ ซึ่งปิคนิคและบริษัทย่อยไม่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยง กรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้

4.การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ปิคนิคและบริษัทย่อยมีเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งหมด 5,053 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งจำนวน 3,374 ล้านบาท ได้ถึงกำหนดชำระคืนแล้ว แต่ปิคนิคยังไม่ได้ชำระคืน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการปิคนิค ได้มีมติจะเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1,478 ล้านหุ้น ซึ่งจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 2 มีนาคม 2549 เพื่ออนุมัติการเพิ่มทุน อีกทั้งเจ้าหนี้ตั๋วแลกเงิน 3 ราย ซึ่งมูลหนี้เงินต้น 146 ล้านบาท ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับปิคนิคเพื่อเรียกคืนเงินกู้ ส่วนหนี้ที่เหลือกับสถาบันการเงิน 4 แห่ง จำนวน 3,228 ล้านบาท ฝ่ายบริหารปิคนิคแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาต่อรอง

5.รายได้จากการขายน้ำมันปิโตรเลียม

ปิคนิคมีรายได้จากการขายน้ำมันปิโตรเลียมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2548 กับบริษัทอีกแห่งหนึ่งจำนวน 2,303 ล้านบาท ซึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 มียอดลูกหนี้คงค้าง 760 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ค้างชำระระหว่าง 3-6 เดือน ปิคนิคได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 734 ล้านบาท ในงบกำไรขาดทุนปี 2548

6.ค่าความนิยมจากการซื้อกิจการบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด

ในระหว่างปี 2548 ผลการดำเนินงานของบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นกำไร แต่หลังจากรายการปรับปรุงในการจัดทำงบการเงินรวม ปิคนิคเกิดส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทดังกล่าวประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อมูลค่าของค่าความนิยมของบริษัทย่อยแห่งนี้ และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ค่าความนิยมของบริษัทย่อยแห่งนี้มียอดคงเหลือสุทธิประมาณ 605 ล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากเหตุการณ์และรายการโดยรวมตามที่ระบุข้างต้น แสดงว่างบการเงินปี 2548 ของปิคนิคมีความไม่แน่นอนที่เป็นสาระสำคัญอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยอย่างมาก เกี่ยวกับมูลค่าสินทรัพย์ และความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของบริษัท ทำให้บริษัทไม่สามารถขายสินทรัพย์ เก็บหนี้ และชำระหนี้สินได้ตามปกติธุรกิจ ผู้สอบบัญชีจึงไม่อาจแสดงความเห็นต่องบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548

หน้า 20