หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
Gift Economy ในระบบตลาดเสรี

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10190

ผู้คนจำนวนไม่น้อยในโลกเบื่อหน่ายกับการมีแค่ระบบทุนนิยม (หรือบางครั้งเรียกระบบตลาดเสรี) กับระบบวางแผนควบคุมโดยภาครัฐอย่างเข้มงวด ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ จึงพยายามคิดหาทางเลือกใหม่ ซึ่งหนึ่งในทางเลือกนั้นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า Gift Economy หรือเศรษฐกิจแห่งการให้

ทุนนิยมหรือตลาดเสรีมีประสิทธิภาพแต่ขาดความเท่าเทียมกัน ใครฉลาดมีทุนมากก็หาประโยชน์ได้มาก แต่ระบบนี้ก็สามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เชื่อลองเดินเข้าไปดูในตลาดสด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตดูก็ได้ มีสาระพัดสินค้าให้เราเลือกซื้อ โดยไม่ได้นัดหมายมาก่อนว่าเราจะเข้าไปซื้อ ตัวอย่างเช่นมีการผลิตอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ จนทำให้มีสัพพลายของเนื้อสัตว์เข้ามาในตลาดในจุดที่เราไปซื้อ ในขณะที่ในระบบเศรษฐกิจวางแผน และควบคุมโดยรัฐบาลเข้มข้น เช่น เกาหลีเหนือ คิวบา สหภาพโซเวียต และจีนในอดีต ผู้คนต้องเข้าคิวซื้อของและก็ไม่ได้สินค้าหลายอย่างดังประสงค์

John Bogle ในหนังสือใหม่ล่าสุดชื่อ Battle for The Soul of Capitalism ผู้มีประสบการณ์ใน Wall Street กว่า 50 ปี เคยเป็นทั้ง CEO Mutual Fund ขนาดใหญ่ และ CEO ของธุรกิจการเงินหลายแห่ง เล่าเรื่องขนหัวลุกว่า มีการฉ้อฉลทุจริตกันกว้างขวางในหมู่เพื่อนของเขา ไม่ว่าจะเป็นนักบัญชี นักกฎหมาย นายธนาคาร ตัวอย่างเบาะๆ ก็คือ Mutual Funds ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของลูกค้า แต่ซื้อของบริษัทนั้นเพราะเป็นลูกค้าของบริษัทที่เขาทำงานอยู่ นี่คือตัวอย่างของความเลวที่แอบซ่อนอยู่ในระบบทุนนิยม มิพักต้องพูดถึงเรื่องหลีกเลี่ยงภาษี เล่นกลโยกเงิน ซื้อหุ้น หรือการสมคบกระทำสิ่งที่เป็นดับเบิลสแตนดาร์ดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เมื่อมองไปที่ระบบเศรษฐกิจวางแผนควบคุมโดยภาครัฐก็หดหู่อีก เพราะไม่สามารถทำหน้าที่แทนตลาดได้ ถึงแม้สมาชิกของระบบเศรษฐกิจจะเท่าเทียมกันแต่ก็จนเท่าเทียมกัน เพราะระบบขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของสมาชิกได้ดั่งใจ การรอคอย ความผิดหวังในการบริโภค คิวที่ยาว ผลิตภาพในการผลิต (Productivity) ที่ต่ำ ตลอดจนการขาดเสรีภาพในทางเศรษฐกิจและกินไปถึงเสรีภาพทางการเมืองด้วย ทำให้ไม่เป็นระบบที่พึงปรารถนาในปัจจุบัน

สำหรับบางคนโดยเฉพาะกลุ่มสิทธิสตรี (Feminist) มองว่า Gift Economy คือ คำตอบ Gift Economy ก็คือระบบเศรษฐกิจซึ่งวิถีของการเปลี่ยนมือของสินค้าบริการดำเนินไปอย่างไม่มีข้อตกลง ชัดเจนระหว่างสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยน ซึ่งต่างไปจากระบบตลาดเสรี

สำหรับระบบตลาดเสรี ทั้งสองฝ่ายของการแลกเปลี่ยนซึ่งได้แก่ ผู้ซื้อและผู้ขาย ต่างมีข้อตกลงชัดเจนระหว่างกัน กล่าวคือผู้ซื้อจ่ายเงินสำหรับการได้มาซึ่งสินค้า และผู้ขายเป็นผู้ส่งมอบสินค้า ต่างคนต่างได้สิ่งที่ตนเองต้องการ ส่วนระบบเศรษฐกิจควบคุมหรือวางแผนโดยภาครัฐส่วนกลาง ประชาชนเป็นผู้รับสินค้าและบริการที่ภาครัฐให้ โดยประชาชนตอบแทนด้วยการทำงานที่ทุ่มเทจิตใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ผู้เสนอแนะ Gift Economy เชื่อว่าการมอบ "ของขวัญ" ให้แก่กันของบุคคลต่างๆ ในสังคม ซึ่งต่างไปจากสองระบบข้างต้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเหมาะสมกว่าทั้งสองระบบ Gift Economy หรือ Sharing Economy (เศรษฐกิจแห่งการร่วมกัน) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของวิถีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

คนเหล่านี้ยกตัวอย่างว่าการมีส่วนร่วมกันของสมาชิกในสังคมเดียวกันมีมานมนานแล้ว ดังเช่น สังคมเก็บของป่าล่าสัตว์ (Hunter-Gatherer Society) ซึ่งเป็นสังคมช่วยเหลือแบ่งปันกันเพราะเป็นสิ่งป้องกันให้ทุกคนอยู่รอด เพราะทุกคนจะมีอาหารเสมอแม้ในยามที่บางคนไม่อาจหาอาหารได้ในวันใดวันหนึ่ง

อินเดียนแดงในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกา มีประเพณีที่ผู้นำจะมอบอาหารปริมาณมาก ให้แก่ลูกเผ่า เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยถือกันว่าการเสียสละไม่ยอมสะสมความมั่งคั่ง จะทำให้เขาได้รับเกียรติที่สูงส่งในเผ่า

ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ (ก) การเสียสละอาหาร หรือของมีค่าเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้า (ข) ระบบอุปถัมภ์ (ค) การมีนักการเมือง "แจก" เพื่อแลกกับคะแนนนิยม (ง) การที่ครอบครัวให้การศึกษาแก่ทายาท โดยเสมือนกับมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องตอบแทน ด้วยการให้การศึกษาแก่ทายาทรุ่น ถัดไป (จ) การบริจาคเงินหรือทำการกุศล โดยหวังว่าจะทำให้สังคมดีขึ้น ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีลักษณะของ Gift Economy กล่าวคือเป็นการแลกเปลี่ยนกันโดยไม่มีการซื้อขาย และไม่มีข้อตกลงชัดเจนของการแลกเปลี่ยนกัน

ผู้สนับสนุนเชื่อว่าการทุ่มเทเลี้ยงลูกและดูแลครอบครัวของสตรี คือ "ของขวัญ" สำคัญที่มอบให้แก่โลก เพราะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่มนุษยชาติ โดยมิได้หวังว่าจะมีสิ่งใดตอบแทน ซึ่งต่างจากการซื้อการขายในระบบตลาดเสรี

ผู้เชื่อใน Gift Economy ดูจะมีความโรแมนติคมากกับการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (ดังเช่นสังคมเก็บของป่าล่าสัตว์) การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะช่วยเหลือด้วยการให้ "ของขวัญ" แก่บุคคลที่ในช่วงเวลานั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบแทนได้ (ดูนวนิยายเกี่ยวกับ Gift Economy ซึ่งเขียนโดย W.Morris ชื่อ News form Nowhere)

อย่างไรก็ดี ผู้สนับสนุนไม่สามารถโน้มน้าว หรือให้ทฤษฎีที่ทำให้เห็นชัดเจนได้ว่าการดำรงชีวิตในเรื่องการผลิต การบริโภค การลงทุน ฯลฯ ของสมาชิก ในโลกความเป็นจริงจะดำเนินไปได้อย่างไร และดีกว่าระบบเดิมได้อย่างไร ดังนั้น Gift Economy จึงเป็นเพียงความฝัน แต่กระนั้นก็ตาม Gift Economy ได้ให้แนวคิดที่ทำให้ตระหนักว่ามนุษย์ควรนึกถึงการพึ่งพิงกัน ผ่านการเสียสละโดยมิได้คำนึงถึงเงินทอง

อย่างไรก็ดี ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันลักษณะของ Gift Economy ก็ปรากฏอยู่แล้วหลายประการ เช่น (ก) ธนาคารเลือดที่เกิดจากการบริจาคของคนที่มิได้มุ่งหวังเงินทอง (ข) การบริจาคอวัยวะ (ค) การ Share ข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างไม่เสียเงิน เช่น Wikipedia (ฟรีเอ็นไซโครพีเดีย) (ง) Free Software โดยผู้เขียนให้ source code ซึ่งจะทำให้สามารถลอกเลียนแบบ ปรับปรุงและพัฒนาได้ (จ) การร่วมกันเขียน Soft Ware โดยคนจำนวนมากบนอินเตอร์เน็ต

สำหรับบ้านเราลักษณะของ Gift Economy ก็ได้แก่ โครงการพระราชดำริ โครงการหลวง มูลนิธิ การตักบาตร การให้ทาน บริการของมูลนิธิร่วมกตัญญู การเกื้อกูลญาติพี่น้องและเพื่อน พ่อแม่มอบมรดกให้ทายาท ลูกหลานอาศัยอยู่กับพ่อแม่ การบริจาคเงินให้สาธารณกุศล ฯลฯ

แนวคิดของ Gift Economy สอดคล้องกับแนวคิด Noble Obligation ที่สั่งสอนกันในบางครอบครัวของเศรษฐี ในโลกตะวันตกซึ่งมีมาตรฐานจริยธรรม กล่าวคือเมื่อเกิดมาโชคดีร่ำรวยเงินทอง จึงมีหน้าที่และภาระความรับผิดชอบ ที่จะต้องช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคมที่มีฐานะด้อยกว่าตน แนวคิดนี้ ก่อให้เกิดการบริจาคเงินและทำงานสาธารณกุศลขึ้นมากมาย

Bill Gates เศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกผู้มีทรัพย์สินประมาณ 55 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับประมาณ 40,000 ล้านบาท) ได้บริจาคเงินตั้งมูลนิธิไปแล้ว 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ และได้ประกาศว่าเมื่อตายลงจะบริจาคร้อยละ 95 ของทรัพย์สินที่เขามีทั้งหมดให้แก่สาธารณกุศล

แนวคิด Gift Economy เตือนใจให้นึกถึงการมีน้ำใจกว้างขวางนึกถึงคนอื่น ซึ่งจะช่วยทำให้สมาชิกของระบบตลาดเสรี มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง เป็นมนุษย์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สังคมเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ถ้าจะวัดความใจกว้างของผู้บริจาค อย่าดูตัวเลขที่บริจาค แต่จงดูว่าเมื่อเขาบริจาคแล้วเขาเหลือเท่าใด และที่เหลือนั้นกินไปได้อีกสิบหรือร้อยชาติจึงจะหมด

หน้า 6