|
||||||||||||||
|
จุดพลิกผันในเกมระหว่าง
สนธิ และ ทักษิณ
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3767 (2967) เมื่อครั้งที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเริ่มจัดขึ้นที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงหลังของปี 2548 นักเศรษฐศาสตร์ผู้ติดตามการเมืองหลายท่านมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเล่นเกมระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของสื่อในเครือธุรกิจ "ผู้จัดการ" กับ นายกฯ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร เกมที่ผมพูดถึงนั้นไม่ใช่ "เกมการเมือง" ที่ใครๆ มักพูดกันบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เกมในความหมายนี้เป็นการเรียกขานทางวิชาการถึง สถาน การณ์ที่บุคคล (หรือ "ผู้เล่น") ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางที่มีลักษณะของความขัดแย้ง หรือในลักษณะที่พยายามหาทางร่วมกันทำการบางอย่าง โดยแต่ละฝ่ายจะเลือกใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน ซึ่งอาจเป็นการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม หรือการได้รับผลตอบแทนบางอย่างที่เราเรียกโดยรวมว่า "payoff" เรามองว่าผู้เล่นแต่ละรายคิดเลือกกลยุทธ์อย่างมีเหตุมีผล มีการคำนวณถึงการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามต่อแต่ละกลยุทธ์ที่ตนสามารถเลือกใช้ได้ สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ต่างไปจากการเล่นเกม หรือการแข่งขันกีฬา...ที่ผู้เล่นสองฝ่ายต้องการเอาชนะซึ่งกันและกัน ฝ่ายหนึ่งมีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่เล่าเรื่องราวจากมุมมองของนายสนธิ ให้กับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังทุกเย็นวันศุกร์ อีกฝ่ายมีรายการ "นายกฯทักษิณพบประชาชน" ทุกเช้าวันเสาร์ รายการของฝ่ายแรกเข้าถึงกลุ่มคนที่แม้จะมีจำนวนน้อย เพียงเสี้ยวเดียวของคนในกรุงเทพฯ แต่ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงสารที่นายสนธิต้องการสื่อได้อย่างแท้จริง นั่นคือกลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มคนมีการศึกษา ในขณะที่รายการของฝ่ายหลังมีการกระจายเสียงทั่วประเทศ ครอบคลุมมวลชนในวงกว้างกว่า แต่จะมีเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะเฝ้าติดตามฟังรายการวิทยุของนายกฯเป็นประจำ กลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายต่างมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกัน และไม่อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีชัยเหนืออีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาดสัมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ผลัดกันตอบโต้ โดยไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ เกมที่ยืดเยื้อเช่นนี้ดูจะเป็นใจกับฝ่ายนายกฯ เพราะด้วยสถานะของรัฐบาลพรรคเดียว ที่ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปีที่แล้ว ย่อมสร้างฐานกำลังอันมั่นคง ที่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวในกรุงเทพฯไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยการชุมนุมรายสัปดาห์ ตรงกันข้าม การชุมนุมที่ไม่ก่อให้เกิดผลทางการเมืองใดๆ ย่อมสูญเสียโมเมนตั้ม และไม่อาจสร้างพลังร่วมจากมวลชนวงกว้างต่อไปอีกได้ ซึ่งพลอยจะทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมอ่อนล้า และจะเลิกราไปเองในที่สุด ดังนั้น ท่าทีของซีกรัฐบาลต่อการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรในช่วงแรก จึงเป็นการแสดงออกในลักษณะของการไม่ให้น้ำหนักกับการเคลื่อน ไหวของพลังประชาชนนอกสภาเท่าใดนัก ไม่ว่าจะด้วยวิธีการปิดกั้นมิให้สื่อในอาณัติของภาครัฐนำเสนอข่าวการชุมนุมเลยแม้แต่น้อย หรือด้วยวิธีการการให้สัมภาษณ์ของนายกฯและคนใกล้ชิดที่พยายามให้ข้อมูลตัวเลขผู้เข้าร่วมฟังรายการ (โดยเฉพาะเมื่อคราวที่การชุมนุมย้ายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มายังสวนลุมพินี) ว่ามิได้มีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสน ดังที่ฝ่ายนายสนธินำเสนอ เหตุการณ์ดูจะ "เข้าทาง" ของฝ่ายรัฐบาล เมื่อจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมที่สวนลุมฯลดลงอย่างฮวบฮาบ ภายหลังจากที่พสกนิกรต่างน้อมรับกระแสพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา แม้ว่าการชุมนุมจะยังคงดำเนินต่อไป จนข้ามมาถึงปี 2549 นี้ แต่ใครๆ ต่างมองกันว่า เกมนี้ใกล้ถึงจุดจบแล้ว และเป็นทางฝ่ายของนายสนธิเองที่ต้องหาทางลงให้กับตัวเองอย่างไรมิให้เสียหน้า... เกมนี้คงจบลงไปแล้ว...หากมิใช่เพราะข่าวการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มทุนเทมาเส็กจากสิงคโปร์ ที่ทำให้ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ แปลงสินทรัพย์ในครอบครองมาเป็นสภาพคล่องมูลค่าเจ็ดหมื่นสามพันล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว แม้ว่าการขายหุ้นครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์หลุดพ้นจากเส้นใยของผลประโยชน์ทางธุรกิจที่พัวพันกับนายกฯ และคนรอบข้าง มาตลอดช่วงเวลาห้าปีที่อยู่ในตำแหน่งได้โดยเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชนชั้นกลางในกรุงเทพฯกลับแสดงอาการ "รับไม่ได้" ทั้งกับดีลครั้งนี้และกับตัวนายกฯและครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะการขายหุ้นชินคอร์ปมิใช่ธุรกรรมที่ตรงไปตรงมาในครรลองที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม การซื้อขายกลับกระทำเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน สะท้อนให้เห็นถึงการไตร่ตรอง การวางแผนอันแยบยล และได้มีการใช้ช่องโหว่ที่กฎหมายเปิดไว้มาแต่นมนาน และช่องของกฎหมายที่เพิ่งถูกเปิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ให้เป็นประโยชน์กับวงศ์ตระกูลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เม็ดเงินกำไรจากการขายหุ้นครั้งนี้จึงมิได้มีส่วนใดเล็ดลอดจากกระเป๋าเงินของตระกูลทั้งสองไปสู่มือของสรรพากรเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว แม้ธุรกรรมครั้งนี้จะเป็นไปตามตัวบทกฎหมายอย่างถูกต้อง ดังที่นายกฯและโฆษกประจำตระกูลได้ออกมายืนยัน และมีขั้นตอนการดำเนินการซื้อขายที่ไม่ต่างไปจากกรณีของการซื้อขายกิจการอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่กระทำผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ตาม แต่ในกรณีอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการขายดีแทคให้กับเทเลนอร์นั้น มิอาจนำมาเป็นบรรทัดฐานให้กับกรณีของการขายชินคอร์ปนี้ได้ เพราะเจ้าของกิจการในดีลอื่นๆ ก่อนหน้านี้นั้น มิได้มีตำแหน่งทางการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศเหมือนกับ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร คนนี้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณน่าจะตระหนักดีว่า การขายหุ้นชินคอร์ปของตระกูล ชินวัตรนั้น มิอาจกระทำเพียงแค่ให้ถูกต้องตามตัวอักษรที่ร้อยเรียงเป็นตัวบทกฎหมายเท่านั้น หากแต่ต้องกระทำให้ถูกต้องตรงตาม "เจตนารมณ์" ของกฎหมายด้วย ดังนั้น การที่ดีลครั้งนี้มีการใช้นอมินี มีการโอนหุ้นผ่านบริษัทในหมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น มีการซื้อขายหุ้นกันในราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีการใช้การตกลงกันนอกตลาดเพื่อปิดบังการซื้อขายกิจการจากนักลงทุนรายย่อย ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ "ไม่ผิด" ตัวบทกฎหมาย แต่ขัดต่อ "เจตนารมณ์" ของกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น ตรงนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนได้มองเห็นว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั้นมิได้สลัดคราบ "นักธุรกิจ" ออกไปดังที่เคยเข้าใจ ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นก็กำลังสวมหมวกเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอยู่ด้วยพร้อมๆ กัน เพราะ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณยังคงทำหน้าที่ "หารายได้" ให้กับครอบครัวอยู่ เหมือนที่เคยทำมา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรเล่าว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณจะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้ เขาจะสามารถทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์แทนประชาชน และยกผลประโยชน์ของชาติไว้เหนือผลประ โยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครัวชินวัตรและ ดามาพงศ์ได้อย่างไร เหตุการณ์ครั้งนี้กลับช่วยเติมเชื้อไฟ เติมชีวิตให้กับการเคลื่อนไหวของนายสนธิ เพราะบรรดาข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่โจมตีใส่นายกฯตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องคอร์รัปชั่น ตลอด ไปจนถึงข้อหาเรื่อง "ขายชาติ" กลับมามีน้ำหนัก และความน่าเชื่อถือมากยิ่ง ขึ้นอีก จำนวนมวลชนที่พากันมารวมตัวชุมนุมกันที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 4 และ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างดีถึงสถานการณ์ที่พลิกผัน และโมเมนตั้มที่เหวี่ยงกลับมาหาทางด้านกลุ่มของนายสนธิ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ มวลชนที่เข้าร่วมในการชุมนุมสองครั้งนี้เริ่มมีความหลากหลายยิ่งขึ้น และสามารถสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ ส่งผลต่อเนื่องให้กระแสความไม่พึงพอใจในการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีขยายวงกว้างออกไปได้ และยิ่งเมื่อนายสนธิถอยตัวเองออกมา ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นหัวหอกแทนด้วย ยิ่งทำให้การชุมนุมมีพลังขับเคลื่อนที่ดูน่าเกรงขามกว่าเดิม มาบัดนี้เกมที่กำลังดำเนินอยู่ มิใช่เป็นเกมระหว่างนายสนธิกับนายกฯทักษิณอีกต่อไปแล้ว ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามกับนายกฯมิใช่แค่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่กลับเป็นแนวร่วมที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหล่านิสิต นักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เกมที่พวกเรากำลังสังเกตการณ์อยู่นั้น กำลังดำเนินต่อไป พร้อมๆ กับอีกหลายๆ เกมที่ดำเนินอยู่แต่เราไม่สามารถรับทราบได้ ไม่ว่าจะเป็นเกมการต่อรองระหว่างขั้วอำนาจภายในพรรคไทยรักไทย ในภาวะที่ผู้นำกำลังอ่อนแรงนี้ แต่ละซีกแต่ละมุ้งล้วนดูจะมีอำนาจในการต่อรองเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว หรือว่าเกมที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการประสานกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยไม่ต้องออกหน้า เพื่อที่จะสร้างความได้เปรียบทางการเมือง บทสรุปของเกมครั้งนี้ยากที่จะคาดเดา ขอเพียงแค่ว่า outcome ของเกมนี้อย่าได้กลายเป็นเหตุการณ์วิปโยคในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกเหตุการณ์หนึ่งเลย สุดท้ายนี้ ผมจะขออาศัยพื้นที่ตรงนี้ประกาศเชิญชวนผู้ที่สนใจในเรื่องราวของทฤษฎีเกม เรื่องของ John Nash เข้าร่วมฟังปาฐกถาพิเศษ โดยศาสตราจารย์ Ariel Rubinstein แห่งมหาวิทยาลัยเทล อาวีฟ และมหาวิทยาลัย นิวยอร์ก ผู้สร้างคุณูปการในสาขาวิชาทฤษฎีเกม ทั้งในด้านการบุกเบิกคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ และในด้านการเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบของหนังสือตำรา ศาสตราจารย์ Rubinstein จะแสดงปาฐกถาในหัวข้อ "John Nash, A Beautiful Mind and Game Theory" ที่ห้องประชุม 10201 มหาวิทยาลัยหอการ ค้าไทย ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าถึงเที่ยง ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ http://www.info-ucutcc.org ผู้เข้าร่วมฟังจะได้มีส่วนร่วมในปาฐกถาครั้งนี้โดยการเข้าร่วมเล่น on-line experiment ที่เว็บไซต์ http:// gametheory.tau.ac.il/bangkok ก่อนจะเข้าฟังปาฐกถาในวันที่ 22 นี้นะครับ หน้า 2
|