หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ปี 2005

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3736 (2936)

ปี 2005 นี้ ทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลได้มีมติมอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ แก่นักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่าน คือ ดร.ธอมัส ซี.เชลลิ่ง (Thamas C.Schelling) ชาวอเมริกัน อายุ 84 ปี เป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ และอีกท่านหนึ่งเป็นชาวอิสราเอลเชื้อสายอเมริกัน ชื่อ ดร.โรเบิร์ต เจ.อาวมันน์ (Robert J. Aumann) อายุ 75 ปี เป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮิบรู ประเทศอิสราเอล

ทั้ง 2 ท่านได้พัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ต่อยอดทฤษฎีพฤติกรรมการเล่นเกมของมนุษย์ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การเมือง การทหาร การค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งศาสตร์อื่นๆ เช่น สังคมวิทยา และอื่นๆ

ทฤษฎีการเล่นเกมทางเศรษฐกิจมนุษย์ ได้มีการค้นคิดครั้งแรก โดยนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ ฟอน เนอมันน์ (J.von Neumann) ในปี 1928 ต่อมานำมาประยุกต์กับวิชาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับมอร์แกนสเตอร์น ในปี 1944

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งพยายามอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งพฤติกรรมของตลาด ปกติจะเป็นการอธิบายพฤติกรรมของตลาดภายใต้สถานการณ์แวดล้อมที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้กับผู้กระทำการอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ในกรณีที่ผู้ผลิตอยู่ในสภาพการณ์ที่มีผู้ผลิตจำนวนมากและมีผู้ซื้อเป็นจำนวนมาก ผู้ผลิตก็จะผลิตของในปริมาณนี้และขายในราคาที่ตนจะได้กำไรมากที่สุดโดยไม่มีฝ่ายตรงกันข้ามตอบโต้

ในกรณีที่ผู้ผลิตเป็นผู้ผูกขาดคนเดียว แต่ผู้ซื้อมีจำนวนมาก ผู้ผลิตก็จะรู้ว่าควรจะผลิตจำนวนเท่าใด ความต้องการของตลาดมีเท่าใด ณ ราคาเท่าไหร่จึงจะกำไรมากที่สุด

ในหลายๆ กรณี สภาพการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป็นต้นว่าในกรณีที่ทั้งตลาดสินค้าชนิดหนึ่งมีผู้ขายคนเดียว และมีผู้ซื้อคนเดียว หรือกรณีมีผู้ขายอยู่ 2 ราย แข่งขันกันขายในตลาดที่มีผู้ซื้อมากราย เพราะพฤติกรรมของฝ่ายหนึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งบางกรณีผู้ขายมาก ผู้ซื้อมาก แต่รวมตัวกันเป็น 2 ฝ่าย เช่น คนงานรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน นายจ้างรวมตัวกันเป็นสมาคมนายจ้างทั้ง 2 ฝ่ายต้องคาดการณ์ว่าอีกฝ่ายจะโต้ตอบอย่างไร

ทฤษฎีจุลเศรษฐศาสตร์สมัยก่อนบอกแต่เพียงว่า ไม่มีคำตอบแน่นอนว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะลงเอยกันอย่างไร แล้วแต่กำลังต่อรองของแต่ละฝ่ายซึ่งไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจ

ทฤษฎีการเล่นเกมกันในตลาด ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องมี "เหตุผล" ก็ต้องพยายามทำให้ตนได้ประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด หรือทำให้เสียน้อยที่สุดในสถานการณ์ที่เกิดเรื่องมากที่สุด น่าจะเป็นคำตอบ ถ้าสถานการณ์ไม่แย่อย่างที่คิด ตนก็จะได้มากกว่าที่ตนคิดเอาไว้

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่สินค้าชนิดหนึ่งมีผู้ซื้อหลายคนแต่มีผู้ผลิตเพียง 2 คน ทั้งสองฝ่ายมีทางเลือกหลายทาง เช่น ผลิตของเท่าเดิมแต่ราคาลดลง หรือลดการผลิตลงแต่เพิ่มราคาขึ้น หรือผลิตมากขึ้นแต่เพิ่มการโฆษณามากขึ้น หรือคงราคาเดิมแต่เพิ่มคุณภาพมากขึ้น ฯลฯ แต่ละฝ่ายต้องคาดการณ์เอาเองว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะใช้ทางเลือกหรือภาษาในทฤษฎีเรียกว่า "ยุทธวิธี" หรือ "strategy" ใด

คำตอบก็คือ แต่ละฝ่ายจะเลือกทางเลือกที่อยู่ระหว่างยุทธวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตน ในกรณีที่คู่ต่อสู้เลือกใช้ยุทธวิธีที่จะทำให้ตัวแย่ที่สุด หรือเลือกวิธีที่ตัวเสียหายน้อยที่สุด ถ้าคู่ต่อสู้เลือกยุทธวิธีที่เอื้อกับตัวเองมากที่สุด ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะคิดอย่างเดียวกัน เหมือนกับเล่นหมากรุกหรือหมากล้อมของจีน หรือการเล่นไพ่เผ การที่ต้องคาดการณ์ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเลือกยุทธวิธีที่จะมาใช้กับเราจะเป็นอันไหนจึงเป็นเรื่องที่มนุษย์ประสบอยู่ตลอดเวลา

ทฤษฎีพฤติกรรมของมนุษย์ในการเล่นเกมกันแต่ละเกม อธิบายด้วยภาษาพูดหรือภาษาเขียนได้ยากมาก ต้องอาศัยคณิตศาสตร์ชั้นสูงจึงจะอธิบายได้ ภาษาคณิตศาสตร์เขาเรียกว่า ปัญหา maxminimization และ minimazation ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร แต่อย่าไปสนใจมันเลย

ทฤษฎีใช้พัฒนาต่อมาว่า ในการต่อรองกันอาจจะเป็น 2 ฝ่าย หรือ 3 ฝ่าย หรือ 4 ฝ่ายก็แล้วแต่ ทุกคนมีข้อจำกัดอาจจะเหมือนกัน หรือไม่เหมือนกัน ทุกคนมีทางเลือกอาจจะเหมือนกันหรือไม่เหมือนก็ได้ ในแต่ละกรณีพฤติกรรมของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ เรามักจะพบว่าในการเล่นเกมกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งได้อีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียรวมแล้วเป็นศูนย์ ภาษาคณิตศาสตร์เรียกว่า zero sum game มีได้มีเสียแต่รวมกันแล้วเสียก็เรียกว่า negative sum game ถ้ามีได้มีเสียแต่รวมกันแล้วได้ก็เรียกว่า positive sum game หรือบางกรณีได้ทั้งคู่ก็เป็นกรณีชนะด้วยกันทุกฝ่ายก็เป็น กรณีที่ชอบเรียกกันว่า win-win game หรือกรณีเสียด้วยกันทั้งคู่ ก็คือ แพ้ด้วยกันทั้งคู่ ในกรณีต่างๆ เหล่านี้พฤติกรรมของแต่ละฝ่าย รวมไปถึงพฤติ กรรมของตลาดจะเป็นอย่างไร สามารถอธิบายได้ด้วยเทคนิคทางคณิตศาสตร์

กรรมการรางวัลโนเบลเคยให้รางวัลแก่นักเศรษฐศาสตร์ 3 คน ในปี 1994 ได้แก่ จอห์น ฮาร์สันยี (John Harsanyi) จอห์น เเนช (John Nash) และ ไรน์ฮาร์ด เสลเตน (Reinhard Selten) เพราะได้พัฒนาทฤษฎีการเล่นเกม เพื่อประยุกต์ใช้อธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ให้มากขึ้น

ในปีนี้คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้ตัดสินให้รางวัลแก่ ดร.เชลลิ่งเพราะผลงานของเขาในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเล่นเกมของเขากับเรื่องทางรัฐศาสตร์ การทหาร และสังคมวิทยา

ดร.เชลลิ่งได้พิสูจน์ว่า บางทีการแสดงให้เห็นว่าศักยภาพหรือความสามารถ หรือมีทางเลือกหลายทางที่จะตอบโต้ หรือแก้แค้นอาจจะมีประโยชน์ในการยับยั้งการโจมตีได้ดีกว่า การแสดงศักยภาพในการตั้งรับการโจมตี

กรณีที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีสงครามเวียดนาม หรือกรณีสหรัฐกับรัสเซียในสมัยสงครามเย็น บางทีข้าศึกก็ไม่กล้าโจมตี เพราะไม่รู้ว่าจะถูกตอบโต้อย่างไร

สมัยก่อนเราเคยเชื่อว่าสงครามไม่เกิด เพราะมีดุลแห่งอำนาจ หรือ "balance of power" ถ้าเสียดุลเมื่อไหร่สงครามก็เกิด

ต่อมา ดร.เฮนรี่ คริสซิงเกอร์ สร้างทฤษฎีว่าสงครามไม่เกิดถ้าทั้งสองฝ่ายมีความกลัวเท่าๆ กัน หรือ "balance of terror" แต่วิธีคิดมาจากเหตุผลคนละทางกับ ดร.เชลลิ่ง

หนังสือของ ดร.เชลลิ่ง ชื่อ "ยุทธวิธีที่ใช้กับความขัดแย้ง" ตีพิมพ์ในปี 1960 พยายามพิสูจน์โดยใช้ทฤษฎีการเล่นเกมว่า ถ้าสหรัฐแสดงให้รัสเซียเห็นว่าสหรัฐมีศักยภาพทางนิวเคลียร์เพียงพอที่จะตอบโต้ หรือแก้แค้นได้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าความเสียหายที่ถูกโจมตี สงครามก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็คล้ายกับทฤษฎี "ดุลแห่งความกลัว" ของ ดร.คิสซิงเกอร์ เพียงแต่ ดร.คิสซิงเกอร์ คิดแบบนักรัฐศาสตร์ ดร.เชลลิ่งใช้เครื่องมือในทางเศรษฐศาสตร์

ในหลายกรณีทฤษฎีการเล่นเกมสามารถพิสูจน์ได้ด้วยคณิตศาสตร์ว่า แทนที่จะสู้กัน ถ้าทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายหันหน้ามาร่วมมือกันแล้วมาแบ่งผลประโยชน์กัน ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์มากกว่า

กรณีง่ายๆ ก็คือ กรณีตลาดสินค้าอย่างหนึ่ง มีผู้ผลิตอยู่เพียง 2-3 ราย แต่มีผู้ซื้อจำนวนมาก แทนที่ผู้ผลิต 2-3 ราย จะวางยุทธวิธีหาคำตอบว่าตนจะได้ประโยชน์สูงสุดในกรณีที่ฝ่ายอื่นใช้ยุทธวิธีที่ทำให้เราแย่ที่สุด ถ้าทุกฝ่ายทำอย่างเดียวกันทุกฝ่ายก็เสียประโยชน์ สู้มานั่งลงคุยกัน ตกลงร่วมมือกัน แล้วมาแบ่งผลประโยชน์กัน ก็จะกลายเป็นกรณี ชนะ-ชนะ หรือ "win-win" ได้ ถ้ากฎหมายหรือกติกาไม่ห้ามไว้ หรือภายใต้กติกาต่างๆ ของตลาด หรือสังคม

ในกรณีอย่างนี้ทฤษฎีการเล่นเกม หรือ "game theory" ก็กลายเป็นทฤษฎีการร่วมมือกัน หรือ "co-operation theory" กับทฤษฎีการแข่งขันโดยร่วมมือกัน "co-operative competition" แล้วทำงานร่วมกัน แทนที่ต่างคนต่างใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง หรืออย่างอื่นในการตัดสินใจของตน ซึ่งทั้ง 2 ทฤษฎีไม่เหมือนกันแต่พัฒนามากจากรากฐานเดียวกัน

ดร.โรเบิร์ต อาวมันน์ ได้ใช้ทฤษฎีการเล่นเกมสร้างทฤษฎีความขัดแย้ง หรือ "conflict theory" และทฤษฎีความร่วมมือ "co-operation theory" ดร.อาวมันน์พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ที่ใช้เหตุผลของตน ยิ่งกระทำซ้ำๆ กันมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่ทุกฝ่ายจะอ่อนแรงแล้วหันมาร่วมมือกันมากขึ้นเท่านั้น โดยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์มาทำการพิสูจน์ แม้ว่าความคิดดั่งเดิม จะเป็นความคิดของ ดร.เชลลิ่ง

ดร.อาวมันน์แสดงให้เห็นว่า บางทีการร่วมมือกันไม่ได้เกิดจากการมีจิตใจที่ต้องดีต่อกัน หรือรักกัน แต่เกิดจากผลประโยชน์ส่วนตนของแต่ละฝ่ายมากกว่า บางทีการร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อสู้กับกลุ่มใหญ่หรือที่เขาเรียกว่า ทฤษฎีชาวบ้านรวมหัวกัน หรือ "folk theorem" ก็อาจจะชนะกลุ่มใหญ่ได้และเกิดขึ้นเองโดยสัญชาตญาณ เหมือนเพลงพื้นบ้านหรือ folk song ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ว่าใครแต่งแต่ก็เป็นที่นิยมของตลาดได้

ทั้งสองท่านจึงเป็นสองคนแรก ที่ทำให้เครื่องมือของวิชาเศรษฐศาสตร์ สามารถประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นๆ สามารถอธิบายพฤติกรรมทางรัฐศาสตร์ การ เมือง การทหาร การเจรจาการค้า การทูต หรือการรวมกันของบริษัท หรือการเข้าครอบงำบริษัท ปัญหาการแย่งทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ น้ำมัน หรือทรัพยากรอย่างอื่นๆ แม้แต่อธิบายเรื่องทางวิทยาศาสตร์ เช่น ชีววิทยาได้ด้วย จึงเป็นการขยายขอบเขตของวิชาเศรษฐศาสตร์เพื่อเข้าใจและอธิบายหาคำตอบ นอกขอบเขตของวิชาเศรษฐศาสตร์ไปถึงวิชาทางสังคมศาสตร์อื่นๆ เป็นอย่างมากด้วย

เช่นเดียวกันในการร่วมมือกัน แต่ละฝ่ายก็มีทางเลือกในการร่วมมือกันหลายทางเลือก ซึ่งฝ่ายต่างๆ มีข้อจำกัดและทางเลือกไม่เหมือนกัน ภายใต้ข้อจำกัดของแต่ละฝ่าย ทางเลือกใดจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แทนที่จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตามเหตุผลของตัวและแต่ละฝ่ายก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของกลุ่มโดยส่วนรวม

ทฤษฎีของทั้งสองท่าน ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ทางสังคม ศาสตร์ได้มาก เช่น ทำไมจึงมีการแข่งขันกันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ทำไมจึงหันมาร่วมมือกันจำกัดอาวุธ ทำไมจึงเกิดลัทธิการก่อการร้าย ทำไมการก่อการร้ายจึงยับยั้งสงครามได้ ทำไมจึงมีการข่มขู่กันทั้งในทางธุรกิจ การเมือง สังคม และอื่นๆ

ทำไมจึงมีการร่วมมือกัน หลังจากต่อสู้เล่นเกมกันมานาน

อย่างไรก็ตาม ตำราเรื่องทฤษฎีการเล่นเกมเป็นตำราที่อ่านยาก เพราะใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงอธิบาย เมื่อสมัยเรียนหนังสืออยู่อเมริกาก็ต้องเรียนทฤษฎีเบื้องต้น ต้องใช้ความอดทน ค่อยๆ แกะสูตรทางคณิตศาสตร์อยู่นานจึงเข้าใจ เคยจะเอามาสอนที่จุฬาฯ นิสิตบ่นกันมากจนทะเลาะกัน นิสิตหาว่าเป็นอาจารย์นักฆ่าสมัยหิน "The stone killer" เลยเลิกไป เมื่ออ่านข่าวว่าท่านทั้งสองได้รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีการเล่นเกมให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก จึงเก็บมาเล่าให้ฟัง อาจจะเป็นข้อเขียนที่อ่านค่อนข้างเข้าใจยากสักหน่อย เพราะไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์อธิบายเเลย แต่ก็ยังอยากเล่าให้ฟังอยู่ดี

รัฐบาลทักษิณก็อาจจะกำลังเล่นเกมอยู่กับปัญหาภาคใต้โดยใช้ทฤษฎีนี้อยู่ก็ได้

หน้า 2