หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
บุคคลกับระบบ

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3764 (2964)

เมื่อปี ค.ศ.2000 ปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่อเมริกา อันเป็นการต่อสู้ระหว่างนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้ลูกกับนายอัล กอร์ รองประธานาธิบดี ในขณะนั้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาซึ่งใช้ระบบการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ แต่ละมลรัฐจะเลือกตัวแทนของตนไปเลือกประธานาธิบดีอีกที จำนวนผู้แทนที่จะไปเลือกประธานาธิบดีนั้น คำนวณตามสัดส่วนของประชากร

ปรากฏว่าจำนวนผู้แทนที่มลรัฐต่างๆ เลือกเข้ามาทั้งสองฝ่ายจำนวนใกล้เคียงกันมาก เหลือมลรัฐสุดท้ายคือฟลอริดา ปรากฏว่าประชาชนชาวฟลอริดาลงคะแนนให้บุช และอัล กอร์ ใกล้เคียงกันมาก ห่างกันไม่กี่ร้อยคะแนน แต่ถ้าใครได้คะแนนมากกว่าก็จะได้ผู้แทนที่จะไปเลือกประธานาธิบดีของมลรัฐฟลอริดาทั้งหมด ทำให้ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีไปเลย

ความที่คะแนนใกล้เคียงกันมากจึงมีผู้ที่สนับสนุนฝ่ายแพ้ ขอให้ศาลสูงของฟลอริดาให้นับใหม่ นับใหม่ก็ใกล้เคียงกันอีก ก็มีคนลองให้นับใหม่อีก นับใหม่ก็ใกล้เคียงกันอีก ศาลสูงก็ให้นับใหม่อีก ในที่สุดศาลสูงของสหรัฐจึงประชุมกันมีมติสั่งให้หยุดนับ โดยให้เหตุผลว่า "เพื่อรักษาระบบและรัฐธรรมนูญ ซึ่งบรรพบุรุษของเราร่างไว้" ขืนให้นับไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีประธานาธิบดีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ.2001 วันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

คนอเมริกันนั้นเขาเคารพรัฐธรรมนูญและระบบการเมืองการปกครองของเขามาก เมื่อศาลสูงให้เหตุผลเช่นนั้น ทุกคนก็หยุดวุ่นวายยอมรับผลการนับคะแนนแม้ว่าจะต่างกันเพียงเล็กน้อยก็ตาม เป็นผลให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชนะการเลือกตั้งไปด้วยคะแนนเพียงไม่กี่ร้อยคะแนน และชนะการเลือกตั้งในรอบที่ 2 อีก เป็นประธานาธิบดี 2 สมัยในเวลา 8 ปี

แต่ในบ้านเราดูคนจะสนใจรัฐธรรมนูญและระบบน้อย จะสนใจและให้น้ำหนักกับตัวบุคคลมากกว่า ถ้าชอบใครก็บอกว่ารัฐธรรมนูญและระบบดีแล้ว ถ้าไม่ชอบใจอยากจะเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นผู้นำก็ว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีต้องแก้ไข ถ้าแก้ไขตามระบบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ก็จะต้องใช้การกดดันนอกระบบรัฐสภา เช่นคราวที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งด้วยเหตุผลอันเดียว คือ ไม่ต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรเลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเมื่อนายกฯอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผู้คนก็พอใจ ไม่ว่าอะไรกลับดีใจและลืมไปอย่างรวดเร็วว่า เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีกระแสอย่างรุนแรงให้แก้ไขรัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ตอนนี้ก็มาอีกแล้วมีการระดมสรรพกำลังผู้คน ขอให้แก้รัฐธรรมนูญนอกระบบรัฐสภา มีการเสนอตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการโดยระบุชื่อประธาน กรรมการ และอนุกรรมการไว้เรียบร้อย บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อก็ดูจะยินดีรับเป็นประธานด้วย โดยมีเงื่อนไขแต่เพียงว่าให้มีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้เท่านั้น

ถ้าจำไม่ผิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากความกดดันนอกรัฐสภา นอกวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น แล้วก็มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษา จากศาลยุติธรรม และอื่นๆ อันเป็นองค์ประกอบที่น่าจะดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ในตอนร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างเกรงว่าเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้วรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 2 สภาจะแก้รัฐธรรมนูญ จึงบัญญัติห้ามมิให้แก้รัฐธรรมนูญก่อนจะครบ 5 ปี หลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลังจากประกาศใช้ครบ 5 ปีแล้วจึงแก้ไขได้ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ตอนที่มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2546 ก็มีกระแสว่าไม่อยากให้พรรคใดได้คะแนนเสียงมากเกินไป เพราะถ้ามากเกินไปก็เกรงว่าจะแก้ไขรัฐธรรม นูญให้เป็นประโยชน์แก่ตน

เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดกระแสว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐสภาไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระแสเปลี่ยนไปตรงกันข้ามภายในเวลาเพียงปีเดียว

ประเด็นที่ควรจะถกเถียงกัน ก็ควรจะเป็นว่ารัฐธรรมนูญของเราควรจะเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขยากแบบอเมริกาดี หรือแก้ไขง่ายแบบอังกฤษดี เพราะอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทุกอย่างเป็นพระราชบัญญัติหมด ถ้าสภาผู้แทนราษฎรอยากจะเปลี่ยนอะไร ก็นำเข้าสภาใช้เสียงข้างมากธรรมดาก็เปลี่ยนได้เลย

ถ้าอยากแก้รัฐธรรมนูญให้ง่ายเข้าก็น่าจะถกเถียงกันในเรื่องวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อน แล้วก็แก้ไขตามวิธีแก้ไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าตอนนี้แก้ยังไม่ได้ อีก 2 ปีจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ก็ควรจะยกเป็นประเด็นเรื่องใหญ่สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป

เรื่องที่สำคัญที่สุดของการมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ก็เพื่อให้การถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลหนึ่ง ไปสู่รัฐบาลหนึ่งเป็นไปโดยสันติวิธีมีหลักมีเกณฑ์ มีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ

ถ้าเห็นว่าการถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลหนึ่งมาสู่รัฐบาลหนึ่งตามวิถีทางสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญไม่ดี หรือไม่เร็วพอ ไม่ทันใจ ถ้ารอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ต้องใช้วิธีอย่างอื่น รัฐธรรมนูญก็ไม่มีความหมายเพราะไม่มีใครเคารพ

ในเรื่องระบบพรรคการเมืองก่อนที่จะพูดกันเรื่องควรจะให้ ส.ส.ย้ายพรรค การเมืองได้ก่อน 90 วันได้หรือไม่ ก็ควรจะมาถกเถียงกันเสียก่อนว่าอยากเห็นพรรคการเมืองเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ถ้าอยากให้เข้มแข็ง ก็ต้องมีบทบัญญัติให้อำนาจพรรคมีเหนือลูกพรรค ถ้าอยากเห็นระบบพรรคการเมืองอ่อนแอมีหลายๆ พรรค มีพรรคเล็กพรรคน้อย รัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็กพรรคน้อย ก็ไม่ควรให้อำนาจพรรคมีเหนือลูกพรรคมากนัก โดยเฉพาะอย่างประเด็นการย้ายพรรค เพราะการย้ายพรรคได้เป็นเครื่องมือที่สำคัญของลูกพรรค ในการต่อรองเอาตำแหน่งหรือผลประโยชน์ทางการเงิน และธุรกิจจากพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

ในทางกลับกัน ถ้า ส.ส.ย้ายพรรคได้ พรรคใหญ่ก็อาจจะรอหลังเลือกตั้งค่อยชักชวน หรือล่อด้วยผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ เอา ส.ส. มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้หลังจากการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จแล้วไม่มีทางรู้ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล

ก่อนการเลือกตั้งคราวที่แล้วก็มีกระแสต่อต้านการซื้อนักการเมืองจากพรรคหนึ่งไปอีกพรรคหนึ่ง ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามผู้ที่ย้ายพรรคน้อยกว่า 90 วันลงเลือกตั้ง

เท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มา 5-6 ปี โครงสร้างทางการเมืองได้พัฒนามาไกล และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่าง เร็วกว่าที่คาดหมายไว้มากในหลายเรื่อง เป็นต้นว่าพรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้น และมีแนวโน้มว่าระบบการเมืองของเรา จะเป็นระบบ 2 พรรคใหญ่ แบบเดียวกับประเทศที่มีการพัฒนาทางการเมืองที่เข้มแข็งแล้ว สามารถมีรัฐบาลพรรคเดียวได้ โดยไม่ต้องมีรัฐบาลผสมหลายพรรค รัฐบาลมีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และมีความต่อเนื่อง สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องห่วงว่ารัฐบาลจะล้มลุกคลุกคลาน มีการส่งมอบอำนาจหรืออยู่ต่อไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ

การเปลี่ยนผู้นำของรัฐบาลโดยวิถีทางอื่น เช่น ปฏิวัติรัฐประหารผ่านความรุนแรง แล้วมาตั้งต้นกันใหม่ไม่น่าจะเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง

ต้องขอชมเชยท่านหัวหน้าพรรคคนก่อน คนที่แล้วท่านเคยพูดว่า "ผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา" เมื่อท่านเชื่อมั่นเช่นนี้แล้ว ท่านก็ปฏิบัติด้วยโดยไม่เคยไปร่วมหรือไปปรากฏตัวในที่ชุมนุม เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนอกรัฐสภาเลย ท่านปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างคงเส้นคงวา เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วท่านจึงออกมาดำเนินการทางการเมืองตามระบบรัฐสภา

ผู้นำรัฐบาลเองก็มีส่วนอย่างมากในการปกปักรักษาระบบและวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ มีส่วนอย่างมากที่จะต้องประคับประคองระบบให้อยู่รอด และพัฒนาระบบให้ยั่งยืน ต้องทนทานต่อแรงเสียดทาน ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกฝ่ายที่ประชาชนมีความกังขาข้องใจ

ถ้ามีความกดดันมากจนจะมีความวุ่นวายเสียหายกับบ้านเมืองก็ควรยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามวิถีทางรัฐสภา

ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายช่วยกันดูแลให้ระบบการเมืองพัฒนาไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะต้องล้มกติกา ล้มรัฐธรรมนูญร่างกันใหม่ก็จะน้อยลง

ที่ประชาชนสื่อมวลชนยังข้องใจกังขาก็มีอยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความไม่เป็นการเมืองของวุฒิสภา การเป็นอิสระขององค์กรอิสระ และความไมˆโปร่งใสในเรื่องต่างๆ

เรื่องแรก ความไม่เป็นการเมืองของวุฒิสภา คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากเพราะวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จะเลือกตั้งอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ย่อมเป็นการเมือง แม้จะกำหนดวิธีเลือกตั้งให้เลือกชื่อเดียว ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้วาระเดียวก็ตาม อาจจะยกเว้นสมาชิกที่มาจากเขตกรุงเทพมหานครบางคน แต่จะเป็นการเมืองก็ไม่เป็นไรเพราะวุฒิสภาของประเทศอื่นที่มาจากการเลือกตั้งก็มาจากการเมืองอย่างเปิดเผย แต่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิสูงกว่าสภาผู้แทนราษฎรก็ทำหน้าที่กลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งได้ อีกทั้งวุฒิสภาก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากเกินไป ต่อไปอาจจะให้สังกัดพรรคการเมืองอย่างเปิดเผยก็ได้ แต่ชั้นนี้เป็นอย่างนี้ก็นับว่าพอใช้ได้

ส่วนองค์กรอิสระผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็พยายามแล้วที่จะให้มีความเป็นอิสระ แม้ว่าที่มาอาจจะมาจากสถาบันทางการเมือง โดยสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอรายชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้เลือกกึ่งหนึ่ง ที่มาอาจจะมาจากการเมือง แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วก็น่าจะเป็นอิสระ เพราะกฎหมายให้ความคุ้มครองไม่ให้ถูกแทรกแซงจากรัฐบาล แบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาเขาทำ ประธานาธิบดีซึ่งเป็นการเมืองเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลสูง ประธานธนาคารกลาง และอื่นๆ ให้สภาอนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วก็เป็นอิสระ ประธานาธิบดีจะปลดหรือทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ของเราคงจะคนละวัฒนธรรม จึงมีข้อครหาว่าไม่อิสระหรือตีความระแวงจนเกินไป แต่นานๆ ไปก็คงจะเข้ารูปเข้ารอยไปเอง เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์มากๆ เข้า คงต้องใจเย็นๆ ให้เวลาในการพัฒนา

ประเด็นง่ายๆ ที่เป็นกระแสความไม่พอใจบุคคลที่เป็นผู้นำก็น่าจะนำไปเป็นประเด็นในการเลือกตั้งทั่วไปในสมัยหน้า ถ้าหากไม่ชอบบุคคลที่เป็นผู้นำก็ควรจะเป็นกระแสในพรรคการเมืองเป็นผู้เปลี่ยนผู้นำในพรรคเสียก่อนจะมีการเลือกตั้ง ถ้าหากเป็นฝ่ายข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลที่ประชาชนไม่ชอบจะได้ไม่มาเป็นผู้นำของรัฐบาลโดยที่ระบบยังอยู่

แต่บ้านเรามักจะไม่เป็นอย่างนั้น แทนที่จะกดดันให้พรรคเปลี่ยนผู้นำพรรคหรือหัวหน้าพรรค แต่จะดำเนินการนอกระบบซึ่งถ้าถึงจุดระบบรัฐบาลก็คงจะอยู่ไม่ได้ ต้องตั้งต้นกันใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

อยากเห็นสังคมไทยให้ความสำคัญกับระบบให้มากกว่าบุคคล หากไม่ชอบบุคคลก็ให้มีการเปลี่ยนแปลงกัน ในระบบพรรคการเมือง และระบบรัฐสภา แบบเดียวกับกรณีนายทานากะ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่น ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากบริษัทล็อกฮีตของอเมริกา ถูกเปลี่ยนตัวภายในระบบพรรคการเมือง และระบบรัฐสภา แต่ไม่ใช่เดินขบวนแล้วก็เผาบ้านเผาเมือง หรือการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งบ้านเมืองเสียหายทั้ง 2 กรณี

เรื่องความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่ายควรทำให้กระจ่างในทางใดทางหนึ่ง หากยังคลุมเครือจะไม่เป็นผลดีกับระบบ

อยากเห็นระบบตามรัฐธรรมนูญทำงานต่อไปได้ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่

หน้า 2