หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
คุ้ยข่าว 2548

นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน  วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10161

*สวัสดีปีใหม่ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ปี 2548 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีที่ดีพอควรสำหรับสาธารณชนคนฝากเงิน ไม่มีข่าวอะไรให้ตกใจ และดอกเบี้ยก็ขยับขึ้นมาบ้างแล้ว

แต่ไม่มีเรื่องน่าตกใจไม่ได้หมายความว่าไม่มีเรื่องน่าสนใจหรือจะไม่มีเรื่องให้ตกใจในอนาคต ในปี 2548 นี้มีเรื่องที่น่าใส่ใจอยู่หลายเรื่อง และน่าจะเป็นข่าวด้วยซ้ำไป แต่เนื้อหาคงจะร้ายไม่พอ จึงไม่ได้เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์(ไม่ต้องพูดถึงโทรทัศน์ ซึ่งทำรายการกึ่งข่าวด้วยการยกหนังสือพิมพ์ไปอ่านให้ฟังทางหน้าจอ)

คราวนี้จึงขอนำบางเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง

 

*ลาแล้วบริษัทเงินทุน

ผู้อยู่ในวงการสถาบันการเงินเลี้ยงอำลาบริษัทเงินทุน หรือที่อดีตเคยเรียกว่าทรัสต์ กันอย่างเป็นทางการในปี 2548 ด้วยนโยบายของทางการนับแต่นี้ไปจะไม่มีบริษัทเงินทุนอยู่ในสารบบสถาบันการเงินของไทยอีกต่อไป หลังจากที่ถือกำเนิดขึ้นมาในวงการเงินของไทยได้ 30 กว่าปี

ทางการหยิบยื่นเงื่อนไขให้ว่า ถ้ารวมกิจการเข้าด้วยกัน ให้สิทธิขอใบอนุญาตเป็นธนาคารพาณิชย์ ถ้าไม่รวมก็ให้คืนใบอนุญาตประกอบกิจการเงินทุน แล้วทำเฉพาะการให้กู้ยืมเงิน โดยที่ตนเองไม่สามารถกู้ยืมเงินจากประชาชนรายย่อย ในรูปการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เทียบเคียงกันกับเงินฝากได้อีกต่อไป

ทางเลือกมีเพียงเท่านี้

 

*สวัสดีธนาคารน้องใหม่

บริษัทเงินทุนบางแห่ง รวมกิจการเข้าด้วยกัน แล้วเปิดเป็นธนาคารพาณิชย์ ทำให้ในปี 2548-2549 มีธนาคารพาณิชย์ชื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกหลายธนาคาร และตัวเลขจำนวนธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย โตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผกผันกับตัวเลขบริษัทเงินทุนที่ลดลงจนเป็นศูนย์

ธนาคารหน้าใหม่แต่ละธนาคารต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะประกอบธุรกิจอย่างไรในสภาพแวดล้อมที่มีธนาคารใหญ่ มีสาขาทั่วประเทศ มีธนาคารพาณิชย์ฝรั่งที่ชำนาญด้านธุรกิจต่างประเทศและมีระบบงานที่พัฒนาแล้วใช้กันมาทั่วโลกด้านหนึ่ง และมีบริษัทที่ทำธุรกิจด้านสินเชื่ออุปโภคบริโภค ที่อยู่นอกการควบคุมของผู้กำกับสถาบันการเงินอีกพวกหนึ่ง

เราต้องเชื่อว่า ข้อดีคงจะมีมากพอ ทางการจึงได้ใช้นโยบายลดบริษัทเงินทุน เพิ่มธนาคารพาณิชย์ แต่วิธีการก็ไม่ได้รับรองว่า ต่อไปจะไม่มีปัญหาเรื่องสถาบันการเงินล้ม เพราะตราบเท่าที่มีสถาบันการเงิน ปัญหาก็ย่อมมี เพียงแต่เปลี่ยนชื่อของสถาบันการเงินเท่านั้นเอง

การลดจำนวนรายอาจจะช่วยให้การตรวจสอบและกำกับทั่วถึงขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ทั่วถึงขึ้นในแง่ความลึกซึ้งของธุรกรรม ซึ่งเป็นเรื่องคุณภาพไม่ใช่เรื่องปริมาณ

 

*ถึงคิวบริษัทประกันภัยล้ม

ถ้าจะว่านับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไม่มีสถาบันการเงินปิดกิจการอีกเลยก็ไม่ใช่ เพราะมีบริษัทถูกธนาคารแห่งประเทศไทย สั่งควบคุมไปอย่างเงียบๆ แต่เป็นบริษัทเล็กๆ เสียงของผู้ฝากไม่มากมายอะไร ส่วนในปี 2548 สำนักงานประกันภัย ปิดบริษัทประกันภัยไป 1 แห่ง

บริษัทนี้รับประกันภัยรถยนต์ มีรถส่งเข้าซ่อมจำนวนมาก ปรากฏว่ารถที่นำเข้าซ่อมหายไปอย่างไร้ร่องรอย ขลุกขลักกันอยู่หลายวัน กว่าตำรวจกับสำนักงานประกันภัยจะบอกผู้เอาประกันที่ถูกหายได้ว่า ใครจะเป็นผู้รับเรื่องและดำเนินการ

ผู้เขียนไม่มีข้อมูลว่ารถหายไปกี่คัน สำหรับคนที่รู้จักปานนี้ก็ยังไม่ได้รถคืน เจ้าของทำใจแล้วว่าคงถูกถอดเครื่องไปขาย เป็นอะไหล่หมดแล้ว

อยากรู้จังว่าช่วงที่ปิดบริษัทและมีหลุมดำอยู่นั้นมีอะไหล่รถทะลักเข้าตลาดอะไหล่มือสองมากขึ้นแค่ไหน

เรื่องนี้ไม่เป็นข่าวอย่างน่าประหลาดใจ

 

*แล้วใครจะกำกับสถาบันการเงิน

ประเด็นแห่งปีอันเป็นความแตกต่างระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย คือเรื่องใครควรจะเป็นผู้กำกับสถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง มีข้อเสนอว่าควรแยกงานกำกับออกมา จากธนาคารกลาง แล้วรวมงานกำกับบริษัทประกันมาไว้ในร่มเงาเดียวกัน เพื่อให้ได้เอกภาพของงานกำกับ

งานกำกับสถาบันการเงินประเภทธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน เคยเป็นของกระทรวงการคลังแล้วค่อยๆ ถ่ายโอนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการออกพระราชบัญญัติรุ่นหลังๆ จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ งานกำกับทั้งหมด แทบจะอยู่ในมือธนาคารแห่งประเทศไทย

งานกำกับบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเกิดมาจากประวัติศาสตร์ เพราะพัฒนาการของบริษัทประกันในบ้านเราเริ่มด้วยการประกันภัยเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ต่อมาเมื่อบริษัทประกันชีวิตเริ่มมีบทบาทมากขึ้นก็เริ่มมีการคิดดังๆ ว่า ควรมีการจัดระบบการกำกับดูแลใหม่ได้หรือยัง

แน่นอน คนที่คิดเรื่องนี้ดังๆ คือคนที่รู้ว่าในที่สุดของที่สุด ตนจะต้องรับภาระการเงินสำหรับกิจการที่มีปัญหาอย่างเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งก็คือกระทรวงการคลัง และแน่นอนอีกเหมือนกันที่ว่า ผู้ที่กำกับดูแลอยู่เดิมย่อมร้องว่าไม่เห็นด้วย นี่เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ปุถุชน ไม่มีอะไรแปลกประหลาดถ้าไม่เป็นอย่างนี้จึงจะแปลก

คราวใหม่นี้ก็เช่นเดียวกัน เรื่องเริ่มมาตั้งแต่ข้อเสนอแนะข้อหนึ่งของ ศปร.ให้แยกงานกำกับสถาบันการเงินออกมา จากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ธนาคารกลางดูแลด้านนโยบายการเงินอย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง กับปัญหาสถาบันการเงิน

ในความคิดเห็นส่วนตัวเห็นว่า เราต้องการระบบเช็คแอนด์บาลานซ์ ไม่ใช่ให้หน่วยงานเดียวเป็นผู้กำกับดูแล ช่วยเหลือ แก้ปัญหา และทำให้ทุกอย่างจนกว่าจะเสียหายมาก จึงไปขอเงินของประชาชนจากงบประมาณ หรือจากทุนสำรองของประเทศ ออกมากู้หน้าและกลบเกลื่อนตัวเลข

ผู้เขียนยังไม่ลืมว่าทุกครั้งที่สถาบันการเงินประสบปัญหา สุดท้ายแล้วกระทรวงการคลังเป็นคนรับหน้าเสื่อตั้งแต่ทำโครงการ 4 เมษายน ไปจนกระทั่งในวิกฤตครั้งล่าสุดนี้ แม้เรื่องการตั้ง ปรส.ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าธนาคารชาติ พร้อมดูแลเฉพาะสถาบันการเงินดีๆ แล้ววางมือเรื่องสถาบันการเงินที่กำลังจะปิดกิจการ โดยตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาจัดการ การตั้ง ปรส.ตอนนั้นก็เบี่ยงเบนจากองค์กรที่เพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินทั้งระบบตามชื่อ เหลือเพียงบทบาทในการจัดการกับสถาบันการเงินที่ธนาคารชาติเสนอให้กระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการเท่านั้น

อีกประการหนึ่ง เราต้องการผู้ชำนาญการเฉพาะด้านในที่ๆ ถูกต้องเพื่อกำกับบริษัทประกันชีวิต เพราะเป็นแหล่งระดมเงินออมระยะยาวที่สุดของประเทศที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

นี่ไม่ใช่งานถนัดของกระทรวงพาณิชย์ อีกประการหนึ่ง เวลายังดีๆ อยู่ก็สบายใจกันไป แต่ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา จะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ใครจะควักเงินออกมาทดรองจ่ายช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหา

จึงเป็นเรื่องปกติที่กระทรวงการคลังต้องคิดเรื่องนี้ และก็ควรจะคาดไว้ว่า ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยกับสำนักงานประกันภัยก็จะต้องประสานเสียงแสดงความไม่เห็นด้วย แม้แต่ในกลุ่มเพื่อนๆ นักเศรษฐศาสตร์ก็เห็นต่างกัน เรื่องนี้มีอารมณ์ ความระแวง และการอ่านเกมในเบื้องลึกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

บางคนคิดว่านี่เป็นการแทรกแซงทางการเมืองโดยกระทรวงการคลัง พอชี้ให้เห็นว่า ก.ล.ต.ก็กระทรวงการคลังตั้ง ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าก็กระทรวงการคลังตั้ง ตั้งแล้วก็ไม่เห็นข้าราชการหรือนักการเมืองเข้าไปวุ่นวาย

แม้แต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เคยอยู่ในกำกับของกระทรวงการคลังก่อนจะโอนให้ ก.ล.ต.ประวัติไม่ได้บอกว่ากระทรวงการคลัง เคยรวบอำนาจเข้าไปมีแต่กระจายออกมา และก็เป็นเรื่องกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องมีกระทรวงเป็นเจ้าภาพ ไม่ให้กระทรวงการคลังเป็นคนเสนอเรื่องนี้จะให้กระทรวงไหนเสนอ

นักบริหารระดับสูงในวงการเงินนี่แหละ ตอบง่ายๆ ว่า "ไม่รู้ละ ยังไงๆ ก็เชื่อธนาคารชาติมากกว่ากระทรวงการคลัง"

นี่เป็นศรัทธาโดยแท้ ศรัทธาที่คนที่อยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทยควรภาคภูมิใจ และก็กลายเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องรักษาการประพฤติปฏิบัติให้ควรค่ากับศรัทธาที่ได้รับ

สรุปว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการคิดใหม่จากฝ่ายบริหารประเทศ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ถูกกันไปพลางๆ ก่อน

 

*ปิด บบส.

เรื่องสุดท้ายของบทความนี้และเรื่องสุดท้ายของปีพอดี คือการปิดบริษัทบริหารสินทรัพย์อันเป็นบริษัทคู่แฝดของ ปรส.ที่ปิดกิจการไปก่อนแล้ว

บบส.ตั้งขึ้นมาเพื่อรับซื้อหนี้เสียของสถาบันการเงินช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แล้วนำไปจัดการในฐานะผู้ชำนาญการพิเศษ เรื่องการปรับหนี้ ตอนแรกตั้งใจให้ประมูลหนี้สู้กับฝรั่ง แต่ก็เหมือนอีกหลายๆ เรื่องในช่วงปี 2540 ที่เหตุการณ์เปลี่ยนไป กลายเป็นประมูลกองท้ายๆ แล้วในช่วงต่อๆ มาก็เข้าไปประมูลหนี้มีปัญหาจากที่อื่นๆ อีก เช่น ที่กรมบังคับคดี(จากกองหนี้ของบริษัทเงินทุนที่ปิดกิจการไปแล้ว) และเข้าใจว่าจากธนาคารของรัฐด้วย

แม้ว่าเราจะพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ควันหลงยังจางไปไม่หมด บบส.ยังมีหนี้ที่ต้องจัดการทั้งหนี้เดิมและหนี้ที่ประมูลมาใหม่ๆ รวมๆ แล้วก็หลายหมื่นล้านบาท แม้จะลดลงจากช่วงประมูลจาก ปรส.แล้วก็ตาม

แต่บัดนี้ความเป็นผู้ชำนาญการของ บบส.ก็ถึงคราวปิดฉากลงเหมือนกัน เมื่อได้อ่านข่าวว่า จะมีการออกพระราชบัญญัติเลิกกิจการ นึกว่าต้องรอพระราชบัญญัติก่อน แต่พอดีผ่านไปทางกระทรวงการคลัง เห็นมีผู้ชุมนุมกัน (เรื่องนี้ก็ไม่เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่รับอยู่เป็นประจำ) จึงทราบว่ากำลังโอนกิจการของ บบส. กันอย่างรวดเร็ว ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์การ(เรียกกันด้วยชื่อเล่นว่า แบม) เป็นผู้จัดการต่อไป

จึงมีเรื่องงงอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือทำไมต้องรีบ เรื่องที่สองทำไมต้องเป็นแบม ไม่ใช่ บสท. ซึ่งตั้งมาเพื่อการนี้ซ้อนกัน บบส. ทั้งๆ ที่แบมไม่ได้มีบทบาทในการไปประมูลหนี้ที่ไหนเท่ากับ บบส.เหลือแต่หนี้เดิมของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการเท่านั้น ก็พอดีนึกขึ้นมาได้ว่า บบส.ตั้งโดยพระราชบัญญัติ ส่วนแบมตั้งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบริษัทธรรมดาๆ การจัดการน่าจะคล่องตัวกว่า อีกประการหนึ่ง กรรมการและผู้บริหารสองกิจการนี้หลายคนกินตำแหน่งอยู่สองแห่ง ก็เลยไม่แปลกใจ ยุบให้เหลืออันเดียวก็น่าจะดี ทุกคนจะได้เหลือตำแหน่งเดียว

แต่ก็มีข้อพึงระวังคือ ทุกครั้งที่มีการโอนหนี้หรือสินทรัพย์จากกิจการหนึ่งไปยังอีกกิจการหนึ่ง ข้าวของเอกสารมีช่องทางหายหกตกหล่น และผู้รับผิดชอบก็พ้นหน้าที่ไปแล้ว พ้นอำนาจที่กิจการใดจะไปตามตัวมารับผิดชอบ(นึกถึงตัวเองเวลาย้ายบ้าน หรือย้ายสำนักงานก็ได้ ข้าวของหายทุกทีแม้ว่าจะระมัดระวังแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าของหายไปได้อย่างไร) การโอนสินทรัพย์ในสถาบันการเงิน เอกสารตกหายไปไม่กี่แผ่นพลิกชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้องจากร้ายกลายเป็นดีได้ง่ายๆ และเท่าที่ผ่านมานับแต่ปี 2540 ก็มีการโอนย้ายหนี้กันหลายหนแล้ว

อย่างไรก็ตามการปิด บบส.หรือโอนย้ายสินทรัพย์ออกจาก บบส.เพื่อรอการออกกฎหมายปิดอย่างเป็นทางการ ไม่ได้หมายความว่าหนี้มีปัญหาหมดไป หรือว่าวิกฤตกลายเป็นอดีตเหมือน บบส. ตราบเท่าที่เรายังต้องทยอยโอนหนี้ ให้พ้นจากสถาบันการเงินไปอยู่ในสถาบันกึ่งการเงิน และสถาบันการเงินกึ่งรัฐอยู่เช่นนี้ เงาของวิกฤตก็ยังอยู่แถวๆ หางตานี่เอง

 

ขอหวังว่าในปี 2549 นี้เหตุการณ์ในวงการเงินจะราบเรียบไม่มีข่าวร้ายระเบิดตูมตามออกมาให้ตกอกตกใจ สำหรับดิฉันแล้วอยากจะขอหวังเพิ่มว่า ถ้าจะมีข่าวร้ายก็ขอรู้เร็วๆ ไม่มีการปิดข่าว หรือปิดข่าวกัน จนกระทั่งกว่าจะรู้ก็สายเกินการณ์

ขอให้ทุกท่านมีความสวัสดีทั้งกายและใจตลอดปีใหม่นี้

หน้า 6