|
||||||||||||||
|
เพียงแค่คุณทักษิณ
และชินคอร์ปจะรู้จักพอเพียง
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มติชนรายวัน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10189 ผู้เขียนคิดว่าคนไทยไม่อิจฉาคนที่ร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจหรอก เพราะฉะนั้นปัญหาที่กำลังทับถมคุณทักษิณ มันไม่ใช่เรื่องความร่ำรวยจากการขายหุ้นในบริษัทชินคอร์ปโดยตัวมันเอง แต่ความร่ำรวยนี้มีที่มาอย่างไรต่างหาก ที่จะเป็นเกราะคุ้มกันหรือเป็นมีดที่กลับมาทิ่มแทงคุณทักษิณและครอบครัว ถ้าธุรกิจคุณทักษิณรุ่งเรืองทำให้เจ้าของ และผู้ถือหุ้นอื่นมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็วและดูง่ายๆ เพราะมีการออก และใช้กติกาเส้นสายอิทธิพล และอำนาจทางการเมืองที่เอื้อต่อธุรกิจของคุณทักษิณ สังคมต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เรื่องของความเหมาะสมอะไรควร อะไรไม่ควรสำหรับพฤติกรรมของคนที่ลงมาเล่นการเมืองเป็นนายกฯ ของประเทศไทย มีอำนาจล้นฟ้า และเผอิญมีธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้ จึงสำคัญมาก ถ้าขาดมโนธรรมเสียอย่าง เป็นการง่ายมากที่อำนาจที่มีอยู่นี้ จะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่คู่แข่งหรือคนอื่นเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณทักษิณให้ลูกๆ และเครือญาติขายชินคอร์ปออกมาเป็นจำนวนที่สูงถึง 7.3 หมื่นล้านบาทนั้น เรื่องไม่เสียภาษีให้รัฐ และซ้ำยังขายธุรกิจ ไปให้กับรัฐบาลสิงคโปร์เสียอีก จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากคำถาม และความรู้สึกที่ไม่พอใจของสังคมในที่มา ของความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว ของธุรกิจคุณทักษิณ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร เป็นที่ทราบกันดีว่าประวัติศาสตร์ของการเติบโตทางธุรกิจ และความมั่งคั่งของคุณทักษิณ มาพร้อมกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของระบบและเทคโนโลยี โทรคมนาคม และการสื่อสารประเภทไร้สายของโลก โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1990 การได้สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ cellular คลื่นความถี่ 900 เป็นรายแรก (บริษัท เอไอเอส) จากองค์การโทรศัพท์ในปี 2533 ตามมาพร้อมกับการให้บริการอื่นๆ เช่น เคเบิลทีวี (บริษัทไอบีซี) การได้รับสัมปทานในโครงการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ (บริษัท ชินแซทเทลไลท์) บริษัททั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นรวมทั้งบริษัทแม่ ที่เป็นบริษัทโฮลดิ้งคือชินคอร์ป คุณทักษิณนำเข้าระดมทุน และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันตั้งแต่ปี 2534 ความมั่งคั่งของคุณทักษิณจึงเติบโตมากับตลาดหุ้นของไทย และเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ทศววรษ 1990 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสลับไปกับวิกฤตใหญ่เมื่อปี 2540 และมาฟื้นในอีก 4-5 ปีถัดมานั้น ธุรกิจมือถือของคุณทักษิณโดยเฉลี่ยในช่วง 15 ปีตั้งแต่เข้าตลาดมีอัตราการเจริญเติบโต ในอัตราที่ก้าวกระโดดสูงกว่าเศรษฐกิจไทย และอุตสาหกรรมอื่นๆ หลายเท่าตัว และที่สำคัญคือสูงกว่าคู่แข่งมาก นอกจากธุรกิจโทรคมนาคม ครอบครัวคุณทักษิณก็มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าตลาดเมื่อเร็วๆ นี้คือ บริษัท เอสซี แอสเสท กระนั้นก็ตาม ความมั่งคั่งของคุณทักษิณและของชินคอร์ป (90-95% ของรายได้หรือกำไร) ทั้งก่อน และหลัง เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกฯ มีศูนย์กลางที่มาอยู่ที่รายได้และกำไรจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นแหล่งเงินสำคัญของคุณทักษิณ และชินคอร์ปเพื่อไปขยายหรือลงทุนในกิจการอื่นๆ ธุรกิจการให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส มีลักษณะเป็นผู้นำตลาดเหนือคู่แข่ง ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะกล้าลงทุนในเครือข่าย สามารถให้บริการครอบคลุมทั้ง 73 จังหวัด ตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทเมื่อสิบกว่าปีก่อน และขยายการลงทุนเรื่อยมาทั้งยังได้เปรียบคู่แข่งรายใหญ่ เช่น TAC ที่ได้รับสัมปทานจาก กสท.ต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อโครงข่ายให้แก่ ทศท ที่สำคัญกว่านั้นในขณะที่คนอื่นเช่น ยูคอม เทเลคอมเอเซีย ทีทีแอนด์ที จัสมิน ฯลฯ ล้วนเจอปัญหาภาระหนี้สินที่สูงขึ้นจากการลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 เพราะกู้เป็นดอลลาร์มามาก หนี้ต่อทุนสูงเกือบ 20 เท่า ก็มีให้เห็น ชินแซทเทลไลท์อาจมีหนี้ที่เป็นดอลลาร์มาก แต่บริษัทเอไอเอสของคุณทักษิณ ซึ่งคือหัวใจของชินคอร์ปในฐานะบริษัทแม่ มีหนี้เป็นเงินบาทโดยออกหุ้นกู้จึงไม่เจอปัญหาเหมือนที่คนอื่นเขาเจอ เพราะฉะนั้นเมื่อโครงสร้างทางการเงินดี รายได้ดี เพราะอุปสงค์สินค้าเติบโตดีโดยเฉลี่ยไม่ว่าเศรษฐกิจจะร้อนหรือหนาว เอไอเอสและชินคอร์ปจึงอยู่ในฐานะที่น่าอิจฉา ตลาดหุ้นสะท้อนความมั่งคั่งของกิจการของคุณทักษิณก็จริงอยู่ แต่ผู้นำประเทศควรมีทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะที่ควร กับตลาดหุ้นส่งเสริมให้ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ บริษัทมีธรรมาภิบาลที่ดี กรณีเรื่องตลาดหุ้นนี้ คุณทักษิณต่างกับนายกฯ และรัฐมนตรีคลังคนอื่นๆ เป็นที่ทราบกันดีในหมู่โบรกเกอร์ และสาธารณชนว่าผู้นำประเทศ และรัฐมนตรีคลังของพรรคไทยรักไทยทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง บ่อยครั้งมีพฤติกรรมชี้นำตลาดให้หุ้นขึ้น และไม่พอใจเมื่อหุ้นลง พฤติกรรมดังกล่าวจัดว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการที่คุณทักษิณมีบริษัทของตนเอง อยู่ในตลาดหลายบริษัท สภาพการเมืองที่อาจมีอิทธิพลต่อราคาหุ้นหรือสร้างจิตวิทยาฟองสบู่ในราคาหุ้นนั้น นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ เช่น ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เคยตั้งข้อสังเกตโดยดูจากข้อมูลว่าหุ้นเซ็กเตอร์ทักษิณในช่วงปี 2545-2546 สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ย (33%) ในตลาดมาก เช่น ไอทีวี 592% ชินคอร์ป 284% เอไอเอส 139% แซทเทล (ไทยคม) 101% เป็นต้น นอกจากนี้สังคมมีคำถามมากมาย แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ เพราะหน่วยงานไม่เปิดเผยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ ในเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ผ่าน บสท. เชื่อว่าเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องของรัฐบาลมาก ธุรกิจต้องมีการเติบโต การกระจายสู่ธุรกิจใหม่เป็นวิธีการอันหนึ่ง หลายธุรกิจภายใต้บังเหียนของบริษัทแม่โฮลดิ้ง คือชินคอร์ปเกิดขึ้นในช่วงที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ เช่น ธุรกิจวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ (บริษัทไอทีวี ซึ่งได้เข้าจดทะเบียนในตลาด) ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (ไทยแอร์เอเซีย) ธุรกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคล (บริษัทแคปปิตอลโอเค) ธุรกิจเดิม และธุรกิจใหม่ของคุณทักษิณซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้ชินคอร์ปนั้น เติบโตไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เมื่อคุณทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลประกอบการ และราคาหุ้นย่อมเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก ในช่วงที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ ขนาดและการก้าวกระโดดของรายได้ และกำไรจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยิ่งมีความสำคัญแก่คุณทักษิณ และชินคอร์ปมากขึ้น ช่วงทักษิณ 1 รายได้ของเอไอเอสเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว จากสี่หมื่นล้านเป็นประมาณแปดหมื่นล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดที่ 55-60% กำไรของเอไอเอสเมื่อปลายทักษิณ 1 ณ ระดับสองหมื่นล้านบาทนั้น สูงกว่าคู่แข่งดีแทคเกือบสิบเท่า และสูงกว่าสินทรัพย์ของดีแทคด้วยซ้ำไป ในสภาพการณ์ข้างต้น สังคมมีสิทธิที่จะคาดหวังว่าผู้นำประเทศ ซึ่งมีหมวกใบหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และหมวกอีกใบหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมือถือที่ใหญ่ที่สุด ควรจะต้องแยกบทบาททั้งสอง ไม่ให้เกิดเป็นความขัดแย้งในผลประโยชน์ ในตำแหน่งนายกฯควรแสดงความเป็นผู้นำให้ กทช.ผลักดันกติกาและนโยบายให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน เช่น ระหว่างรายเก่ากับรายใหม่ แต่อนิจจาสิ่งที่รัฐบาลไทยรักไทยกลับทำตรงกันข้าม ด้วยมาตรการที่น่าละอายใจ โดยการใช้ภาษีสรรพสามิต (เช่น 10% จากรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ 3% จากรายได้โทรศัพท์พื้นฐาน) มาแทนส่วนหนึ่งของการแบ่งรายได้ ที่ผู้ประกอบการเดิมต้องจ่ายให้กับคู่สัญญาของรัฐ ผลก็คือผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตย่อมเสียเปรียบผู้ประกอบการรายเก่า ซึ่งได้ประโยชน์มหาศาลในรูปแบบต่างๆ จากสัมปทานผูกขาด ภาษีสรรพสามิตนี้จะทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาในอุตสาหกรรม เพราะรู้เข้ามาก็สู้รายเก่าไม่ได้ นี่คือตัวอย่างของผลผลิตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ที่มีนายกรัฐมนตรีสวมหมวกสองใบ นี่เป็นพฤติกรรมของคน หรือบริษัทที่อาจจะเก่งทั้งในวิสัยทัศน์และการบริหาร แต่ถ้าอยู่ในอำนาจแล้วยังใช้อำนาจนั้น สร้างความได้เปรียบต่อคู่แข่งก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ความชอบธรรมในที่มาของความมั่งคั่งนั้น สังคมคงไม่ให้การยอมรับ เป็นที่ทราบกันดีเรื่องการใช้อำนาจ (โดยเปิดเผยซ่อนเร้น) เพื่อความได้เปรียบ และความมั่งคั่งให้แก่ธุรกิจของตนเอง มีมากเหลือเกินในช่วงรัฐบาลทักษิณ คุณทักษิณมีคนชอบมากก็จริง แต่คุณทักษิณสร้างความคับแค้น และความเกลียดชังในหมู่คนจำนวนมากเช่นกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นและผลที่สังคมคิดว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมเช่น 1) บริษัท ชินแซทเทลไลท์ ขอบีโอไอในปลายปี 2546 ยกเว้นภาษีนานที่สุดถึงแปดปี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เคยประมาณการณ์ว่าเงินภาษีของประชาชนประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ต้องเสียไปเพื่อผู้ได้ประโยชน์จากการใช้บริการดาวเทียมในต่างประเทศ และด้วยเหตุผลอื่นๆ ไม่มีความจำเป็นเลยที่รัฐจะต้องให้สิทธิประโยชน์นานขนาดนั้น กับโครงการประเภทนี้ 2) กรณีไอทีวี แม้จะเป็นเรื่องของอนุญาโตตุลาการ มีการอ้างผลของการต่อสัญญาของช่อง 7 และการอ้างความเสียหาย ที่ฟังไม่ขึ้น แม้ว่าเรื่องนี้ยังอยู่ที่ศาล ไอทีวีก็ได้ประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม รัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย 3) เรื่องสายการบินต้นทุนต่ำก็เช่นกัน ดูผิวเผินก็ดูเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายที่ดี แต่เอาเข้าจริงเท่าที่ผ่านมา ก็มิใช่เป็นการเปิดเสรีที่โปร่งใส มีกติกาที่ชัดเจน โดยเฉพาะการจัดสรรเส้นทางการบิน เชื่อว่าอำนาจแฝงเร้นของนายกฯ ทักษิณเป็นส่วนสำคัญต่อการเติบโตของไทยแอร์เอเซีย ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องต่างๆ ที่มีการวางแผนอย่างแยบยล สามารถทำให้การขายหุ้นชินคอร์ป 49% ให้กับเทมาเส็ก เป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย ตั้งแต่การแก้กฎหมายการถือครองของต่างชาติ จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49 จนถึงการตีความของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งในเรื่องภาษี การใช้นอมินีเพื่อผลในการควบคุมบริษัทที่แท้จริง แม้จะมี กทช.และกสท แล้ว ก็เหมือนไม่มี ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพเรื่องกติกาความเหมาะสมการกำกับดูแลของต่างชาติ ในการเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อ และการสื่อสาร ถ้านายกฯทักษิณไม่ใช่เจ้าของชินคอร์ป นายกฯในฐานะผู้นำประเทศจะมีนโยบายและแทรกแซงในเรื่องนี้อย่างไร พูดก็พูดเถอะ ความมั่งคั่งของคุณทักษิณในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา มาจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งบริษัทมีความแข็งแกร่ง เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าคุณทักษิณจะทำธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจอื่นๆ โดยไม่ต้องใช้คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายเอาเปรียบผู้อื่น คุณทักษิณก็คงไม่รวยน้อยไปกว่านี้เท่าไหร่หรอก แต่ถ้านายกฯ ทักษิณเข้าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง คืออย่าโลภจนเกินไป รู้จักพอเพียงคือมีความพอประมาณ มีความรอบคอบ มีความเป็นธรรม สำนึกในคุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต คุณทักษิณก็สามารถจะเป็นผู้นำที่ดีได้ และคงไม่มีใครมาขับไล่ หน้า 6
|