|
||||||||||||||
|
ชินคอร์ป-เทมาเส็กในมิติระหว่างประเทศ
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1331 มีหลายฝ่ายตั้งคำถามเรื่อง การขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ป 49.59 % มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาทแก่กลุ่มบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งของสิงคโปร์หลายประเด็น เช่น การไม่เสียภาษีของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ความสลับซับซ้อนของธุรกรรมทางการเงิน การขาดจริยธรรมและความชอบธรรมทางการเมืองของผู้นำทางการเมือง สิ่งเหล่านี้โดยทางตรงได้ก่อกระแสความตื่นตัวทางการเมืองไทยโดยเฉพาะการเมืองภาคประชาชนอย่างสูงอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักรัฐศาสตร์ มีการอธิบายว่า การถือหุ้นของบริษัทต่างประเทศในบริษัทไทยหรือบริษัทไหนๆ ในโลกเป็นเรื่องปกติของโลกาภิวัตน์ สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติที่ถือโดยตัวแทนหรือ nominee เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐและอื่นๆ ในบริษัทธุรกิจไทยมีอยู่แล้วและมีมานาน เป็นความจริงและไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร นับวันการถือหุ้นโดยบริษัทต่างชาติในบริษัทท้องถิ่นทั่วโลก รวมทั้งไทยมีแต่มากขึ้นๆ ถ้าเห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์ในทำนองนี้ มีเรื่องตลกร้ายอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรก การขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ป แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง ทั้งฝ่ายเอกชนไทยซึ่งรวมถึง ฝ่ายรัฐไทยและฝ่ายสิงคโปร์ซึ่งก็เป็นฝ่ายรัฐเหมือนกัน พยายามใช้แง่มุมทางกฎหมาย และโลกาภิวัตน์สร้างเรื่องว่า บริษัทชินคอร์ปยังเป็นบริษัทไทยอยู่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อรวมบริษัทกุหลาบแก้วซึ่งก็ถือหุ้นโดยบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง 49% และบริษัท เอสเปน โฮลดิ้ง ก็เป็นบริษัทที่ทางอ้อมถือหุ้นทั้งหมดโดยบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง (The Nation 24 January 2006 p.1 A) ถ้าอ้างข้อดีในโลกาภิวัตน์แล้ว ทำไมทั้งสองฝ่ายต้องสร้างความเป็นไทยให้คงอยู่กับบริษัทชินคอร์ป อย่าลืมนะครับ ทั้งสองฝ่ายคือ รัฐ เรื่องตลกร้ายเรื่องที่ 2 คือ ในเมื่อ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง แตกต่างจากบริษัทต่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติทั่วไป เราควรมองในบริบทระหว่างประเทศว่า รัฐไทยได้ตอบสนองรัฐสิงคโปร์อย่างไร
ผลประโยชน์ของไทยหรือของสิงคโปร์? สิงคโปร์ได้รับการขนานนามว่าเป็น " เกาะมหัศจรรย์" เพราะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีประชากรจำนวนน้อย และแทบจะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์มีขนาดพื้นที่เพียง 647.5 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับเกาะภูเก็ตของไทย และมีประชากรเพียง 2.9 ล้านคนซึ่งเท่ากับหนึ่งในสามของประชากรกรุงเทพมหานครเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดของตลาดภายในนี่เอง สิงคโปร์จึงกระตือรือร้นมีแผนงานขยายตัวระดับภูมิภาค (regionalization program) ซึ่งสิงคโปร์เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 ในปี 1993 สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มูลค่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 4 ในมาเลเซียมูลค่า 20.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นเป็นผู้ลงทุนอันดับ 5 ในประเทศจีนและเวียดนามและอันดับหนึ่งในพม่าด้วย ในปี 1995 สิงคโปร์ลงทุนในเอเชียถึง 36 พันล้านเหรียญสหรัฐโดยลงทุนในจีน 17.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในมาเลเซีย 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฮ่องกง 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไทย 1.7 และเวียดนาม 1.52 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 8 ในอินเดีย (Iyanatul Islam and Anis Chowdhury, Asia-Pacific Economics : A Survey (London : Routledge, 1997) p.204-205) ถ้าอ้างโลกาภิวัตน์ว่าบริษัทใดก็ตามสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศใดก็ได้ในโลก สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ ของบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง ในบริษัทชินคอร์ป รัฐไทยได้ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติสิงคโปร์ถึงสองด้านพร้อมๆ กัน กล่าวคือ สิงคโปร์ได้ก้าวสู่การขยายตัวระดับภูมิภาคเอเชียอีกระดับหนึ่งโดยมีไทยเป็นฐาน ไทยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนที่เป็นภาคพื้นดิน ในเวลาเดียวกัน ไทยเองก็เป็นตลาด แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ พลังงานและทรัพยากรมนุษย์ในตัวเองซึ่งสิงคโปร์ขาดสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านตรงกันข้าม การเข้าซื้อกิจการบริษัท ชินคอร์ปของบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง เท่ากับทำให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเป็นกลุ่มธุรกิจชายขอบ (marginalized business company) เหนือสิ่งอื่นใด ทำให้รัฐไทยเป็น รัฐชายขอบ (marginalized State) อันเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับภูมิภาค และขจัดคู่แข่งขันในตลาดอย่างง่ายดาย ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อ 5 ปีก่อน ท่านนายกฯ ทักษิณเองไม่ใช่หรือที่เป็นเจ้าความคิด Asian Cooperation Dialoque-ACD เป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง (ACMECS : Ayewady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy) ยุทธศาสตร์เหล่านี้เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างความสามารถด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ให้กับกลุ่มบริษัทไทย ทั้งในแง่การลงทุน การย้ายฐานการผลิตไปยังฐานการผลิตใหม่คือ กลุ่มประเทศอินโดจีนและพม่า อีกทั้งยังเป็นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพไล่มาตั้งแต่ อินโดจีน พม่า จีนและอินเดีย เมื่อถึงตรงนี้ ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยซึ่งเคยแข่งขันกับรัฐบาลสิงคโปร์ในภูมิภาคเดียวกัน จะสำเร็จไปได้อย่างไร ในเมื่อบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลสิงคโปร์ ก็ต้องแสดงความเป็นตัวแทน ของผลประโยชน์สิงคโปร์ โดยบั่นเซาะรัฐชายขอบ และกลุ่มธุรกิจชายขอบไทยไปเรื่อยๆ
การลงทุนทางด้านยุทธศาสตร์ การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้ง ในบริษัทชินคอร์ป ไม่ใช่การลงทุนทั่วไป ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ชี้ให้เห็นว่า เจ้าของบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง คือรัฐบาลสิงคโปร์ ดังนั้น เมื่อเข้าครอบกิจการบริษัทหนึ่งจึงไม่ใช่การครอบกิจการบริษัททั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทชินคอร์ปมีสัมปทานหลายอัน ที่เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อันได้แก่ ธุรกิจโทรคมนาคม ดาวเทียม สายการบิน อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ ได้ยกตัวอย่าง การปฏิเสธของรัฐสภาสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ต่อข้อเสนอการเข้าซื้อกิจกา รของบริษัทรัฐบาลจีน China National Offshore Oil Corp ต่อบริษัทพลังงาน Unocal ของสหรัฐ (Wichit Chaitrong "Singapore warned : drop Shin takeover" The Nation 7 February 2006 p.4 A) เพราะทั้งรัฐสภาและรัฐบาลสหรัฐต่างถือว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และไม่สามารถปล่อยให้บริษัทของรัฐบาลต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการทางด้านยุทธศาสตร์ของประเทศได้ น่าแปลกนะครับ ผู้นำรัฐบาลสหรัฐหลายคนมีผลประโยชน์โดยตรงในธุรกิจน้ำมันและพลังงาน ผู้นำในรัฐสภาสหรัฐเองจำนวนไม่น้อยเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ของธุรกิจด้านพลังงาน และสังคมอเมริกันเอง เป็นสังคมที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติและความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ความรู้สึกชาตินิยมก็ก่อตัวขึ้นได้โดยธรรมชาติ เมื่อภัยต่อความมั่นคงของชาติเข้ามาเผชิญหน้า ข้อสำคัญ เศรษฐกิจสหรัฐเป็นแม่แบบของโลกาภิวัตน์ทางการเงินขั้นสูง แต่ชนชั้นนำทางการเมือง และเศรษฐกิจสหรัฐกลับไม่แสวงหากำไรสูงสุด จากกระบวนการโลกาภิวัตน์เพื่อประโยชน์ของชนชั้นตน แต่ทำเพื่อชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ชินคอร์ป-เทมาเส็กดีล ได้ปลุกให้สังคมไทยตื่น ตระหนักรู้และกำลังเพ่งมองไปที่ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจสื่อสาร ดาวเทียม สายการบินในฐานะอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติไทย ประโยชน์สาธารณะและการแข่งขันระดับชาติ ในเวลาเดียวกัน ยังมองไปที่ธุรกิจพลังงานคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่มีความพยายามผลักดันเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย รวมทั้ง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว การอ้างโลกาภิวัตน์ การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การสร้างกำไรสูงสุดกำลังถูกสังคมไทยตั้งคำถามครั้งสำคัญว่า เพื่อชาติไทยหรือคนต่างชาติกันแน่? หน้า 16
|