|
||||||||||||||
|
ดุลการค้าของโลกไม่ได้ดุล
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3732 (2932) เรื่องที่เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่พูดกันมากในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศก็คือ เรื่อง "ความไม่สมดุลทางการค้าของโลก" ที่ฝรั่งเรียกกันว่า "The global trade imbalances" เรื่องก็มีอยู่ว่า ทั้งอเมริกาและยุโรปขณะนี้ขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมาก กับประเทศในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน ญี่ปุ่น และประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน เมื่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก็แปลว่าทุกๆ ปีทั้งอเมริกาและยุโรปก็ต้องกู้เงินจากประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด มาชดเชยการขาดดุลของตน ในกรณีสหรัฐแม้ตนเองจะสร้างเงินดอลลาร์ ออกไปซื้อสินค้าและบริการของคนอื่นได้มากกว่าที่ขายให้คนอื่นได้ก็จริง เงินดอลลาร์ที่ออกไปซื้อของต่างประเทศก็กลับมาฝาก หรือมาให้รัฐบาลอเมริกัน หรือบริษัทเอกชนในอเมริกาอยู่ดี ในรูปพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ หรือหุ้นสามัญ ทำให้อเมริกาและยุโรปต้องเสียเงินชำระดอกเบี้ย ให้กับชาวโลกในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ในกรณียุโรปก็คล้ายกันกล่าวคือ ถ้าต้องกู้เงินดอลลาร์มาจ่ายหรือจ่ายจากทุนสำรอง ค่าเงินยูโรก็จะตก ถ้าจ่ายเป็นเงินยูโรออกไปมากๆ ในข้างหน้าต้องเสียเงินชำระดอกเบี้ยหรือเงินปันผลจำนวนมากเหมือนอเมริกา ดังนั้น ปัญหาเรื่อง "ความไม่สมดุลทางการค้าของโลก" สื่อมวลชนตะวันตกจึงชอบเอามาเล่น โดยวิเคราะห์ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ๆ 2 ประการคือ ประการแรก ถ้าอเมริกาและยุโรปเกิดขาดดุลกับจีน ญี่ปุ่นและเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดกระแสชาตินิยมขึ้นในหมู่คนอเมริกันและคนยุโรปที่จะกดดันให้รัฐบาลของตนต่อต้านและกีดกันสินค้าจากเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีนมากยิ่งขึ้น (แต่ไม่เห็นพูดเรื่องจะต่อต้านการซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง) ถ้าเป็นอย่างนั้นหลักการที่อเมริกาและยุโรปทำมาตลอดก็คือการกดดันให้ประเทศต่างๆ เปิดตลาดสินค้าบริการ และตลาดการเงิน รวมทั้งหลักการขององค์การการค้าโลกก็คงจะต้องพังทลายลง ทั้งๆ ที่หลักการเช่นว่าเป็นหลักการของทั้งอเมริกาและยุโรปตะวันออกผลักดันมาตลอด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสมัยศตวรรษที่ 19 เมื่อจีนเปิดประเทศกับฝรั่งแล้ว จีนก็เกินดุลการค้ากับอังกฤษ และประเทศยุโรปตะวันตกอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เพราะฝรั่งนิยมของจีนทุกอย่างตั้งแต่ผ้าไหม เสื้อผ้า สมุนไพร เครื่องดินเผาลายคราม อัญมณี เครื่องเงิน เครื่องทอง เฟอร์นิเจอร์ พ่อค้าขนไปขายในยุโรปและอเมริกากันยกใหญ่ ส่วนจีนไม่มีอะไรต้องซื้อจากยุโรปและอเมริกาเลย เพราะจีนมีทุกอย่างดีกว่าของยุโรปและอเมริกาอยู่แล้ว สถานการณ์เหมือนกับตอนนี้ที่ฝรั่งซื้อของจีนเป็นการใหญ่ ส่วนจีนไม่ค่อยจะมีอะไรต้องซื้อจากฝรั่งนอกจากเครื่องบินโดยสาร และเทคโนโลยีของใหม่ๆ ในสมัยราชวงศ์ซิง เงินซึ่งขณะนั้นเป็นโลหะเงิน และทองคำ ไม่ใช่กระดาษอย่างสมัยนี้ ก็ไหลเข้าเมืองจีนเป็นจำนวนมาก อังกฤษ ฝรั่งเศสไปขูดรีดเมืองขึ้นมาได้เท่าไหร่ก็เอามาขาดดุลกับจีนหมด ในที่สุดอังกฤษก็เลยเอาฝิ่นจากอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของตนเอามาขายที่เมืองจีน ในที่สุดก็เกิดสงครามฝิ่นขึ้น แล้วจีนก็แพ้ต้องเปิดเมืองท่าหลายเมืองให้ฝรั่ง ต้องยกฮ่องกงให้ฝรั่ง พร้อมทั้งตั้งให้ฝรั่งมีเขตเช่าในเมืองต่างๆ ตามแถบชายฝั่งทะเลและเมืองอู๋ฮั่น อย่างที่เราทราบกัน ตอนนี้ก็ชักจะเหมือนกันคือ จีนเกินดุลการค้าอย่างมโหฬารกับอเมริกาและยุโรป หลังจากหักส่วนที่ขาดดุลกับญี่ปุ่นและประเทศอื่นในเอเชียด้วยกันแล้ว จีนก็ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกว่าปีละแสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ ตอนนี้จีนมีทุนสำรองระหว่างประเทศคิดเป็นเงินกว่า 7 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว และกำลังจะแซงญี่ปุ่นซึ่งมีทุนสำรองประมาณ 8 แสนกว่าล้านดอลลาร์ จีนกับญี่ปุ่นจึงเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกาและยุโรป และยังมีทีท่าว่าจะเกินดุลต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อเมริกากับยุโรปจะทำอย่างไร จะเอาฝิ่นเอาเฮโรอีนมาขายแบบเก่าก็คงไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือปั่นราคาน้ำมันให้สูงขึ้น เพราะอเมริกาและยุโรปเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งคูเวต ซาอุดีอาระเบีย เม็กซิโก ก็ต้องใช้หนี้อเมริกาเป็นน้ำมันทั้งนั้น บ่อน้ำมันของอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ก็เป็นของบริษัทเชลล์ของยุโรปทั้งนั้น สมัยก่อนฝรั่งใช้ฝิ่นแก้ดุลการค้า คราวนี้ฝรั่งใช้น้ำมัน คงต้องดูต่อไปว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร ความเป็นชาตินิยมของฝรั่งนั้นเขามีมานานแล้ว แต่เขาพยายามสั่งสอนพวกเราอย่าให้พวกเรามีความเป็นชาตินิยม กลัวจะเป็นอันตราย ประการที่สอง ที่สื่อมวลชนตะวันตกพูดกันมากก็คือ ถ้าอเมริกายังขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ ก็กลัวกันไปว่า สักวันหนึ่งเมื่อคนหมดความมั่นใจอาจจะเอาทุนสำรองของตนที่เป็นเงินดอลลาร์ออกมาค่าเงินดอลลาร์ก็จะตกลงอย่างรุนแรง แต่หนังสือพิมพ์ฝรั่งก็ไม่ได้บอกว่า ถ้าประเทศต่างๆ ที่ถือเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรอง ถ้าจะเทออกมา จะเทดอลลาร์ไปซื้อเงินอะไร เงินเยน หรือเงินยูโร หรือทองคำ แล้วลองวิเคราะห์ดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ การคิดแบบข้างต้นก็คือเลิกเชื่อถือเงินดอลลาร์เป็นเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการระหว่างประเทศ โดยจะหันไปหาอย่างอื่นแทน เพราะอย่างไรเสียถ้าเลิกเชื่อถือดอลลาร์ก็ต้องหาของอย่างอื่นมาเชื่อถือแทน ทองคำนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมีจำกัด เงินเยน ญี่ปุ่นก็ไม่กล้าสร้างเงินเยนออกมาในท้องตลาดมากนัก ญี่ปุ่นซื้อของคนอื่นก็ไม่จ่ายเป็นเยน จ่ายเป็นดอลลาร์ เวลาขายของก็รับเป็นเงินดอลลาร์ เงินเยนจึงมีไม่พอให้ชาวโลกใช้ ที่พุดกันมากก็คือเงินยูโร เป็นไปได้หรือไม่ที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะเอาทุนสำรองที่เป็นดอลลาร์เทออกไปซื้อเงินยูโร ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นจริงค่าเงินยูโรก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนยุโรปขายของอะไรไม่ได้เลย เพราะของจะแพงมาก ซึ่งสหภาพยุโรปไม่น่าจะกล้าหาญชาญชัยพอจะให้ทำได้ เพราะอาจจะพังเอาง่ายๆ ในแง่อเมริกาถ้าเกิดประเทศต่างๆ จะเลิกเชื่อถือเงินดอลลาร์ แล้วจะ เทดอลลาร์ออกมาขาย ค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่างอื่น เช่น ยูโร เยน หยวน รวมทั้งทองคำ เมื่อค่าเงินอเมริกาตกลง จะเกิดเงินเฟ้อขนาดหนัก ซึ่งอเมริกาคงยอมไม่ได้อีกเช่นกัน อเมริกานั้นเป็นทั้งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหาร ถ้าอเมริกาไม่ยอมหรือไม่เห็นด้วยเสียอย่าง อเมริกามีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ได้มากมายที่ไม่มีประเทศใดกล้าฝ่าฝืน ดังนั้นโอกาสที่ประเทศต่างจะเทขายดอลลาร์แล้วไปซื้อเงินสกุลอื่นๆ ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะจะไม่มีใครขายยูโร หรือเยนให้มากพอจนทดแทนเงินดอลลาร์ได้ ถ้าสมมติอเมริกาไม่ใช้อิทธิพลทางการเมืองป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์อย่างนั้น แต่ให้เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อมีการเทดอลลาร์ออกขายบ้างเล็กน้อย ค่าเงินดอลลาร์ก็จะตกลง สินค้าอเมริกาก็จะขายดีขึ้น เพราะราคาเมื่อคิดเป็นเงินสกุลอื่นถูกลง ส่วนของต่างประเทศในตลาดอเมริกาก็จะแพงขึ้น จนคนอเมริกาไม่อยากซื้อ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของอเมริกาก็จะขาดดุลน้อยลง หรือเกินดุล ความมั่นใจในค่าเงินดอลลาร์ก็จะกลับคืนมาอีก แล้วอย่างนั้นอเมริกาจะยังขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไปได้นานอีกเท่าใดโดยไม่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ตก ข้อเท็จจริงก็คือตราบใดที่การค้าของโลกยังขยายตัวอยู่ ทั้งในแง่ปริมาณและราคาสินค้าและบริการ ความต้องการเงินดอลลาร์ เพื่อใช้เป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "transaction demand" บวกกับความต้องการดอลลาร์สำรองใช้ไว้ในยามฉุกเฉิน หรือ "precautionary demand" รวมทั้งมีไว้เพื่อเก็งกำไร หรือ "speculation demand" ของกองทุนต่างๆ ยังขยายตัวอยู่ตลอดเวลา อเมริกาก็ยังสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์ให้ออกมาหมุนเวียนในตลาดโลกได้อยู่ตลอดเวลา โดยค่าเงินดอลลาร์ไม่ตกมากจนกลายเป็นเศษกระดาษ อาจจะขึ้นๆ ลงๆ บ้าง เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลกหรือทองคำ แต่จะไม่ตกลงไปจนคนเลิกใช้เป็นเงินสำรอง และใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างประเทศ โลกยังจำเป็นต้องมีเงินตราระหว่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก เพื่อเป็นสื่อกลางในการค้าขายสินค้าและบริการ ยังต้องหาของไว้สำรองเพื่อความมั่นคงของฐานะ และมีไว้เก็งกำไร เงินต้องมีจำนวนมากพอที่จะใช้หมุนเวียน ไม่ขาดแคลน มีตลาดใหญ่ๆ พอที่จะใช้เก็งกำไร ดังนั้นเงินที่จะมีลักษณะเช่นนี้ได้ก็มีแต่เงินดอลลาร์สกุลเดียว เพราะอเมริกาเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นมหาอำนาจในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และเทคโนโลยี ยังไม่มีประเทศที่กล้าหาญพอจะปล่อยให้เงินตราของตนเป็นเงินตราระหว่างประเทศ โดยมีคนคิดจะกลับไปใช้ทองคำหรือโลหะเงิน ถ้าหากจะใช้ก็มีปัญหาว่ามีปริมาณไม่มากพอ ถ้าขืนใช้ราคาทองคำก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ผู้ผลิตก็จะกำไร ใครเป็นหนี้ที่ต้องใช้เป็นทองคำก็จะแย่ ราวๆ 50 ปีก่อนมีคนคิดว่าโลกเราควรจะมีเงินตรากลางที่ไม่ใช่ของประเทศใดใช้เป็นเงินตราระหว่างประเทศ ออกโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เรียกเงินนี้ว่า "สิทธิถอนเงินพิเศษ" หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "Special Drawing Right" หรือ "SDR" ทีแรกก็ทำท่าขึงขังจะเอากันจริงๆ เงินเอสดีอาร์ไม่มีการออกเป็นธนบัตร แต่มีการโอนเงินทางบัญชี ค่าเงินเอสดีอาร์ผูกติดกับตะกร้าเงิน มีเงินตราสกุลต่างๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เงินมาร์กเยอรมนี เงินปอนด์อังกฤษ เงินเยนญี่ปุ่น และทองคำ เอาเข้าจริงๆ มีปัญหาว่าตอนแรกจะแจกจ่ายเงินออกไปอย่างไร เพราะไอเอ็มเอฟไม่ใช่ประเทศที่จะมีการซื้อขายสินค้า ประเทศด้อยพัฒนาบอกว่าตอนแรกให้แจกจ่ายประเทศด้อยพัฒนาฟรีๆ ประเทศพัฒนาแล้วก็ไม่ยอม ในที่สุดก็ไม่มีการแจกจ่ายกันมากนัก เมื่อไม่มีการออกเป็นธนบัตร ผู้คนจะถือไปใช้จ่ายข้ามประเทศก็ไม่ได้ ไม่สะดวก ในที่สุดก็เลิกไป ประเทศต่างๆ ก็ใช้เงินดอลลาร์ตามเดิม การที่เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ระหว่างประเทศ อเมริกาก็ได้ประโยชน์มหาศาล เพราะสามารถพิมพ์เงินออกมาซื้อของประเทศต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง เดิมเงินดอลลาร์มีทองคำหนุนหลัง โดยกำหนดค่าไว้ตายตัวที่ 36 ดอลลาร์ต่อหนึ่งทรอยส์อาวนช์ อเมริกาทำสงครามยืดเยื้อกับเวียดนาม ก็เลยขาดดุลมหาศาล ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จึงเอาดอลลาร์แลกทองคำจากอเมริกาจนหมดคลัง ประธานาธิบดีนิกสัน จึงประกาศออกจากมาตรฐานทองคำ เมื่อปี 1972 ใครมีดอลลาร์จะมาแลกทองคำไม่ได้อีกต่อไป แต่ชาวโลกก็ไม่มีทางเลือกยังถือเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรอง และใช้เงินดอลลาร์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนต่อไป อเมริกาจึงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อไปได้เรื่อยๆ ขณะนี้เงินดอลลาร์ที่ชาวโลกถือมีปริมาณกว่า 2 ใน 3 ของเงินดอลลาร์ทั้งหมด แต่ทุกดอลลาร์ที่ชาวโลกถือ อเมริกาก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล เพราะเขาก็เอามาฝากกับธนาคารในอเมริกา หรือมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกา หรือตราสารหนี้หรือหุ้นของบริษัทอเมริกัน มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ฝากกันเอง จ่ายดอกเบี้ยกันเอง ถ้าหากจะให้ดุลการค้าของโลกสมดุล เศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเอเชียตะวันออก เศรษฐกิจของภูมิภาคที่กล่าวมา จะต้องขยายตัวในอัตราสูงกว่านี้ และอเมริกาและยุโรปต้องลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง อเมริกาและยุโรปต้องลดการลงทุน รัฐบาลของอเมริกาและยุโรปต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ลดการใช้จ่ายลง ขณะเดียวกันมาตรฐานความเป็นอยู่ของภูมิภาคที่กล่าวมาต้องดีขึ้นกว่านี้อีกมาก ต้องใช้จ่ายมากขึ้น ออมน้อยลง อเมริกาต้องลดความเป็นอยู่ลง ออมมากขึ้น การค้าระหว่าง 3 ภูมิกาคนี้จึงจะสมดุลมากยิ่งขึ้น ซึ่งในทางการเมืองในอเมริกาและยุโรปคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะเรียกร้องให้จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเอเชียใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยที่อเมริกาและยุโรปก็ไม่ลดการใช้จ่ายลงหรือไม่ออมมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของโลกก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกตามมา แต่ที่ไปโทษอัตราแลกเปลี่ยนว่าของใครอ่อนไป ของใครแข็งไป เป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับปัญหาที่แท้จริง หาเรื่องกันมากกว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศเล็ก เป็นเพียงประเทศผู้ดูและต้องพยายามเอาตัวรอดให้ดีที่สุด เวลาเกิดวิกฤตไม่มีใครมาช่วยเราได้ ต้องคิดเอง จะเลียนแบบใครไม่ได้ทั้งนั้น โลกเรามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความคิดของเราก็ต้องเปลี่ยนตามไป หน้า 2
|