|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจปีจอ..รอการเมืองนิ่ง
ปัจจัยร้าย...ทรงตัว
มติชนรายวัน วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10160 "ธนวรรธน์ พลวิชัย" ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย "เมื่อความมั่นเชื่อต่อเศรษฐกิจและการเมืองลดลง ย่อมทำให้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่าย" เวลานี้ความกังวลต่อการเมืองมีสูง ความชัดเจนเห็นได้ทันที เมื่อมีข่าวปฏิวัติก็ทำให้ตลาดหุ้นตกไปอยู่ที่ 670 จุด ฉะนั้น จุดเปลี่ยนทางการเมืองจึงเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายกำลังติดตามและกังวลไม่น้อย และจุดเปลี่ยนการเมืองจะเป็นจุดเปลี่ยนด้านอื่นๆ ด้วย ในทางการเมืองนั้นยังเป็นรัฐบาลขาขึ้นไม่ชัดเจน เมื่อการเมืองเปลี่ยนไม่ว่าจะเปลี่ยนขั้วเลย หรือถูกมองว่าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ สิ่งที่เกิดกับเศรษฐกิจคือ 1.ตลาดหุ้นตก เงินลงทุนระยะสั้นจะหายไป 2.อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทจะผันผวนกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ 3.การลงทุนภาคเอกชนทั้งของไทยและต่างชาติจะชะลอตัวหรือโยกย้ายไปประเทศอื่นๆ แทน เมื่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลงก็จะกระทบต่อทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อความมั่นเชื่อต่อเศรษฐกิจและการเมืองลดลง ย่อมทำให้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ก็จะเป็นวงจรทำให้ธุรกิจการค้าทุกขนาด และเศรษฐกิจโดยรวมหดตัวลง การเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เป็นความเปราะบางโดยการเคลื่อนไหวนอกสภา จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ในทางความคิดของประชาชน ตอนนี้กำลังความสับสนขัดแย้ง มีความคิดที่แตกแยกออกเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบประชาธิปไตยและใช้สันติวิธี เมื่อกระแสนิยมลดลงจนเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง นโยบายรัฐที่วางไว้ในระยะ 3-4 ปีข้างหน้าจะหยุดหายทันที ทั้งงบประมาณที่ใช้ผ่านเมกะโปรเจ็คต์ 1.8 ล้านล้านบาท และการผลักดันการค้าการลงทุน การบริการที่หวังจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้ามาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในประเทศ ก็จะหายไปด้วย เวลานี้ทุกคนจับตามองว่า รัฐบาลจะปรับตัวอย่างไร หากการเมืองเปลี่ยนแปลงในแบบยุบสภา จากกระแสภายนอกกระทบอย่างรุนแรงหรือการปฏิวัติ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2549 จะต่ำกว่า 4% แต่หากยุบสภาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอะไรที่รุนแรง เศรษฐกิจของไทยในปี 2549 ก็จะขยายตัวได้เกิน 4.0-4.5% หากไม่มีการอะไรเปลี่ยนแปลงในปี 2549 อยากเสนอให้รัฐบาลอย่าเพิ่งทำอะไรเร็วเกินไปในสิ่งที่มีประชาวิจารณ์กันอยู่ ควรเพิ่มความระมัดระวังรอบคอบในการเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ) กับประเทศที่กำลังสร้างความผูกพันไม่ควรเร่งมากนัก หากในทางปฏิบัติ กฎระเบียบ และการปรับตัวของคนไทยยังไม่พร้อม ควรฟังประชาชนให้มากขึ้น ควรถอยในเรื่องการส่งเสริมให้คนบริโภคผ่านสินเชื่อ ซึ่งหากขาดการควบคุมดูแลและตรวจสอบที่เข้มงวด ก็จะทำให้หนี้สังคมและหนี้เสียของประเทศที่สูงจนขาดเสถียรภาพได้ ทั้งนี้ ทางศูนย์ได้พยากรณ์ปี 2549 ไว้ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.8% สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัว 4.3% โดยเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2549 ยังต้องพึ่งพาภาคต่างประเทศ ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งการใช้จ่ายงบประมาณผ่านเมกะโปรเจ็คต์ ส่วนภาคเศรษฐกิจภายในประเทศน่าจะเริ่มกลับมาขยายตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสถานการณ์ต่างๆ เช่น การระบาดไข้หวัดนก สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ไม่รุนแรง คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2549 จะขยายตัว 13.3% หรือมูลค่า 124,820 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 15.7% หรือมูลค่า 136,540 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยจะเจอภาวะขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์มูลค่าถึง 11,720 ล้านเหรียญสหรัฐ กระทบต่อจีดีพีของประเทศ 6.1% และทำให้ดุลเดินสะพัดอยู่ในภาวะขาดดุลเพิ่มขึ้นหรือมีมูลค่า 5,220 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกระทบต่อจีดีพี 2.7% เงินเฟ้ออยู่ที่ 4.0% และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ 40.1 บาท/เหรียญสหรัฐ
"ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ " อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "ทิศทางเศรษฐกิจปี 2549 ไม่ใช่ขาขึ้น แต่เป็นเศรษฐกิจที่จะทรงตัวหรือต่ำกว่าเป้า" สถานการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้ว่า แม้จะยังไม่นิ่งและดูเหมือนจะเปราะบางมาก แต่คิดว่าคงจะเป็นเพียงปัญหาในระยะสั้นๆ ไม่มีผลกระทบต่อภาวะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ นอกจากตลาดทุน ตลาดหุ้นที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ แต่ก็จะเกิดในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ กลไกทางเศรษฐกิจของตลาดทุนก็จะดำเนินต่อไปได้เองโดยอัตโนมัติ การเมืองของไทยแม้จะวุ่นวายสับสนอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมือง หรือก่อจลาจลที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะงักงันได้ และเชื่อว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นในปี 2549 เช่น กรณีที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เศรษฐกิจคงจะหยุดชะงักในระยะสั้นๆ และน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จ หากมองว่าปรากฏการณ์ขาลงของรัฐบาล การเข้าร่วมรับฟังข้อมูลจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของประชาชน มาจากการที่ประชาชนถูกปิดกั้นกดดันไม่ให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระมานาน ความเปราะบางทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นเพียงระดับเล็กน้อยไม่มีอะไรเป็นปัญหากับเศรษฐกิจหลักๆ ของประเทศมากมาย โดยปัญหาขณะนี้มาจากการที่คนไม่มีพื้นที่แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ ผมคิดว่าประเด็นหลักที่จะเป็นปัญหาสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมือง สำหรับรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ คือ เรื่องการคอร์รัปชั่นไม่โปร่งใสในการดำเนินงานที่เชื่อว่าจะเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2549 เป็นเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่คาดว่าน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2548 ส่งผลให้จำนวนคนยากจนและมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น โดยที่รายได้เท่าเดิม นอกจากนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2549 น่าจะขยายตัวไม่ถึง 5% อย่างที่หลายๆ สถาบันคาดการณ์เอาไว้ เนื่องจากความไม่แน่นอนจากภาวะเงินเฟ้อ,อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับผลกระทบมาจากความผันผวนของค่าเงินสหรัฐเป็นปัจจัยหลัก ตอนนี้ถ้าพิจารณาดูภาคการลงทุน และกำลังการผลิตก็ไม่ได้สูงมากพอที่จะขยายการผลิตให้ส่งออกได้มากไปกว่านี้ ขณะที่ภาคการบริโภค ทั้งค้าส่ง ค้าปลีกก็ทรุดตัวลงมากอยู่ในระดับ 50-60% ของจีดีพีเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงชัดเจนว่าทิศทางเศรษฐกิจปี 2549 ไม่ใช่ขาขึ้น แต่เป็นเศรษฐกิจที่จะทรงตัวหรือต่ำกว่าเป้า และไม่เกิน 5% อย่างแน่นอน นอกจากนี้การที่รัฐบาลส่งสัญญาณออกไปว่าปี 2549 เศรษฐกิจจะดี เพื่อความเชื่อมั่นนักลงทุนก็เป็นความเชื่อเก่าๆ ที่อาจมีผลเสียกับเศรษฐกิจในระยะยาว
"สมชัย จิตสุชน" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) "สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดและถือเป็นบ่อนทำลายการลงทุนคือ การเอื้อพวกพ้องในกลุ่มผู้ใกล้ชิดกับรัฐบาล" ปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยในรัฐบาลที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถือว่ามีความเสี่ยงของการเป็นขาลง เนื่องจากนโยบาย และกลยุทธ์ในการทำงานบริหารประเทศได้ถูกดึงออกมาใช้จนหมดแล้ว ประกอบกับปรากฏการณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการการเมืองภาคประชาชน ที่ถูกปิดกั้นทางความคิด ประกอบกับการเห็นว่ามีความโปร่งใส เกิดขึ้นในสังคม ทำให้มีแนวโน้มเกิดขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะในรัฐบาลที่เป็นเผด็จการรัฐสภา รัฐบาลทักษิณ 2 ถือว่ามีความเสี่ยงของการเป็นขาลง เพราะจะออกนโยบาย หรือแนวคิดอะไร ที่เป็นที่ต้องการของประชาชนเหมือนสมัยทักษิณ 1 คงจะยาก เพราะไม่น่าจะมีอะไรในตำราที่จะงัดมาใช้ได้อีก ขณะเดียวกัน การที่เริ่มมีแรงต่อต้านจากประชาชนน่าจะมาจากการเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ทางความคิดและอารมณ์ แต่การเคลื่อนไหวคงจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนาดใหญ่ เพราะดูจากท่าทีการพูดจาโดยรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าอ่อนลงมาก และถ้าเป็นแบบนี้ตลอด น่าจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้จนครบในสมัยที่สอง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรกับตลาดหุ้นไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก เพราะเปราะบางอยู่แล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์การเมืองไทยกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคถือว่าดีกว่ามาก ดังนั้น นักลงทุนก็น่าจะรับสภาพได้ แต่สิ่งที่มองว่าน่าเป็นห่วงที่สุด และถือเป็นบ่อนทำลายการลงทุนคือ การเอื้อพวกพ้องในกลุ่มผู้ใกล้ชิดกับรัฐบาล ที่จะทำให้นักลงทุนทั่วไปไม่อยากจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็เสียเปรียบและไม่ได้งาน หรือผลตอบแทนที่คุ้มค่า สำหรับภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2549 น่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 5% ซึ่งใกล้เคียงกับการเติบโตในปี 2548 เนื่องจากเห็นว่าปัจจัยลบที่จะฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้ชะลอลงยังไม่มีอะไรชัดเจน ตั้งแต่สถานการณ์ราคาน้ำมัน ที่คาดว่าจะไม่ใช่พระเอกหรือผู้ร้ายอีกต่อไป เพราะแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะสูงถึง 80-100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คงเป็นไปไม่ได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คงจะทรงตัวต่อไป และถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาแบบปีต่อปี นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นผลมาจากการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันเป็นจำนวนมาก ในช่วง 6-7 เดือนแรกของปี 2548 ไม่น่าจะส่งต่อเนื่องมายังปี 2549 เนื่องจากคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปี 2549 ไม่น่าจะปรับตัวสูงถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อในปี 2549 ไม่น่าจะเกิน 4% ด้วย สวนปัจจัยเรื่องการส่งออกในปี 2549 น่าจะขยายตัวประมาณ 10% โดยชะลอตัวจากปี 2548 ที่ขยายตัวประมาณ 15% ก็ถือว่าดีมากแล้ว นอกจากนี้ปัญหาเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็น่าจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2549 แต่ไม่น่าจะเป็นปัญหารุนแรงมากเท่ากับปี 2550-2551 ที่โครงการเมกะโปรเจ็คต์จะเดินหน้าตั้งแต่ต้นปี ซึ่งไทยจะต้องนำเข้าสินค้าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการลงทุนเป็นจำนวนมาก หน้า 3
|