|
||||||||||||||
|
ครูใต้ กับ
ปัญหาความมั่นคง
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3769 (2969) ระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2549 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปกับคณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีคุณสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน และคุณนงเยาว์ อบสุวรรณเป็นผู้ประสานงานในการจัดอบรมผู้อำนวยการครูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหัวข้อเรื่อง "การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยหลักสิทธิมนุษยชนและศาสนา" ร่วมกับ โครงการเสมสิกขาลัย ของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ ที่อาจารย์ สุลักษณ์ หรือ ส. ศิวรักษ์เป็นประธาน โดยมีศาสตราจารย์จอห์น แมคคอนเนล แห่งมหาวิทยาลัยแลนคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เดินทางมาเป็นวิทยากรทั้ง 4 วันเต็ม ศาสตราจารย์จอห์น แมคคอนเนล เป็นผู้นับถือ 2 ศาสนาพร้อมกัน คือ เป็นชาวคริสต์ นิกาย เควกเกอร์ และเป็นชาวพุทธด้วย เนื่องจากท่านศึกษามาทางด้านศาสนาเปรียบเทียบ จึงเข้าใจ "แก่น" ของทุกศาสนาได้อย่างดีว่าอันที่จริงก็ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่เรียกชื่อพระเจ้าต่างกัน และมีคำสอนต่างกัน แต่ทุกศาสนาก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการให้มนุษยชาติหลุดพ้นจากความทุกข์ในโลกนี้เพื่อขึ้นสวรรค์ หรือพบพระเจ้าในโลกหน้า (รูปแบบหนึ่งของการหลุดพ้น) วิธีการที่ ดร.จอห์น แมคคอนเนลนำมาใช้สอน คือ การนำเอาหลักอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหลักที่วงการแพทย์สมัยใหม่นำมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรค คือเริ่มจาก ตัวปัญหา หรือทุกข์ สาเหตุของปัญหา (สมุทัย) อันได้แก่สถานการณ์ความไม่สงบและความไม่ปลอดภัยในชีวิต (มีทั้งจากปัจจัยภายนอก-ลูกศรดอกที่ 1 และปัจจัยภายใน-ดอกที่ 2 ที่ปักอก) ที่ทำให้เกิดทุกข์ อันได้แก่ความวิตกกังวลในความปลอดภัยของชีวิต หลักการหรือวิธีการในการแก้ปัญหา (นิโรธ) และการดับปัญหา (มรรค) ในการอบรมด้วยวิธีการ "ร่วมด้วยช่วยกันศึกษา" บรรดาครูจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงได้สะท้อนทุกข์ที่พวกเขาเผชิญอยู่ คือ ปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้ง และปมของความขัดแย้งออกมาอย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะบางปัญหาก็ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นักการเมืองให้ข่าว หรือสื่อเสนอออกมา ปัญหาหนึ่งที่ผู้อำนวยการครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนออกมา คือ ความโดดเดี่ยวว้าเหว่ที่ต้องทำงานในบรรยากาศที่อยู่ในความหวาดระแวงถึงความปลอดภัยของตนเอง จึงเกิดความเครียดตลอดเวลา จะเรียกร้อง หรือหนีก็ไม่ได้เพราะเป็นข้าราชการ การคุ้มครองความปลอดภัยที่เคยได้รับคำมั่นสัญญาก็ไม่ได้ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา ครูจะหยุดสอนหรือขอย้ายก็ไม่ได้ จึงอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ครูส่วนใหญ่ไม่มีปัญหากับชุมชนและผู้ปกครองเด็กนักเรียนไทยมุสลิม แต่ปัญหาความไม่สงบและปมของความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนและตรงจุดทำให้ครูกลายเป็นเป้าหมาย หรือแพะรับบาปของคู่ความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น นายประพันธ์ ท้าวพันแดง ผอ.โรงเรียนบ้านบองอ อ.ระแงะ จังหวัดนราธิวาส เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนของเขาโรงอาหารพัง เด็กนักเรียนจึงไม่มีที่นั่งกินอาหาร จึงขอความร่วมมือไปยังผู้ใหญ่บ้านชื่อ นิบัน เซ็งสาเมาะ ซึ่งเขาได้กุลีกุจอระดมชาวบ้านให้มาลงเงิน ลงแรงช่วยสร้างจนสำเร็จโดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณของราชการเลย ลูกหลานของพวกเขาจึงมีร้านอาหารและโรงอาหารกินอย่างมีกิจจะลักษณะ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสมานฉันท์ที่ยังดำรงอยู่ในหลายๆ ชุมชน แต่การที่ครูกลายเป็นเป้าเพราะว่าการทำร้ายครูมักจะเป็นข่าวใหญ่ หรือสามารถสร้างแรงกดดันรัฐบาลได้มาก ความช่วยเหลือที่ครูร้องขอและคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลไม่ว่าจะในเรื่องการเพิ่มกำลังมาให้ความคุ้มครองหรือเรื่องอื่นๆ ส่วนใหญ่จะได้แต่ "ลม (ปาก)" ตัวอย่างรูปธรรมหนึ่งคือ ผู้อำนวยการหญิงโรงเรียนป่าหวัง อ.บันนังสตา จังหวัดยะลา ซึ่งได้เพียรของบประมาณ มาสร้างรั้วรอบโรงเรียนที่มีความยาว 632 เมตร เพื่อให้บรรดาครูๆ รู้สึกมีความปลอดภัยมากขึ้นจากผู้ไม่หวังดี และทั้งยังสามารถป้องกันฝูงสัตว์เลี้ยงเข้ามาเพ่นพ่านทำลายวัสดุของโรงเรียนได้อีก แต่ก็ได้แต่ "ลม(ปาก)" ทั้งๆ ที่งบประมาณการสร้างประมาณไม่เกิน 1.5 ล้านบาทเท่านั้นเอง โดยได้ทำเรื่องถึงหน่วยงานของรัฐบาลหลายแห่ง รวมทั้งถึงสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย ผู้อำนวยการหญิงโรงเรียนป่าหวังกล่าวว่า หากได้รั้วโรงเรียนก็สามารถทำเป็นลานค้า หรือตลาดเล็กๆ ให้ผู้ปกครองนักเรียนนำสินค้าหรือ หัตถกรรมที่ตนมีโครงการจะฝึกสอนผู้ปกครองนักเรียนไทยมุสลิม ให้มีอาชีพเสริมมาเลี้ยงครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตสูงขึ้น ผอ.โรงเรียนป่าหวัง มีความเห็นว่าจากประสบการณ์การสอนหนังสือ และสัมพันธ์กับผู้ปกครองนักเรียนมาหลายสิบปี จึงเห็นว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนเป็นการสร้างความมั่นคง และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดที่สุด แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยใช้ครูเป็นฐาน เพราะว่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองเด็ก นอกจากนี้ ผอ.ยังให้ความเห็นว่า โครงการแพทย์เคลื่อนที่ที่รัฐบาลทำอยู่ก็ควรจะทำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงให้มากที่สุด อย่าทำอย่างฉาบฉวย ซึ่งจะถูกชาวบ้านตีความไปว่า รัฐบาลขาดความจริงใจ ดีแต่นำวิธีการตลาดมาใช้ เพราะประชาชนมีความต้องการอย่างมาก เนื่องจากโรงพยาบาลและสถานีอนามัยยังมีไม่เพียงพอ นอกจากปัญหาความโดดเดี่ยวว้าเหว่แล้ว สิ่งที่บรรดาครูและผู้เข้าร่วมการอบรม ได้สะท้อนออกมาว่า การที่สถานการณ์ภาคใต้ไม่สงบเสียทีเป็นเพราะ สาเหตุหลักๆ อันได้แก่ การขาดเจ้าภาพและขาดเอกภาพในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ การแก้ปัญหายังไร้ทิศทาง และไม่คงเส้นคงวา การขาดเจ้าภาพและขาดเอกภาพในการแก้ไขปัญหานั้นคือ หน่วยงานของรัฐขาดความสามัคคีและขาดการประสานงานกันเอง แม้กระทั่งขัดแย้งกันเอง มีการเปลี่ยนนโยบายและผู้รับผิดชอบบ่อยมาก เพราะรัฐบาลมัวแต่คำนึงถึงผลกระทบต่อฐานเสียงของนักการเมือง ซึ่งมักจะเลี้ยงผู้มีอิทธิพลเพื่อเป็นฐานเสียงทางการเมือง แม้ว่าผู้มีอิทธิพลบางคนอาจจะมีโยงใย หรือเป็นแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบ หรือเป็นผู้ก่อความไม่สงบเสียเองก็มักจะรอดตัวไม่ถูกแตะต้อง ผู้ที่ถูกจับในบางกรณีก็เป็นแพะ นักการเมืองบางพรรคต้องการคะแนนเสียงด้วยการเอาใจคนในพื้นที่ ด้วยการผลักดันนโยบายบางประการ ที่ดึงความแตกต่าง และสร้างความขัด แย้งจากที่ไม่เคยเป็นประเด็นให้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาในขณะนี้ เมื่อผู้ใหญ่จากส่วนกลางเดินทางมาเพื่อรับฟังปัญหาในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ก็มักจะฟังแต่จากบุคคลในระดับบนๆ ที่ไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงที่เป็นจริง หรือให้ก็แต่เพียงผิวเผิน ไม่เคยลงมาคลุกคลีรับฟังจากคนที่เกาะติดกับพื้นที่ เช่นครู ซึ่งส่วนใหญ่อยู่กับพื้นที่นานเป็นสิบๆ ปีขึ้นไป จึงเป็นผู้ที่เข้าใจปมของปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างแท้จริงว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ใครคือต้นเหตุ และทางแก้จะต้องแก้อย่างไร โดยเฉพาะในด้านระบบการศึกษา ซึ่งควรจะรวมปอเนาะและดาริกาเข้ามาอยู่ในระบบโรงเรียน และจ้างอุสต๊าซ อย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยเทียบซีให้กับปริญญาทางศาสนาวิทยาที่เรียนมาจากต่างประเทศ เหมือนกับนโยบายในประเทศมาเลเซียที่ไม่มีการแยกสอนวิชาสามัญกับวิชาศาสนาออกจากกัน เมื่อรัฐบาลไม่รับฟัง ผลที่ออกมาคือ นโยบายการแก้ปัญหาไร้ทิศทาง ไม่คงเส้นคงวา และขาดความต่อเนื่อง ข้อดีของการจัดอบรมครั้งนี้คือ การได้รับฟังปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นทุกข์ที่บรรดาครูเผชิญอยู่อย่างว้าเหว่ และได้ระบายออกมาสู่กันฟังเพื่อร่วมกันหาทางออก นี่เป็นผลพลอยได้ที่หน่วยงานของรัฐ และรัฐบาลควรจะต้องรับฟังอย่างยิ่ง หน้า 2
|