หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาษีชินคอร์ป : ทำไมต้องถามหาจริยธรรม

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10203

นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยมองเห็นภาษีเป็นเพียงต้นทุนทางธุรกิจ และพยายามจ่ายภาษีให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

แต่ทว่าภาครัฐต้องยึดหลักความเป็นธรรมรวมทั้งสร้างความเข้าใจแก่นักธุรกิจเหล่านั้นด้วยว่า ภาษีเป็นการแบ่งปันให้สังคม ก้าวหน้าไปด้วยกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ผู้ที่ร่ำรวยย่อมต้องเอื้อเฟื้อต่อสังคมและเสียภาษีสูงกว่าผู้ที่ยากจน

การบริหารภาษีเพื่อลดภาระต้นทุนไม่ควรข้ามเส้นจริยธรรมจนกลายเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นที่มีความตรงไปตรงมา เละการหลบเลี่ยงภาษีอย่างเอาเป็นเอาตายนั้นเป็นพฤติกรรมที่สังคมพึงรังเกียจ

การขายหุ้นชินคอร์ปโดยไม่ต้องเสียภาษีทำให้ครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเทมาเส็ก โฮลดิงส์ ของสิงคโปร์ได้รับประโยชน์ แต่ความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประชาชนมีต่อระบบภาษีและกรมสรรพากรต้องตกต่ำลง เนื่องจากผู้ได้รับรายได้เป็นเงินจำนวนมหาศาลกลับได้รับการรับรองว่าไม่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องแบกรับภาระภาษี

พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องเสียภาษีในการซื้อหุ้น กฟผ.ด้วยเหตุที่แตกต่างกันในรายละเอียดบางประการ ประชาชนและพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่เคยได้รับโอกาส หรือคำปรึกษาจากกรมสรรพากรอย่างเท่าเทียมกัน

กรมสรรพากรมิได้แสดงบทบาทที่เข้มแข้งในฐานะเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีของรัฐ และก็มิได้ให้ความสนใจในปัญหาจริยธรรมทางภาษี (tax ethics) และผลกระทบที่เกิดจากความล้าหลังของประมวลรัษฎากร ท่าทีที่ยอมจำนนโดยดุษฎี จึงกลายเป็นวิกฤตศรัทธาที่กรมสรรพากรไม่เคยประสบมาก่อน

ถึงแม้ว่าการที่บุคคลธรรมดาขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และทางกรมสรรพากรเคยให้คำวินิจฉัยให้แก่ชินคอร์ปว่าการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาดจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ ทางการควรรับฟังคำทักท้วงของสาธารณชน หรือยอมรับว่าความซับซ้อนของการโอนขายหุ้นทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรส่งเรื่องหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา แทนการตีความเองและปฏิบัติเอง ซึ่งเสี่ยงต่อข้อครหาและความไม่ร่วมมือจากประชาชนผู้เสียภาษี

ถ้าหากปัญหามิได้อยู่ที่การตีความข้อกฎหมาย คำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา ย่อมเป็นเช่นเดียวกับที่กรมสรรพากรได้วินิจฉัยให้ทางชินคอร์ป

การเลี่ยงภาษีเชิงรุก (offensive tax avoidance) เป็นความพยายามทุ่มเททรัพยากร หรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ตนสามารถหลบหลีกการเสียภาษีในทุกวิถีทาง ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่จงใจกว่าการวางแผนภาษี ที่พลเมืองทั่วไปมักกระทำกัน

ผู้บริหารประเทศไม่ควรยอมรับกระบวนการเลี่ยงกฎหมายเหล่านี้ หากแต่ต้องวางมาตรการป้องกันที่เข้มงวด มีการตักเตือน มีการให้แนวทางที่ส่งเสริมจริยธรรมทางภาษีอากร และประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี และเคร่งครัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย

ภายหลังจากที่ได้มีการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.2540 การกำหนดให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ของนักการเมือง ทำให้นักการเมืองต้องให้นิติบุคคลหรือทรัสตีบริหารหุ้นบริษัทโดยอิสระจากตน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จดทะเบียนก่อตั้งนิติบุคคลขึ้นคือ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ซึ่งเป็นเขตปลอดภาษี (tax heaven) และเกือบไม่มีเงื่อนไขในความเป็นบริษัท แล้วจากนั้นก็ได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปของตนจำนวน 329.2 ล้านหุ้น ให้กับแอมเพิลริชนี้ถือไว้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 หรือก่อนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประกาศใช้อย่างเป็นทางการเพียง 5 เดือน

กรณีการขายหุ้นในเวลาต่อมาให้แก่เทมาเส็กโดยอ้างว่าบุตรชาย-บุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของแอมเพิลริช นับว่าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ปิดเงียบแต่ลงท้ายด้วยการยืนยันจากรัฐว่าไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีอย่างแน่นอน

สำหรับครอบครัวชินวัตรในฐานะนักธุรกิจ การจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองหุ้นชินคอร์ป และการบริหารหุ้นชินคอร์ปน่าจะมีทางเลือกที่เป็นไปได้หลายทาง เช่น

(ก) ขายหุ้นบริษัทลูกให้นักลงทุนรายใหม่ แทนที่จะขายหุ้นชินคอร์ปซึ่งแนวทางนี้ชินคอร์ปจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (25% ภายหลังปี 2544) และผลประโยชน์ที่ได้รับบางส่วนต้องแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ด้วย โดยเป็นทางเลือกที่ไม่เกี่ยวกับบริษัทเพื่อถือครองดังกล่าวโดยตรง

(ข) ตั้งบริษัท เช่น แอมเพิลริชในประเทศไทย แล้วค่อยขายหุ้นชินคอร์ปออกไปผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งแนวทางนี้บริษัทจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (30%) และภาษีจากเงินปันผล (10%)

(ค) ตั้งบริษัทในต่างประเทศที่มิใช่เขตปลอดภาษี แล้วค่อยขายหุ้นชินคอร์ปผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งแนวทางนี้บริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีจากเงินปันผล ตามอัตราที่กำหนดในประเทศนั้น

(ง) ตั้งบริษัทในเขตปลอดภาษี เช่น เกาะบริติชเวอร์จิ้นและเกาะเคย์แมน แล้วขายหุ้นชินคอร์ป ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งแนวทางนี้บริษัทไม่ต้องเสียทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีจากเงินปันผล

การเลือกแนวทาง (ง) จึงทำให้นักธุรกิจหรือครอบครัวชินวัตรได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีจำนวนมากมาย ในขณะที่ภาครัฐคือ กระทรวงการคลังต้องสูญเสียโอกาสทางรายได้จากภาษีส่วนนี้ไป ซึ่งในแง่หนึ่งนั้นก็อาจนับเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้เสียภาษีรายอื่นๆ ที่มิได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

ส่วนการขายหุ้นชินคอร์ปออกไปในราคาเพียง 1 บาท จะทำให้บริษัทไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือดำเนินการที่ใด เกาะบริติชเวอร์จิ้น ลอนดอนหรือสิงคโปร์ การกำหนดราคาขายที่ผิดธรรมชาตินี้เป็นการกำหนดว่าประเทศที่บริษัทตั้งอยู่จะได้รับภาษีเพียงใด (ซึ่งในกรณีนี้คือ ไม่ได้เลย)

ถ้าการตีความของกรมสรรพากรตามที่ครอบครัวชินวัตรได้ขอวินิจฉัยไว้ถูกต้อง รายได้ที่ "ผู้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากบริษัท" หรือนายพานทองแท้ทำกำไรจากการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาด (เช่น 1 บาท หรือสูงกว่านั้น) ก็จะไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี และเมื่อขายต่อให้นักลงทุนรายใหม่อย่างเทมาเส็กก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ (ส่วนภาษีจากเงินปันผลในอนาคต สิงคโปร์หรือประเทศของนักลงทุนรายใหม่จะเป็นผู้ได้รับ)

แน่นอนที่สุด การบริหารธุรกิจที่มีต้นทุนภาษีต่ำในกรณีนี้ย่อมให้ประโยชน์มากมายแก่ครอบครัวชินวัตร แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ก่อปัญหาให้แก่ภาครัฐอันมีนายกรัฐมนตรีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด

ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตอกย้ำมานานทำให้ผู้นำประเทศปฏิเสธได้ยากว่ามิได้รับรู้การขายแอมเพิลริชและชินคอร์ป การตัดสินใจในหนทางที่ไม่ต้องเสียภาษีแบบมืออาชีพจึงย่อมสะท้อนจิตสำนึกผู้นำในทางลบ

เพราะเป็นทั้งความอ่อนด้อยในทานและความไม่ตรงไปตรงมาในเชิงจริยธรรม

หน้า 6