|
||||||||||||||
|
แนวคิดของการควบรวมสถาบันการเงิน
(1)
คอลัมน์ คลื่นความคิด ธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มติชนรายวัน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10215 พักนี้มีข่าวเล่าลือเป็นครั้งคราวว่า แบงก์นั้นจะรวมเป็นแบงก์นี้ ดิฉันจึงได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และแบงก์ชาติมีแนวคิดหรือแนวนโยบายเกี่ยวกับการควบรวมของสถาบันการเงินอย่างไร ขอย้อนกลับไปในอดีตจนถึงวิกฤตเศรษฐกิจ การควบรวมจะเป็นวิธีแก้ปัญหาเวลาที่มีธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนประสบปัญหาด้านฐานะจนไม่สามารถทำธุรกิจต่อไป แบงก์ชาติก็จะหาทางให้มีธนาคารพาณิชย์ที่แข็งแรง มาควบรวมเอาไป โดยทั่วไปก็จะมีการชดเชยความเสียหายให้แก่ธนาคารพาณิชย์ที่มารับภาระไป ที่ใช้วิธีควบรวมนี้ก็เพราะประเมินว่า เป็นวิธีที่ถูกกว่าการปิดสถาบันการเงินที่มีปัญหาแล้วชดเชยเงินฝากให้ผู้ฝาก อีกทั้งยังไม่สร้างความแตกตื่น ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ฝากสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินแห่งอื่นได้ มาถึงต้นปี 2547 ซึ่งสถาบันการเงินมีความแข็งแรงขึ้นมากแล้ว อันเป็นผลพวงจากการปฏิรูปการบริหารของสถาบันการเงิน วิธีการกำกับดูแลของแบงก์ชาติ และทุกฝ่ายไม่ต้องพะว้าพะวงกับการแก้ปัญหาในระยะสั้นแล้ว แบงก์ชาติก็เห็นความจำเป็นในการจัดทำแผนแม่บทของภาคสถาบันการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่า ภาคสถาบันการเงินของเรา จะมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต แผนแม่บทดังกล่าวบังคับให้สถาบันการเงินต้องควบรวม 2 กรณีคือ กรณีที่บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่มีคุณสมบัติดีพอที่จะยกฐานะขึ้นมาเป็นธนาคารพาณิชย์ได้ จะต้องควบรวมกับสถาบันการเงินอื่นอีกอย่างน้อย 1 แห่ง นโยบายนี้มาจากการประเมินว่า ในระยะยาวบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์น่าจะแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ได้ยาก เพราะส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและมีต้นทุนในการทำธุรกิจสูงกว่า อีกกรณีหนึ่งคือ ถ้าธนาคารพาณิชย์มีบริษัทเงินทุนในเครือ ก็ต้องควบรวมเข้าด้วยกัน หรือถ้าไม่ควบรวม บริษัทเงินทุนนั้นก็รับเงินฝากไม่ได้ นโยบายนี้เรียกว่า นโยบาย One Presence เป็นแนวคิดที่ให้ธุรกิจการเงินแต่ละกลุ่มรับเงินฝากเพียงแห่งเดียวเพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะมีทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน ซึ่งทำธุรกิจใกล้เคียงกันมาก ก็ยุบรวมกันเสีย ธุรกิจใดที่เดิมธนาคารพาณิชย์ทำไม่ได้ ก็ให้ทำได้เลย จะได้ไม่ต้องมีบริษัทเงินทุนในเครือเพื่อทำธุรกิจเหล่านี้อีก การควบรวมภาคบังคับทั้ง 2 กรณี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สถาบันการเงินที่เข้าข่ายต้องควบรวม บ้างก็ได้ทำไปแล้ว บ้างก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ คาดว่าหลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภาคสถาบันการเงินของเราซึ่งเดิมมีหลากหลาย ทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และสำนักงานวิเทศธนกิจ รวมกันถึง 83 แห่ง ก็จะลดลงมาเหลือเพียง 43 แห่ง คำถามที่ตามมาบ่อยๆ ก็คือ จำนวนสถาบันการเงินที่เหลือนี้ แบงก์ชาติจะยังบังคับให้ควบรวมกันอีกในอนาคตหรือไม่ ดิฉันตอบได้ว่า ที่ผ่านมาที่ต้องบังคับให้มีการควบรวมก็เพื่อแก้ปัญหาฐานะ และการดำเนินงานของสถาบันการเงินที่อ่อนแอ หรือเพื่อจัดระบบโครงสร้างของสถาบันการเงิน เมื่อได้จัดระบบตามแผนแม่บทเสร็จแล้ว และธนาคารพาณิชย์ก็มีความแข็งแรงแล้ว แบงก์ชาติก็ไม่มีความจำเป็นที่จะให้ควบรวมกันอีก ถ้าธนาคารพาณิชย์จะควบรวมกัน ก็ถือเป็นการตัดสินใจเชิงธุรกิจของธนาคารเหล่านั้นเองที่จะทำโดยสมัครใจ ในปีที่ผ่านมา นอกจากการควบรวมภาคบังคับแล้ว ก็มีการควบรวมแบบสมัครใจ เช่น กรณีของธนาคารเอเชีย ควบรวมกับธนาคารยูโอบี รัตนสิน และธนาคารทหารไทย ควบรวมกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะเห็นว่า แบงก์ที่มาควบรวมกันโดยสมัครใจ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ซึ่งคงประเมินแล้วเห็นว่าธุรกิจภาคการเงินจะมีความเข้มข้นในการแข่งขันมากขึ้น ถ้ายังเป็นแบงก์เล็กๆ ต่อไป ก็อาจจะสู้เขาลำบาก ในอนาคตจะยังมีการควบรวมแบบสมัครใจอีกไหม? ขอผลัดไปคุยต่อครั้งหน้า หน้า 20 แนวคิดของการควบรวมสถาบันการเงิน (2) คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย ธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มติชนรายวัน วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10243 เมื่อครั้งที่แล้วได้เล่าว่าการควบรวมของสถาบันการเงิน (สง.) ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการรวมภาคบังคับ เพื่อแก้ปัญหาฐานะหรือการดำเนินงานของ สง. บางแห่ง และเพื่อจัดระบบโครงสร้างของภาค สง. ตามแนวทางของแผนแม่บทภาคสถาบันการเงิน แต่ในปีที่แล้ว มีการควบรวมแบบสมัครใจของแบงก์ขนาดเล็กหลายแห่ง และดิฉันได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า ในอนาคตจะยังมีการควบรวมแบบสมัครใจอีกหรือไม่ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) โดยรวมมีความมั่นคง มีเงินกองทุนสูง มีความสามารถในการหารายได้สูง และกำไรดี แต่ในอนาคตการแข่งขันน่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผนแม่บทได้อนุญาต ธพ. ทำธุรกิจได้กว้างขวางขึ้น และผู้เล่นก็จะมีแต่ ธพ. ไม่มี บง. หรือ บค. รายเล็กรายย่อย การแข่งขันจึงสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีธุรกิจนอนแบงก์เข้ามาแข่งขันในธุรกิจโอนเงิน ชำระเงิน สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น นอกจากนี้ แรงกดดันจากเวที WTO หรือ FAT ทำให้เราต้องเปิดเสรีภาค สง. ดังนั้น ธพ.ต้องวางแผนระยะยาวที่จะให้ตัวเองอยู่รอดได้ ที่ผ่านมา ธพ.ได้พยายามลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยการปรับโครงสร้างองค์กร และปรับกระบวนการทำงาน ภายในธนาคาร การควบรวมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ โดยการลดต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยี เพราะเมื่อควบรวมแล้ว ฐานของลูกค้าใหญ่ขึ้น ต้นทุนต่อรายก็ลดลง การควบรวมยังอาจช่วยเสริมจุดแข็งและลดจุดอ่อนซึ่งกันและกันได้ เช่น ธนาคารที่เดิมถนัดแต่ธุรกิจรายใหญ่ เช่น ให้กู้ทำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เมื่อรวมกับธนาคาร ที่ถนัดการให้สินเชื่อรายย่อย เช่น เช่าซื้อ บัตรเครดิต นอกจากจะเสริมฐานลูกค้าแล้ว ยังทำให้มีธุรกิจหลากหลาย สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารที่ตั้งเป้าว่าถึงจุดหนึ่งอยากจะไปบุกตลาดในประเทศอื่นตามการขยายตัวทางการค้า ก็คงต้องทำตัวให้ใหญ่พอสมควร ประเทศนั้นๆ ถึงจะยอมรับ และวิธีที่ทำได้แล้วก็คือการไปควบรวมเอารายอื่นเข้ามา ดังนั้น ถ้าจะให้คาดเดา ดิฉันก็คาดว่าในอนาคตน่าจะยังมีการควบรวมแบบสมัครใจอีก แต่จะเร็วช้าอย่างไร และมีกี่แห่ง คงขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาและเงื่อนไข การควบรวมก็เหมือนการหาคู่แต่งงาน ถ้าเผอิญเจออีกฝ่ายหนึ่งที่ตรงสเปค ท่าทางจะไปด้วยกันได้ดี พูดกันรู้เรื่อง เงื่อนไขตรงกัน ก็คงจะตกลงกันได้เร็ว มิฉะนั้นก็คงต้องร้องเพลงรอไปก่อน ที่สำคัญแบงก์จะต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนว่า จะควบรวมหรือไม่ ด้วยเหตุผลอะไร ไม่ใช่ตามแฟชั่น เห็นคนอื่นเขาทำก็ทำบ้าง แต่งงานแบบนี้มีสิทธิอยู่กันไม่ยืด ก่อนจบก็ต้องเน้นว่า แบงก์ไม่จำเป็นต้องควบรวมถึงจะอยู่รอด ถ้าหาตลาดที่ตัวเองถนัดมากๆ และการแข่งขันยังน้อยได้ ก็น่าจะไปได้สวย ตลาดในส่วนภูมิภาคยังขยายตัวได้อีกมาก ถ้าแบงก์ไหนเข้าถึงก็น่าจะไปได้อีกไกล หน้า 20
|