หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
คุณภาพของการส่งออก

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10196

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมประชุมที่อินเดีย เรื่อง "การเปิดเสรีการค้าและการเงินกับขีดจำกัดต่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาค" จัดโดย International Development Economic Associates (IDEAS) และ UNDP เมื่อวันที่ 27-29 มกราคมศกนี้

มีการวิเคราะห์ประสบการณ์ของประเทศอินเดีย จีน เม็กซิโก หลังปี 1997 มีการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดที่น่าสนใจอย่างน้อย 2 ประเด็น

ประเด็นหนึ่งคือ การพุ่งขึ้นของทุนการเงิน (financial capital) เหนือทุนประเภทอื่นๆ (เช่น ทุนอุตสาหกรรม หรือ industrial capital) ได้กลายเป็นขีดจำกัดต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มากอย่างมีนัยสำคัญ

เช่น ทุนการเงินต่อต้านควรใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสวัสดิการ ไม่ต้องการให้มีการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินลงทุน เพื่อการเก็งกำไร

อีกตัวอย่างหนึ่ง การเก็งกำไรในตลาดน้ำมันของทุนการเงินเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในขณะนี้ โดยที่ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกแก้ไขปัญหานี้ได้ ฯลฯ

อีกเรื่องหนึ่งที่พูดกันมากคือ ประเด็นที่ว่าทุกประเทศซึ่งเปิดเสรีการค้า การเงิน และการลงทุน ล้วนแล้วแต่มีการกระจายรายได้ที่เลวลง คือมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงขึ้น ถึงแม้ว่าในทุกประเทศการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในอัตราสูง และเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของ GDP ก็สูงด้วย ซึ่งยุทธศาสตร์เน้นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมภายใต้ภาวการณ์เปิดเสรีทางการค้า การเงิน และการลงทุน เป็นยุทธศาสตร์ที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ สนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism)

ที่เม็กซิโกนั้น มิใช่แต่เพียงว่าความเหลื่อมล้ำของรายได้สูงขึ้น แต่ระบบเศรษฐกิจหดตัวลง การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นไม่ได้เพิ่มความจำเริญเติบโตของ GDP กล่าวคือ ขณะที่อัตราการส่งออกสูงขึ้น อัตราการเพิ่มของ GDP มีแนวโน้มลดลง

ในกรณีจีนยังคงมีอัตราความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง แต่หลังปี 1998 นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปว่า คนงานซึ่งเป็นผู้บริโภคสำคัญได้รับผลได้ลดลงจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น เพราะว่าสัดส่วนของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ตกอยู่ในประเทศในรูปของค่าจ้าง และผลกำไรแก่ผู้ลงทุน หดตัวลง

ในภาษาเศรษฐศาสตร์คือ สัดส่วนของมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ในการผลิตสินค้าส่งออกลดลง มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ (80%) คือค่าจ้างของแรงงานไร้ฝีมือราคาถูก

ที่เม็กซิโกมูลค่าเพิ่มจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกภายใต้ NAFTA มีน้อยกว่า 10% ที่จีนใน 2 มณฑล คือ Guangdong และ Suzhou สัดส่วนของมูลค่าเพิ่มลดลงจาก 60% ในปี 1998 เหลือเพียง 14-18% ในปี 2003-2004

หมายความว่าการส่งออกมูลค่า 100 หยวน เมื่อปี 1998 ตกอยู่ในประเทศจีน 60 หยวน ต่อมาในปี 2003-2004 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง 14-18 หยวน

นอกจากนั้น ทั้งในเม็กซิโกและจีน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกตกอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ หรือร่วมทุนกับต่างชาติ ดังนั้น ผลกำไรที่เกิดขึ้นแทนที่จะตกอยู่ในประเทศ กลับถูกส่งออกไปเป็นรายได้ของนักลงทุนต่างประเทศ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงๆ กลับกลายเป็นผู้บริโภคต่างประเทศที่ซื้อสินค้าราคาถูก และนักลงทุนต่างชาติที่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ผู้คนในประเทศแทบไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อย เพราะว่าการส่งออกมีผลเชื่อมโยงถึงสาขาเศรษฐกิจต่างๆ น้อย หรือไม่มีเลย

เป็นที่น่าสนใจว่า ทั้งในจีนและเม็กซิโกมีการเก็บข้อมูลด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ที่แบ่งให้เห็นสัดส่วนของการส่งออก เป็นประเภทต่างๆ ซึ่งทำให้สามารถวิเคราะห์ถึงคุณภาพของการส่งออกได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) การส่งออกแบบ pure assembly

(2) การส่งออกแบบ import and assembly

และ (3) การส่งออกแบบ general trade

pure assembly คือ การส่งออกที่โยงกับกระบวนการผลิตที่กำกับควบคุมโดยบรรษัทข้ามชาติ ภายใต้ระบบสายโซ่การผลิตข้ามชาติ (value chain) ซึ่งเป็นการนำเอาชิ้นส่วนที่ผลิตในที่ต่างๆ ของโลกมาประกอบกันเป็นสินค้าสุดท้าย โดยไม่มีกระบวนการผลิต (production process) เกิดขึ้นในประเทศเลย

ตัวอย่างเช่น การนำเอาชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าจากที่ต่างๆ มาประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วขายเป็นสินค้าสุดท้าย ซึ่งการประกอบอาจใช้แรงงานราคาถูกที่ไม่จำเป็นต้องมีทักษะหรือการศึกษาสูงเท่าใดนัก ระดับมัธยมต้นหรือปลายก็อาจทำได้

สำหรับ import and assembly นั้น ก็ยังเป็นการนำชิ้นส่วนมาประกอบกัน แต่ชิ้นส่วนบางอันอาจถูกผลิตภายในประเทศนั้น โดยการนำเข้าวัตถุดิบมาจากที่อื่นๆ ดังนั้น ในกรณีที่สองนี้ สัดส่วนของมูลค่าเพิ่มจะสูงกว่าในกรณีที่ (1)

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ของไทย ซึ่งมีการผลิตชิ้นส่วนบางประเภทภายในประเทศด้วย มิใช่เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนทุกชิ้นที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วทั้งหมดจากที่อื่นๆ สำหรับการส่งออกแบบ general trade คือ มีกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกหลายขั้นตอน ซึ่งสัดส่วนของมูลค่าเพิ่มอาจมีสูงถึง 100% เช่น ในกรณีไทยส่งออกน้ำพริกเผา ใช้วัตถุดิบและมีกระบวนการผลิตในประเทศทั้งหมด จึงมีผลเชื่อมโยงถึงสาขาเศรษฐกิจต่างๆ มาก

เมื่อพูดถึงคุณภาพของการส่งออก แน่นอนว่าการส่งออกประเภทที่ 3 จะให้ประโยชน์สูงสุด ตามมาด้วยการส่งออกประเภทที่ 2 และการส่งออกแบบประเภทที่ 1 ให้ประโยชน์น้อยที่สุด

ในกรณีของประเทศจีน นักวิเคราะห์ของจีนแสดงข้อมูลว่าจีนเปิดรับระบบตลาดเมื่อปี 1978 โดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใน และเพื่อการส่งออก แต่คุณภาพการส่งออกในทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990 จนถึง 2005 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ ทศวรรษ 1980 การส่งออกแบบ pure assembly และ import and assembly มีน้อยกว่าแบบ general trade ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับคนในประเทศ

ในปี 1992 หลังจากเติ้ง เสี่ยว ผิง เยือนเสิ่นเจิ้น จีนตัดสินใจเปิดประเทศรับเงินลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติอย่างเต็มที่ ทำให้สินค้าส่งออกอุตสาหกรรมที่อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หรือเป็นบริษัทร่วมทุนเพิ่มขึ้น

การส่งออกที่เป็นส่วนหนึ่งของสายโซ่การผลิตของโลก (global value chain) มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนในปี 2005 พุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละ 50

อีกนัยหนึ่ง การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของจีนขณะนี้อยู่ในมือต่างชาติเต็มที่ 45% มีลักษณะเป็น joint venture อีก 55% และสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกทั้งหมดในปี 2005 มากกว่าร้อยละ 50 เป็นการผลิตแบบ pure assembly หรือ import and assembly

สิ่งที่นักวิจัยของจีนเป็นห่วงคือ การพัฒนาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในระยะหลังของจีน เป็นมิตรกับคนงานและคนระดับล่างน้อยลง และเป็นต้นตอของปัญหาการกระจายรายได้ที่เลวลงในระยะเร็วๆ นี้

ในกรณีของจีนยังไม่เลวร้ายเท่ากับเม็กซิโก เพราะว่าจีนยังไม่ประสบปัญหาฟองสบู่แตกเหมือนเม็กซิโก และยังไม่ถูกครอบงำ โดยการลงทุนจากต่างประเทศเท่าเม็กซิโก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา และ GDP ของจีนยังเติบโตในอัตราสูง (ที่เม็กซิโกธนาคารอยู่ในมือของต่างชาติ 100% แต่ที่จีนรัฐบาลยังมีบทบาทเป็นเจ้าของธนาคารใหญ่ๆ)

แต่ก็เป็นที่กังวลว่าการกระจายรายได้ของจีนที่เลวลงจะเป็นปัญหาทางการเมือง และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของจีนได้

ย้อนกลับมามองไทย เราให้ความสนใจกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหัวจักรของระบบเศรษฐกิจในช่วงหลังปี 1997 แต่เราไม่เคยสนใจคุณภาพของการส่งออกของเราเลย

เราไม่มีการเก็บตัวเลขการส่งออกที่แยกประเภทแบบจีนหรือเม็กซิโก เพื่อให้เรารู้ว่าเมื่อเราส่งออกสินค้า 100 บาท กี่บาทที่ตกอยู่กับไทย และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำเพิ่มขึ้นอย่างไร เพียงใด

มีข้อมูลที่ชี้ว่าหลังปี 1997 ภาคอุตสาหกรรมส่งออกของไทยเข้าไปอยู่ในวงจรของกระบวนการผลิตแบบ global value chain มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะเป็นการผลิตแบบ pure assembly มากขึ้น รวมทั้งมีการให้แรงจูงใจ แบบการลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นด้วย และบทบาทของบรรษัทข้ามชาติในกระบวนการผลิตสินค้าส่งออก ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการที่บริษัทของไทยหรือบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติต้องขายกิจการหรือหุ้นฝ่ายไทยให้กับบริษัทแม่ต่างประเทศ

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องให้ความสนใจกับคุณภาพของการส่งออก ก่อนที่เราจะพบกับปัญหาดังที่จีนและเม็กซิโกประสบ

หน้า 6