|
||||||||||||||
|
เรียนรู้จากห้องเรียนประชาธิปไตย
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10211 ละครโทรทัศน์ที่มีผู้เรียกว่า "น้ำเน่า" หากมีการชี้ให้เห็นประเด็นที่เกิดจากพล็อตเรื่อง หรือลักษณะนิสัยตัวละคร อย่างถูกต้อง โดยผู้ใหญ่แล้ว "น้ำเน่า" ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตได้ เฉกเช่นเดียวกับเรื่องการพยายาม ถอดถอนนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันหลายครอบครัว และหลายกลุ่มเพื่อนมองหน้ากันไม่ติด เพราะความเห็นไม่ลงรอยกัน ในเรื่องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก คนจำนวนไม่น้อยสับสนในหลายประเด็นที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ติดตาม และเข้าใจการเมืองอย่างใกล้ชิด คงจะไม่มีโอกาสใดที่เหมาะสมกว่านี้สำหรับนักศึกษา เยาวชน และประชาชนที่จะเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตย การซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ การเมืองไทย ปัญหาสิทธิเสรีภาพ ธรรมาภิบาล ความชอบธรรม การชำระภาษี ฯลฯ ข้อเขียนวันนี้พยายามชี้ให้เห็นบางประเด็นของเรื่องดังกล่าว เพื่อประโยชน์แห่งการเรียนรู้ จากห้องเรียนประชาธิปไตยขนาดใหญ่ในขณะนี้ หนึ่ง การออกมาประท้วงเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีถือว่า เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือเป็น ลองดู 2 มาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ดูก็ได้ (ก) มาตรา 39 "บุคคลย่อมมีเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น" และ (ข) มาตรา 44 "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" สองมาตรานี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการชุมนุมโดยสงบ โดยมีการพูดแสดงความคิดเห็น และถือป้ายข้อความ แสดงความคิดเห็นต่างๆ (รวมทั้งป้าย "เกาหลี" ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ล้อการเมือง) ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกากำหนดกลไก ของระบอบประชาธิปไตยไทย ใครที่ขัดขวางไม่ให้มีการชุมนุม ถือได้ว่าเป็นผู้ขัดขวางระบอบประชาธิปไตย และกระทำผิดรัฐธรรมนูญ อาจถูกฟ้องร้องตามกลไกที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญได้ การประท้วงดังกล่าว และการร่วมกันลงชื่อ 50,000 คน ให้วุฒิสภาถอดถอนนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 303 ก็ไม่ใช่เรื่องนอกเกมประชาธิปไตยเช่นกัน เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การลงบัตรเลือกตั้ง และปล่อยให้รัฐบาล ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ และจะถูกออกไปก็ต่อเมื่อ มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรน้อยกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น รัฐธรรมนูญได้เขียนให้อำนาจประชาชนไว้หลายประการในครรลองประชาธิปไตย ควบคู่กับการมีหลายองค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ สอง การลงชื่อกันของอาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา และประชาชนเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ถือว่าเป็นการเล่นนอกเกม ประชาธิปไตยหรือไม่? คำตอบคือไม่ มาตรา 39 ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วยวิธีการพูดเขียน และสื่อความหมายด้วยวิธีอื่น จดหมายเช่นนี้นอกจากจะเสมือนการประเมินผลตัวนายกรัฐมนตรีโดยคนกลุ่มหนึ่ง ผ่านสื่อการเขียนแล้วยังเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ตามที่มาตรา 42 กำหนดไว้ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ" อีกด้วย ได้ยินความเห็นที่ว่านักศึกษาควรมุ่งแต่เรียน ไม่ควรสนใจการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เรียนวิชาที่ไม่ใช่สังคมศาสตร์แล้ว ก็ให้นึกถึงความเห็นเก่าแก่ตกยุคจากสมัยก่อน 14 ตุลาคม คำถามง่ายๆ ก็คือ ในเมื่อนักศึกษามีสิทธิเลือกตั้งเมื่ออายุ 18 ปี และถ้าเรียนรักษาดินแดนก็มีสิทธิถูกเรียกไปรบ และมีโอกาสตายเพื่อป้องกันประเทศได้ แล้วเหตุใดเขาจึงไม่สมควรเรียนรู้เรื่องการเมือง รู้จักสิทธิเสรีภาพของตนเอง และแสดงความเห็นของเขาเองได้บ้าง สาม ถ้าคุณทักษิณไม่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ใครจะเป็นแทน? คำตอบก็คือคนอื่นที่มีคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 201 (ต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่พ้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะไปเป็นนายกรัฐมนตรี ในอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดเดียวกัน) และมาตรา 206 (สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ไม่เคยต้องดำเนินคดีให้จำคุก ฯลฯ) ถ้าคุณทักษิณลาออก ตามกลไกรัฐธรรมนูญ พรรคไทยรักไทยก็จะเป็นผู้หานายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีคุณสมบัติดังว่ามาแทน ถ้าไม่มีปัญญาหาก็ให้พรรคฝ่ายค้านเข้ามาหาแทน ถ้าใช้วิธีการ "พิเศษ" คนไทยอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างสบาย อย่าลืมว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่ทดแทนไม่ได้ เพราะโลกมันก็ผันเวียนเปลี่ยนไปไม่รู้จบ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้ อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้เมื่อ 5 ปีก่อนคุณทักษิณก็ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็อยู่รอดกันมาได้อย่างดีเป็นระยะเวลานาน ในยุคหน้าสิ่วหน้าขวานที่อนาคตแขวนอยู่บนเส้นด้ายในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านเมืองก็อยู่รอดมาได้ ก่อนคุณทักษิณเกิดด้วยซ้ำ สี่ การประท้วงเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี จะกระทบเศรษฐกิจไทย และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำหรือไม่? คำตอบก็คือกระทบเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นแน่นอน ประเด็นอยู่ที่ว่าจะกระทบภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในด้านลบยาวนานหรือไม่ ในความเห็นส่วนตัวถ้าประท้วงกันยาวนาน และลุกลามจนรัฐบาลทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพหรือเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมี "น้ำยา" น้อยกว่าเก่ามากก็จะกระทบค่อนข้างมาก เพราะจะขาดความไว้วางใจในการที่รัฐบาล สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติจากสายตานักลงทุนไทยและต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ในระยะปานกลาง การมีธรรมาภิบาลในภาครัฐบาล จะพลิกผันให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะปกติ และดีกว่าเก่าด้วยซ้ำ เมื่อประชาชนผู้เป็นหน่วยเศรษฐกิจพื้นฐานที่สำคัญ ขาดความระแวงคลางแคลงใจ ไว้เนื้อเชื่อใจภาครัฐมากขึ้นและทำงานกันเป็นปกติ ในช่วงเวลาที่ไม่มีความชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะรักษาเก้าอี้ไว้ได้อย่างมั่นคงจนจบเทอมสองหรือไม่ สิ่งที่จะสูญเสียก็คือ ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล เพราะจะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดเป็นสำคัญ การตัดสินใจในเรื่องนโยบายต่างๆ จะมีทางโน้มสู่การใช้ปัจจัยการเมืองเป็นตัว ตัดสินมากกว่าการใช้ความถูกต้อง และความเหมาะสมทางวิชาการ ในเชิงรัฐศาสตร์ พฤติกรรมของรัฐบาลดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นมายาวนานในประวัติศาสตร์การปกครองของโลก การดิ้นรนต่อสู้ของรัฐบาลเพื่อยื้อต่ออายุด้วยนานาวิธีการ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ ประเด็นอยู่ที่ว่าองค์กรต่างๆ ข้าราชการระดับสูง และประชาชนจะยอมให้ตนเองถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างจริงจังเพียงใด ผมไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เลวร้ายจนต้องมีการแก้ไขกันมากมาย รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้ ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างกว้างขวาง และสร้างกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างแยบยล และหลากหลายรูปแบบ ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการนำรัฐธรรมนูญไปปฏิบัติผ่านการออกกฎหมายลูก และด้วยการใช้อำนาจรัฐเพื่อพลังทลายบทบาทและประสิทธิภาพขององค์กรอิสระอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญไม่สำคัญเท่ากับสปิริตของผู้ใช้รัฐธรรมนูญทั้งหลายครับ หน้า 6
|