หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
FTA กับ After Shock

คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3763 (2963)

ก็ติดตามกันต่อ ดูกันไปนะครับ หลังจากที่ม็อบที่ชุมนุมประท้วงไม่ให้มีการเปิดเสรีทางการค้าหรือที่เราคุ้นหูกันว่า FTA ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่เชียงใหม่สลายตัวไปฉลองวันเด็กกันเป็นที่เรียบร้อย โดยประกาศก่อนจากว่า จะติดตามการทำงานของรัฐบาลในการเปิดเสรีทางการค้าต่อไปอย่างใกล้ชิด

จริงๆ แล้วการเปิดเสรีทางการค้าของไทยมิใช่มีแต่กับสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวดังที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับนะครับว่าการเปิดเสรีไม่ว่ากับประเทศใดก็คงต้องมีทั้งผู้ได้ผลประโยชน์และผู้เสียผลประโยชน์

แต่วันนี้เราคงไม่มาวิพากษ์วิจารณ์กันนะครับ ว่าทำไมผู้เสียผลประโยชน์จึงมาก่อม็อบ แล้วผู้ได้ผลประโยชน์เป็นใครหายไปไหน (เป็นเรื่องธรรมดาที่คนได้ประโยชน์จะเงียบ)

แต่ที่เราจะมาคุยกันวันนี้กลับไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นการเปิดเสรีทางการค้าโดยตรงมากเท่าใดนัก แต่หากจะพยายามส่งสัญญาณให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่สนใจเห็นถึงผลพวงการเปิดเสรีทางการค้า ที่หลายฝ่ายมองข้ามแต่หากเป็นปัจจัยที่พึงระวังเป็นอย่างมาก

ผลพวงดังกล่าวผมใช้คำว่า "after shock" จากการเปิดเสรี...ก็เหมือนกับแผ่นดินไหวละครับ หลังจากแผ่นดินไหวจริง ก็จะมีแผ่นดินไหวต่อเนื่องต่อมาอีกสักระยะหนึ่ง การเปิดเสรีก็เช่นกัน เปิดเสรีไปแล้วมันไม่ได้จบกันแค่นั้นแต่จะมีผลพวงเกิดขึ้นตามมา...อะไรหรือครับ...ลองมาดูกัน

เมื่อเดือนสองเดือนก่อน ผมมีโอกาสได้ลงไปดูประมาณการรายได้ของกรมศุลกากรค่อนข้างเป็นจริงเป็นจัง ก็รู้สึกแปลกใจพอสมควร เพราะตัวเลขที่เห็นค่อนข้างผิดคาดจากที่ผมเคยศึกษาไว้ก่อนหน้านี้

จริงๆ ก่อนหน้าโดยเนื้องานที่ผมทำอยู่ก็มีโอกาสศึกษาผลกระทบของการเปิดเสรีทางการค้า ต่อรายได้อากรขาเข้า ที่จะสูญเสียมาบ้างแล้ว แต่ตอนนั้นจำได้ว่าใช้โครงสร้างการนำเข้าแยกรายประเทศ (source of origin) ปี 2546 (ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดในขณะที่ศึกษา) ผมจำได้ว่าผลการวิเคราะห์ในช่วงนั้นบ่งชี้ว่า

ถ้าโครงสร้างการนำเข้าเรายัง 1.นำเข้าสินค้าชนิดเดิมๆ (เหมือนปีฐาน คือปี 2546) และ 2.การนำเข้าเป็นการนำเข้าจากประเทศเดิมๆ โดยมีข้อตกลงการเปิดเสรีตามกรอบต่างๆ (FTA, MFN และ WTO) ที่ได้กำหนดไว้แล้วละก็ ปี 2548 อัตราภาษีโดยเฉลี่ย (effective tax rate-ETR) ของสินค้านำเข้าต้องอากร (dutiable import) น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 8.86 ตกลงจากระดับกว่าร้อยละ 9 ในปี 2547

แต่ที่ต้องแปลกใจก็เพราะได้เห็นตัวเลขอัตราภาษีเฉลี่ยจริงที่เกิดขึ้นในปี 2548 สิครับ ปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2548 อากรขาเข้าเฉลี่ย (ETR) อยู่ในระดับเพียงร้อยละ 6.77 ของสินค้านำเข้าต้องอากร ร้อยละ 1 ของ ETR ที่ลดไปมันมากน้อยขนาดไหนหรือครับ ? ถ้าเป็นฐานการนำเข้าปี 2548 ร้อยละ 1 ก็หมายถึงรายได้ภาษีที่หายไปมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทเชียวนะครับ

อย่างนี้จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงครับ ที่เคยคิดไว้ คิดผิดไปมากมายขนาดนั้น

อย่างนี้ก็ต้องทบทวนตัวเองละครับว่าความผิดพลาดมันเกิดจากอะไร

ก็อย่างที่บอกแหละครับว่า ที่เล่ามาเป็นการวิเคราะห์เดิมที่ใช้ตัวเลขโครงสร้างการนำเข้าปี 2546 ที่สมมติว่าการนำเข้า ยังนำเข้าสินค้าแบบเดิมๆ จากประเทศคู่ค้าเดิมๆ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่กำหนด แต่เมื่อลงไปดูตัวเลขจริงๆ คร่าวๆ แล้วก็พบว่านอกจากเราจะสูญเสียรายได้จากอัตราภาษีในแต่ละพิกัดที่ลดลงจากการเปิดการค้าเสรีแล้ว โครงสร้างการนำเข้าที่ผมเคยสมมติในการวิเคราะห์ครั้งก่อนก็ไม่เป็นอย่างที่เราคิด...

การนำเข้าสินค้าของไทยไม่เป็นแบบเดิมๆ จากประเทศเดิมๆ อีกต่อไป ! ทำไม ?!

ถ้าผมจะตอบว่า ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกัน ท่านผู้อ่านจะถึงกับเลิกอ่านเลยไหมครับ ?

จริงๆ ผมก็จะตอบอย่างนั้นครับ

เหตุที่ไม่ทราบเหตุผลชัดเจนเพราะอัตราอากรเฉลี่ย (ETR) ที่ลดลงมีสาเหตุหลักได้จากทั้ง 2 ประการ คือ 1.เราไม่ได้นำเข้าสินค้าเดิมๆ (เรานำเข้าสินค้าทุนมากขึ้น ดังจะอธิบายต่อไป) 2.เราไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศเดิมๆ (ตรงนี้เป็นประเด็น after shock จากการเปิดเสรีการค้าในวันนี้) แต่อย่างที่บอกละครับ การลดลงของอัตราอากรเฉลี่ย (ETR) เกิดจากสาเหตุใด ข้อมูลที่มีในปัจจุบันมิอาจแยกได้ แต่วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้ง 2 ประการกันดีกว่าครับ

ประการที่ 1 เราไม่ได้นำเข้าสินค้าเดิมๆ : ก่อนวิกฤต เราลงทุนกันไว้เยอะครับ เยอะจนมากเกินไป เยอะจนเกิดฟองสบู่ พอเราประสบกับปัญหาวิกฤต โรงงานที่สร้างไว้ เครื่องจักรที่ลงไว้ ก็มีมากเกินความจำเป็น ตรงนี้ภาษานักเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า อัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization ratio) ไม่เต็มที่ (ปกติถ้าให้ใช้กำลังการผลิตเต็มที่ อัตรานี้จะอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 70-80 แล้วแต่ภาคอุตสาหกรรม)

ในภาวะที่เรายังไม่ใช้กำลังการผลิตเต็มที่ใครจะไปลงทุนอะไรใหม่ละครับ เศรษฐกิจที่โตได้ ก็โตจากการบริโภค บริโภคกันมากๆ เข้า ผู้ผลิตก็ผลิตมากตาม โดยใช้กำลังการผลิตเดิมๆ ก่อน ในขั้นแรก พอโรงงานที่มีอยู่เดิมผลิตกันเต็มกำลังแล้ว ก็ค่อยขยายการผลิต การนำเข้าในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นฟู จึงเป็นการนำเข้าสินค้า เพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งเสียภาษีในอัตราสูงเป็นหลัก...

จนเมื่อเริ่มมีการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ (กลางปีงบ ประมาณ 2547) นั่นแหละครับ การนำเข้าจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการนำเข้าวัตถุดิบ-เครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า ถึงแม้เราจะเห็นการนำเข้าขยายตัวในอัตราสูง แต่การนำเข้าเหล่านั้นแทบจะไม่เสียภาษี หรือเสียภาษีในอัตราต่ำมากๆ...

รัฐบาลเริ่มลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ นำเข้าเครื่องบิน นำเข้าท่อก๊าซ พวกนี้ฉุดตัวเลขการนำเข้าให้สูง แต่ไม่ได้ฉุดอากรขาเข้าให้จัดเก็บได้มากขึ้นเลยแม้แต่น้อย นี่แหละครับที่ผมหมายความถึงว่า เราไม่ได้นำเข้าสินค้าเดิมๆ เหมือนในช่วงเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว

ประการที่ 2 เราไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศเดิมๆ : ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ สินค้าที่ผลิตในจีนทะลักเข้ามาในไทยมากขึ้น อันนี้ต่อให้ไม่ใช่คนติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอยู่เป็นประจำก็รู้สึกได้ (จริงๆ ข้อมูลเหล่านี้หาได้ไม่ยาก ผมจึงขออนุญาตประหยัดเนื้อที่คอลัมน์ โดยการไม่นำข้อมูลมาอ้างอิงนะครับ) การนำเข้าจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะจีน ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอะไรหรือครับ ?

จีนค่าแรงถูก ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่ผลิตเลยมีราคาถูก ?

ค่าเงินของประเทศคู่ค้าเดิม เช่น สหรัฐ แข็งค่าเกินความเป็นจริง ทำให้เรามองสินค้าเขาแพง ?

ผู้ส่งออกต่างชาติที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยเริ่มย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อจะได้ผลประโยชน์ทางภาษี ? ฯลฯ...

ก็เป็นไปได้ทุกกรณีครับ อันนี้ต้องโทษกระแสโลกาภิวัตน์ที่รุนแรงขึ้นทุกวัน แต่ที่น่ากลัวสำหรับผลพวงของการเปิดการค้าเสรี คือกรณีสุดท้ายครับ คือการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเปิดเสรีทางการค้า...

ก็ขออย่าให้เกิดจากปัจจัยนี้เป็นหลักแล้วกันนะครับ เพราะถ้าเกิดจากปัจจัยนี้มากเท่าไร ก็จะหมายความว่า ผลพวง (after shock) ที่เกิดจากการเปิดเสรี จะไม่ใช่แค่อัตราภาษีที่ลดลงจากการเจรจากับประเทศนั้นๆ แต่หากอากรขาเข้าที่เราเก็บได้น้อยลง จะเกิดจากการย้ายฐานการผลิต หรือเปลี่ยนโครงสร้างการนำเข้ามาเป็นการนำเข้าจากประเทศที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นครับ

ด้วยเนื้อที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอสรุปนะครับ การคาดการณ์รายได้รัฐบาลที่สูญเสียจากการเปิดเสรีทางการค้า ก็อย่ามองแค่ว่าประเทศไหนได้ประโยชน์เท่าไรกับการเจรจา แต่ต้องมองผลพวงที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นด้วย

จากที่ผมดูตัวเลขมา พบว่าผลพวงดังกล่าวมีจำนวนมหาศาลก็ว่าได้ การลดลงของอัตราภาษีเฉลี่ย (ETR) ก็ยังไม่แน่ใจครับว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของชนิดสินค้านำเข้า (ดังกรณีที่ 1) หรือเกิดจากการย้ายฐานการผลิต (กรณีที่ 2) ถ้าเป็นกรณีที่ 1 ก็สบายใจขึ้นได้เล็กน้อย เพราะผมไปแอบดูตัวเลขมาก็พบว่าปีนี้ (2549) การนำเข้าสินค้าทุนจากเมกะโปรเจ็กต์ จะไม่มีมากเหมือนปีที่แล้ว (เครื่องบินก็นำเข้าไปแล้ว ฯลฯ รถไฟใต้ดิน ถ้าเริ่มสร้างปีนี้จริง ปีแรกๆ จะเป็นค่าแรงคนไทย ยังไม่ได้นำเข้าหัวรถจักรซึ่งต้องนำเข้าสูง เป็นต้น) แต่ถ้าอัตราภาษีเฉลี่ย (ETR) ที่ลดลงมาจากการย้ายฐานการผลิต ก็ต้องเป็นอะไรที่น่าจับตามอง

มิน่าละครับ ผมถึงคำนวณอากรขาเข้าผิดไปตั้งเยอะ...

มิน่าละครับรัฐบาลถึงคำนวณผิดเหมือนกัน...

ประมาณการรายได้จัดเก็บของกรมศุลกากรประจำปีงบประมาณ 2549 ในเอกสารงบประมาณที่ประกาศต่อสภา อยู่ที่เกือบ 1.2 แสนล้านบาท ตัวเลขจริงๆ ก็ต้องยอมรับกันครับว่าเก็บได้ต่ำกว่า 1.05 แสนล้านบาท แต่ผมว่าเก็บได้ถึง 1 แสนล้านบาทก็ฝีมือมากๆ แล้ว ปีหน้าเราเปิดเสรียานบก (ยานบกเป็นกลุ่มสินค้านำเข้าที่จัดเก็บอากรขาเข้าได้สูงสุดอันดับ 1 ของไทย) ตรงนี้ก็อย่าดูรายได้จัดเก็บที่ลดลงแค่ปี 2550 ปีเดียวละครับ

ผมมั่นใจว่า after shock มีจริง แต่ยังไม่แน่ใจว่ารุนแรงขนาดไหนเท่านั้นเองครับ...ลองจับตาดูกัน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่ครับ

หน้า 2