|
||||||||||||||
|
ชีวิตที่แวดล้อมด้วยปัญหาเศรษฐกิจ
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ คุณสุวรรณ วลัยเสถียร ออกมาชี้แจงกรณีเกี่ยวกับ "แอมเพิล ริช" แทนครอบครัวชินวัตร ยังมีครอบครัวหาเช้ากินค่ำอีกครอบครัวหนึ่ง ที่อาจจะได้รับเงินก้อนโตในเร็วๆ นี้ ตามคำสั่งศาลที่ออกมาแล้ว ว่า กระทรวงสาธารณสุขจะต้องชดใช้เงินจำนวน 3.4 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวของน้องชนายุทธ เด็กน้อยที่ต้องกลายเป็นคนพิการ เนื่องจากความผิดพลาดในการทำฟันของทันตแพทย์หญิงท่านหนึ่ง ในโรงพยาบาลชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เงินจำนวน 3.4 ล้านบาท เป็นการชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อหรือไม่? แล้วต้องจ่ายเงินมากแค่ไหน ถึงจะเหมาะสมกับความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น? จริงอยู่ที่ชีวิตนั้นมีค่ามากจนไม่สามารถจะประเมินออกมาเป็นตัวเงินได้ แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะมีหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้ในการประเมินค่าเสียหายที่ชดเชยให้แก่ผู้เดือดร้อน หลักการที่นำมาใช้ในการประเมินการชดเชยค่าเสียหายนั้น ก็คือ หลักการทางเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าด้วยต้นทุนค่าเสียโอกาส และต้นทุนในการรักษา โดยมองว่า ความพิการทำให้น้องเขาไม่สามารถทำงานได้ตลอดชีวิต แสดงว่าทั้งชีวิตนี้เขาจะไม่มีโอกาสได้รับรายได้ ในส่วนที่ควรจะได้รับในอนาคตหากมีโอกาสได้ทำงาน ค่าชดเชยขั้นต่ำจึงควรเท่ากับรายได้ที่คาดว่าจะได้รับทั้งหมดในชีวิต นอกจากนั้นแล้ว ต้องคำนึงถึงค่าเสียโอกาสของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องแบ่งเวลามาดูแลด้วย เพราะในขณะที่ดูแล ก็จะไม่มีโอกาสได้ทำงาน ขาดโอกาสจะได้รับรายได้ ค่าตอบแทนที่จ่ายจึงควรคำนึงถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน ประเด็นสุดท้ายที่ต้องนำพิจารณาในการกำหนดค่าตอบแทนคือ ค่าดูแลรักษาที่จะต้องจ่ายไปอย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่น้องเขายังมีชีวิตอยู่ หากนำเอามูลค่าของค่าเสียโอกาสและค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดนี้มารวมกัน จะเห็นว่า บางที 3.4 ล้านบาท อาจจะเป็นเงินที่น้อยไปเสียด้วยซ้ำ เห็นไหมครับว่า แม้แต่ปัญหาในระดับครอบครัวก็มีแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ให้เราได้ขบคิดกัน แล้วยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม และประเทศชาติ ก็ยิ่งมีเรื่องให้เราต้องวิเคราะห์มากขึ้นไปอีก นับวันปัญหาทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นสิ่งใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที หากเราไม่รู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ก็อาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้น ความสามารถในการคิดและวิเคราะห์โดยใช้ หลักการทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Literacy) จึงเป็นอาวุธทางปัญญาที่ทุกคนจำต้องมีติดตัว กระทรวงศึกษาธิการเองก็เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้มีการบรรจุเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ตั้งแต่ชั้นประถม นับเป็นความพยายามที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่น่าเสียดายว่า ในทางปฏิบัติแล้ว เจตนาดีดังกล่าวกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะตำราส่วนใหญ่ที่ใช้สอนกันนั้นมุ่งแต่จะเสนอชุดความคิดที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัวให้นักเรียนท่องจำ มากกว่าที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้ขบคิดหลักการเบื้องหลังที่ใช้ในการตัดสินใจ และทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า หลังจากเด็กได้เรียนจบไปแล้ว กลับไม่สามารถนำเอาความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ พอโดนถามว่าตอนเรียนเศรษฐศาสตร์เรียนอะไรบ้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็มักจะตอบว่าเรียนเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน รายได้ประชาชาติ เงินเฟ้อ และต้นทุนค่าเสียโอกาส แต่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่า อะไรคือสาระสำคัญของหัวข้อเหล่านี้ ปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นกับเยาวชนของไทยเท่านั้น แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาเอง ก็ประสบกับความยากลำบากในการสอนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า วิธีการและเนื้อหาที่ใช้สอนอยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมจริงหรือ? คณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันพัฒนาการศึกษาเศรษฐศาสตร์ (Institute for Development of Economic Education หรือ IDEE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานของไทยที่ได้พยายามหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ มีการทดลองสอนเศรษฐศาสตร์ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ได้มีการจัดค่ายเศรษฐศาสตร์เยาวชน ที่เน้นการนำเอาหลักการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ใกล้ตัวของเยาวชน เช่น สอนเศรษฐศาสตร์จากเพลง ภาพยนตร์ และนิยาย แทนที่จะเป็นการสอนวาดกราฟและการท่องนิยามคำศัพท์ต่างๆ มีการจัดแข่งขันตอบปัญหา การประกวดสุนทรพจน์ และการจัดทำวารสารเศรษฐศาสตร์สำหรับเยาวชน เผยแพร่ไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์และนักเรียนเป็นจำนวนมาก เรายังร่วมมือกับคณาจารย์ที่รับผิดชอบสอนเศรษฐศาสตร์ในระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา จัด Workshop การสอนเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นเวทีให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์การสอนเศรษฐศาสตร์ กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพัฒนาการสอนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ก็ได้แต่หวังว่า ในอนาคต ถ้าสังคมไทยมีความเข้าในเรื่องเศรษฐศาสตร์มากกว่านี้ บางทีเราคงไม่ต้องรอให้คุณสุวรรณออกมาชี้แจงแทนครอบครัวของท่านนายกฯ บางทีทันตแพทย์หญิงท่านนั้น อาจจะมีความระมัดระวังมากกว่านี้ ถ้าเขาตระหนักว่าความผิดพลาดก่อให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสมากขนาดไหน และหากความผิดพลาดจะเกิดขึ้นโดยเหตุสุดวิสัย อย่างน้อยเราก็จะเบาใจได้ว่า ค่าชดเชยที่ได้รับจะสมน้ำสมเนื้อ และคงจะมากกว่า 3.4 ล้านที่ครอบครัวของน้องชนายุทธได้รับอย่างแน่นอน
|