หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
สู่...เมืองขึ้นยุคทุนใหญ่ครองชาติ

วิวัฒน์ชัย อัตถากร กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

ทันทีที่หุ้นชินคอร์ปถูกขายล็อตใหญ่ให้เทมาเส็ก 7.33 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ไม่ว่านายกฯ ทักษิณ หรือผู้บริหารระดับสูงของชินคอร์ป ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร รองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง ดร.ทนง พิทยะ จะเรียงหน้าออกมาตอบคำถาม ชี้แจง ข้อสงสัยจากสังคม ก็ไม่สามารถทำให้สาธารณชนกระจ่าง ในพฤติกรรมของนายกฯ และครอบครัว และ ประชาชนไม่น้อย ยังคงทอดถอนใจ กับการกระทำอันถูกกฎหมาย แต่สวนทางกับจริยธรรมของผู้นำประเทศ

ประการแรก ตลาดหุ้นกับละครน้ำเน่าฉากเก่า คงพอจำกันได้ว่า วิกฤตการณ์เอเชียปี 2540 ตลาดหุ้นหลายชาติโดนนักวิชาการฝรั่งเรียกขานอย่างดูแคลนว่าเป็น "กาสิโน" จากพฤติกรรมเก็งกำไรล้นเกิน หรือขาดความรับผิดชอบทางสังคม ปั่นหุ้น เลี่ยงภาษี ซุกหุ้น ใช้ข้อมูลภายใน ตกแต่งบัญชี เล่นกลกับตัวเลข และอีกสารพัดรูปแบบ

แม้ในปัจจุบันด้านมืดดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่ว่าเป็นข่าวหรือขุดขึ้นมาเป็นข่าวหรือไม่ ยิ่งหากเป็น "หุ้นการเมือง" ที่โยงใยกับอำนาจกับความไม่โปร่งใสของคณะผู้ดูแลตลาด ก็ยังสามารถเล่นเกมการเงินแบบฉ้อฉลได้ไม่ยาก และหลุดลอดสายตาประชาชนได้ เนื่องจากภาษาการเงินเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่าย แม้กระทั่งไม่ยื่นเอกสารก็แกล้งเขียนผิดกาผิด

การไม่จัดเก็บภาษีผลได้ของทุน หรือจากผลกำไรในการขายหุ้น ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วล้วนจัดเก็บ เพราะช่วยลดความเสี่ยงปัญหาฟองสบู่มูลค่าหุ้น รวมทั้งเกิดความเป็นธรรมทางสังคม เหล่านี้คือ "จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง" ที่ต้องกำจัดโดยเร็ว หากอยากเห็นตลาดหุ้นก้าวหน้า มีความมั่นคง ได้รับการยอมรับ

ยิ่งตัวละครการเงินในกระทรวงการคลัง ในตลาดหุ้น สนิทชิดเชื้อกับนักลงทุนคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษ ก็อาจให้ความอนุเคราะห์แก่กันอย่างเป็นขบวนการก็เป็นได้ เหล่านี้มิใช่เรื่องเหลือเชื่อว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ วงการหุ้นเขารู้กันดี

ประการที่สอง ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ การแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 (ฉบับที่ 2) หมาดๆ นี้ มีการเปลี่ยนแปลงเปิดทางต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้เกิน 25% เป็น 49% และสามารถเพิ่มสัดส่วนกรรมการบริษัทได้มากกว่าเดิมที่เคยกำหนดไว้แค่ 1 ใน 3

ในความเป็นจริงคลื่นความถี่ถือเป็น "ทุนธรรมชาติ" เป็น "ทุนสาธารณะ" ซึ่งรวมถึงวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อธุรกิจสัมปทานได้สิทธินี้ไปจึงเกิดอำนาจผูกขาด คำถามคือการขายในฐานะเจ้าของหุ้นที่เกี่ยวพันกับ "สมบัติส่วนรวม" มีความหมายอะไรบ้างต่อสังคม? การขายสมบัติส่วนรวมน่าจะต้องถามเจ้าของสมบัติก่อนหรือไม่ หรือขายได้เท่าไรเข้ากระเป๋าเป็น "สมบัติส่วนบุคคล" หมด อย่างนี้เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่

เมื่อขายไปแล้ว การกำกับควบคุมจะอยู่ในมือต่างชาติหรือไม่ การขึ้นราคาค่าบริการอาจเกิดขึ้นโดย "ทุนผูกขาดข้ามชาติ" ซึ่งผู้ใช้บริการไม่อาจคะคาน ในแต่ละปีคนไทยต้องจ่ายหลายแสนล้านบาท เงินไหลออกนอกประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลอย่างนี้ จะเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจที่มองไม่เห็นหรือไม่?

ในการเจาะข้อมูลข่าวสารเชิงลึก ที่เป็นความมั่นคงของชาติ ผ่านกิจการโทรคมนาคมอาจทำได้ง่ายทั้งด้านการทหารและดูแลอธิปไตยของชาติ จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงโดยไม่จำเป็นหรือไม่? ขนาดจีนกับสหรัฐยังเคยทะเลาะกันเรื่องเกรงเสียความลับทางทหารจากวงโคจรของดาวเทียมที่ล่วงล้ำอาณาบริเวณมาแล้ว

อย่าลืมว่า ขณะนี้ ทุนข้ามชาติจากประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์ ได้ควบคุมเศรษฐกิจไทยในสาขาหลักไว้ มีหุ้นกระจายตัวแทบทุกสาขา เรียกว่า ได้ยึดเส้นเลือดใหญ่ไว้โดยทุนสิงคโปร์ล้วนแล้วเป็นทุนรัฐบาลมีหุ้นใหญ่ จึงต้องตระหนักให้ดีว่า "ทุนสิงคโปร์" ก็เป็น "ทุนนายหน้า" ของ "ทุนอเมริกัน" ด้วย เมื่อถูกทุนสิงคโปร์เทคโอเวอร์ ก็เท่ากับถูกอเมริกาครอบครองเช่นกัน

พี่น้องชาวไทยรู้เรื่องเหล่านี้บ้างหรือเปล่า ในโลกยุคใหม่ภัยคุกคามไม่ได้มาด้วยกองทัพ กองกำลังทหาร เข้ายึดครอง หากแต่ยึดเส้นเลือดใหญ่ (ทางเศรษฐกิจการเงิน) และครองจิตสำนึกจิตวิญญาณ (ทางสื่อ) ไว้ก่อน อย่างนี้แล้วจะคุมทุกข้อต่อสำคัญไว้ได้หมด มีปรากฏให้เห็นมาแล้วว่า เม็กซิโก ประเทศเพื่อนบ้านสหรัฐ ก็ถูกสหรัฐคุมทุกเรื่องผ่านการครอบงำทางเศรษฐกิจและสื่อ ราวกับเป็นอีกมลรัฐหนึ่งมาแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างเตือนใจไว้!

ประการที่สาม ถึงเวลาต้องรื้อระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรม แล้วสร้างระบบใหม่ขึ้นมา การถกเถียงเรื่องกฎหมายว่าต้องจ่ายหรือไม่ต้องจ่ายภาษี เป็นประเด็นคับแคบเกินไป ผู้ขายหุ้นชินคอร์ปอ้างว่าทำถูกกฎหมายไม่ต้องเสียภาษีแม้บาทเดียว และยังจะบริจาคเงินให้สังคม เหล่านี้เป็นการเบี่ยงประเด็น ไม่ตรงกับปัญหาพื้นฐานที่ต้องแก้ไขเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะความไม่เป็นธรรมของระบบภาษีอากรของไทย ระบบที่พึ่งพาภาษีทางอ้อม (70%) ภาษีทางตรง (30%)

เห็นชัดอยู่ว่า ภาษีทางอ้อม ผลักภาระไปยังผู้จ่ายภาษี โครงสร้างภาษีแบบนี้จึงควรแก้ไข ที่ถูกต้องควรเพิ่มสัดส่วนภาษีทางตรงให้มากขึ้น จึงจะเกิดความเป็นธรรมในสังคม ภาษีกำไรจากการขายหุ้น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก

ระบบภาษีไทยเลี่ยงที่จะเก็บจากคนมั่งมีและได้กำไรมาก แต่ไล่รีดจากคนมีน้อยได้น้อย คนชั้นล่าง คนจน กรมสรรพากรจึงควรไล่เก็บบริษัทใหญ่ให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การไปไล่บี้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีทางไปเสีย แค่นี้ก็สะท้อนอะไร มิอะไร ให้เห็นถึงภาษีที่ไม่เป็นธรรม

รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องคิดแก้ไขหรือปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อความเป็นธรรม จะได้รับการแซ่ซ้องจากประชาชน ประวัติศาสตร์การคลังไทยจะต้องจารึกไว้ ท่านจะเป็นวีรบุรุษเป็นที่น่าเสียดายว่าทำไม ท่านไม่เลือกทำแนวทางนี้เสียแต่แรก

คนมักพูดกันว่าหนีไม่ได้อยู่สองเรื่อง คือ ความตายและภาษี ความตายอาจยื้อได้ด้วยดูแลสุขภาพ หรือแพทย์สมัยใหม่ ขณะภาษีอาจหลบได้จาก เลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) หมายถึง เลี่ยงในกรอบกฎหมาย หรือสร้างข้อกำหนดระเบียบ/กฎหมายรองรับให้เป็นข้อยกเว้น หรือตีความได้หลายแง่มุม ทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษี หรือจ่ายแต่น้อย บนเงื่อนไขข้อกำหนดหรือตีความที่เอื้อประโยชน์ผู้ (ควร) จ่ายภาษี

ตรงนี้อาจต้องจ้างนักกฎหมายหัวคิดแบบ "เซียงเหมี่ยง" รู้จักคดเคี้ยวเลี้ยวลด บริษัทใหญ่ๆ จะมีนักกฎหมายประเภทนี้หรือจ้างนักบัญชีเล่นกับตัวเลขตกแต่งบัญชีให้จ่ายภาษีน้อยเข้าไว้หรือไม่จ่ายเลย ถ้าจะให้ได้ผลดีต้องเป็นคนของรัฐ หน่วยภาษี หน่วยการเงินการคลัง หน่วยงานตลาดทุนตลาดหุ้น ตีความเข้าข้างหรือเลือกพูดเลือกเขียนเลือกปฏิบัติ หรือนิ่งเฉย ทำไม่รู้ไม่ชี้ หรือใช้ การหนีภาษี (Tax Evasion) หมายถึงหนีโดยไม่จ่ายคือทำผิดกฎหมาย หลุดจากกรอบกฎหมาย

การหลบทั้งสองแบบหากถูกจับได้ก็ผิดแน่ ดังตัวอย่างญาติของ นายพลปีโนเช่ จอมเผด็จการแห่งชิลี โกงภาษีมากหนีออกนอกประเทศ สุดท้ายถูกจับ ไม่มีประเทศใดให้ลี้ภัย ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ที่สุดต้องติดคุก!

ประการที่สี่ นโยบายรัฐส่งผลหุ้นขึ้นทะลุเป้า ราคาหุ้นชินคอร์ปพุ่งเกิน 100% ปี 2543 ก่อนจัดตั้งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ (ต้นปี 2544) ราคาหุ้นชินคอร์ปไม่กี่บาทในวันที่ 30 กันยายน 2546 เพิ่มเป็น 23.20 บาทต่อหุ้น และเมื่อ 23 มกราคม 2549 ขายให้ทุนสิงคโปร์ในราคาสูงถึง 49.25 บาทต่อหุ้น กำไรสูง 1.5 หมื่นล้านบาท

ทำไมจึงพุ่งสูง นโยบายจีดีพีนิยมมุ่งเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศให้เต็มเหนี่ยวด้วย อัดฉีดหว่านเม็ดเงิน ส่งเสริมบริโภคล้นเกิน ผลลัพธ์คือชาวบ้านหนี้ท่วม แต่คนเล่นหุ้นรวย ทุนผูกขาดตระกูลการเมืองผงาดขึ้นในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว หมุนเงินคล่อง รายได้กลับกระจุกแต่ไม่กระจาย ช่องว่างรายได้ถ่างกว้างขึ้น

นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น ก็ส่งผลทำนองเดียวกันกับการนำกองทุน (กบข., วายุภักษ์) ลงทุนในตลาดหุ้น ล้วนส่งผลให้มูลค่าตลาดของชินคอร์ปเพิ่มขึ้น นโยบายเมกะโปรเจคทุ่มเงินมหาศาลก็หวังผลเพื่อเพิ่มจีดีพี และโดยอ้อมก็ส่งอานิสงส์ให้ตลาดหุ้นคึกคัก หากแต่ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูง ไทยจะมีหนี้สินต่างประเทศเพิ่มขึ้น

โดยสรุปนโยบายมหภาคแบบนี้จะทำลายศักยภาพเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว จะส่งผลกระทบต่อคนวงกว้าง มาถึงตรงนี้ก็พอฉายภาพได้หรือยังว่า ทำไมรัฐบาลไม่ปฏิรูปภาษีที่กระทบตลาดหุ้น ภาวะแวดล้อมเช่นนี้ เอื้อต่อหุ้นการเมืองอย่างคล้องจองพอดีหรือไม่