|
||||||||||||||
|
แก้หนี้ประชาชน:
เร่งด่วนจริงหรือ?
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย /ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ในระยะหลัง ทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจอะไรออกมาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นประชานิยม ทุนนิยม หรือสัจนิยม ผมมักจะตั้งคำถามพื้นฐานกับนโยบายนั้นๆ ทุกครั้งก่อนเสมอ นั่นคือ อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร กับใคร และ ทำไม โดยเฉพาะ ทำไม และอย่างไร ผมจะตั้งปุจฉาเพื่อวิสัชนาบ่อยมากกับนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่สมัย 4 ปีซ่อมจนถึงยุค 4 ปีสร้างเลยก็ว่าได้ครับ ล่าสุด ผมเกิดคำถามขึ้นอีกแล้วกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้คนในแวดวงการเงิน ใช่แล้วครับผมกำลังหมายถึง นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนรายย่อยที่รัฐบาล มีแนวคิดที่จะจัดการแก้ไขหนี้ภาคประชาชน ที่มีวงเงินต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท และเป็นหนี้เสียที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลตามคำนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะครอบคลุมลูกหนี้เป็นจำนวน 1 แสนราย และมีวงเงินต้นประมาณ 7 พันล้านบาทโดยมีดอกเบี้ยค้างชำระติดมาด้วยอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แม้ว่าในขณะนี้ (ในขณะที่ผมเขียนต้นฉบับ) ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะดำเนินการอย่างไร แต่ล่าสุด ทั้งธนาคารพาณิชย์ของรัฐและเอกชน ตลอดจนบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (หรือเอเอ็มซี) เห็นด้วยกับแนวทางลดหนี้เงินต้นลง 50% และยกเว้นดอกเบี้ยค้างชำระให้ลูกหนี้ทั้งหมด การแก้ปัญหาหนี้ของภาคประชาชนรายย่อยในครั้งนี้ ตามหลักการจะมุ่งช่วยเฉพาะสินเชื่อบุคคลที่มีกับธนาคารพาณิชย์ โดยไม่รวมหนี้บัตรเครดิตและหนี้ส่วนสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) โดยลูกหนี้ดังกล่าวส่วนใหญ่ เป็นลูกหนี้ที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอยู่จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2548 และรัฐบาลจะช่วยเหลือเฉพาะรายที่มาติดต่อกับรัฐบาล และมีตัวตน โดยจะให้ลูกหนี้ชำระหนี้ประมาณร้อยละ 50 ของเงินต้น และต้องชำระคืนให้ครบจำนวนภายในระยะเวลา 6 เดือนหลัง (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) สำหรับแนวทางจะใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้นั้นคาดว่า กระทรวงการคลังจะทำหน้าที่ประสานงาน และเจรจากับธนาคารพาณิชย์ และปล่อยให้เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารพาณิชย์ เพราะรัฐบาลไม่ต้องการใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปอุดหนุนแต่อย่างใด โดยอาจให้สถาบันการเงินของรัฐ ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่มีงานทำ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อดำเนินการโดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลเลย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแสดงความเห็นในกรณีที่มีผู้มองว่า เป็นมาตรการแก้ไขหนี้ภาคประชาชนรายย่อยนี้ เป็นมาตรการประชานิยมนั้น กระทรวงการคลังขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่กระทรวงการคลังต้องการให้ระบบสถาบันการเงินดีขึ้น และได้สั่งการให้ธปท.เข้าไปดูแลใกล้ชิด ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกระเบียบกำหนดเพดานเอ็นพีแอลในพอร์ตสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ว่าควรมีเพดานเท่าใด เพื่อให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสียหรือขายออกมา เพื่อลดปริมาณให้เอ็นพีแอลอยู่ในระดับที่ต่ำเท่ากับธนาคารต่างประเทศ สำหรับเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลว่าการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ประชาชนในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดการขาดวินัยทางการเงิน หรือทำให้เกิดวัฒนธรรมการเบี้ยวหนี้นั้น ทางรัฐบาลแสดงเจตนารมณ์ออกมาชัดเจนว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะการแก้ไขปัญหาหนี้ในลักษณะนี้จะเป็นการดำเนินการเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จะไม่มีโครงการเช่นนี้อีก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและเกิดพฤติกรรมเบี้ยวหนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย นอกจากนี้ กระทรวงการคลังมั่นใจว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ความร่วมมือเข้าร่วมโครงการดังนี้ เนื่องจากการติดตามหนี้เหล่านี้ เป็นภาระในด้านต้นทุนมหาศาล เทียบกับการตัดขายหนี้น่าจะส่งผลดีกับธนาคารมากกว่า สำหรับความเห็นของผมต่อมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในครั้งนี้ คงจะต้องเริ่มที่คำถามที่จั่วหัวไว้ตอนต้นละครับว่า ทำไมต้องมีโครงการนี้ ผมคงแสดงความเห็นว่าหากเราเชื่อว่ากลุ่มคนที่มีหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย และกำลังถูกดำเนินคดีเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางการเงิน หรือมีความยากจน ผมว่าเราพอจะมีความเห็นอย่างนั้นได้ การแก้ไขปัญหาให้คนหลุดพ้นจากความยากจนวิธีหนึ่งก็คือ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายหรือ ปลดหนี้ ซึ่งในความเห็นของผมก็ยอมรับได้ครับ ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าเป็นโครงการที่ทำได้ แก้ไขปัญหาทางสังคม ปัญหาทางการเงินและปัญหาทางเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง (เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาทางการเงินที่มีวงเงินต้นเพียง 7 พันล้านบาท หากรวมดอกเบี้ยด้วยจะเป็นวงเงินเพียง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับระดับของเอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินที่มีประมาณ 5-6 แสนล้านบาท) หากถามต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ในครั้งนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ผมคงจะต้องตอบว่า การที่รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีการลงทะเบียนคนจนไว้เมื่อปีก่อนนั้นผมเห็นด้วย แต่การแก้ไขปัญหาครั้งนี้เราได้พิสูจน์แล้วหรือยังว่าคนกลุ่มนี้มีปัญหาเร่งด่วนและมีปัญหามาจากความยากจนอย่างที่จริง (ทำไมเราไม่เข้าไปแก้ไขปัญหาเกษตรกรหรือคนยากจนที่มีปัญหาจริงๆ ก่อนหรือเข้าไปแก้ไขปัญหาอีกครั้ง) ผมจึงมีความเห็นว่าไม่น่าจะมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขนาดนั้น น่าจะปล่อยให้สถาบันการเงินจัดการเองได้ หรือน่าจะมีการประนีประนอมระหว่างธนาคารกับลูกหนี้ โดยรัฐบาลไม่ต้องเข้าไปวางกฎระเบียบอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลบอกว่า จะทำครั้งเดียวเท่านั้น ผมก็ต้องตั้งคำถามต่อไปว่าทำไมจึงสำคัญมากอย่างนี้ จึงต้องทำครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น สรุปง่ายๆ ว่าผมยังงงครับ แต่ถ้าถามต่อไปว่าแล้วโครงการนี้ทำได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ได้หากจะทำ และถ้าถามต่อไปว่า ทำแล้วดีหรือไม่ ทำดีกว่าไม่ทำหรือไม่ ผมก็จะตอบว่า ไม่แน่ ต้องดูรายละเอียด ทั้งนี้คงดีกว่า หากการกระทำครั้งนี้ลดปัญหาทางการเงิน กับประชาชนให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดปัญหาทางการเงินของธนาคารได้ก็ถือว่าดีกับระบบเศรษฐกิจระดับหนึ่ง โดยมีข้อแม้ว่าไม่ทำให้เกิดการเสียวินัยทางการเงินของภาคประชาชน แต่ถ้ามีการเสียวินัยทางการเงิน หรือรัฐบาลออกมาตรการแบบนี้มาอีกในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องผมคิดว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการดำเนินการของรัฐบาลในกรอบทำ อย่างไร นั้น เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลได้นำมาตรการนี้ มาปรึกษาหารือกับธนาคารต่างๆ เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินไทยครับ ผมว่านโยบายนี้เป็นอีกนโยบายหนึ่งของเราที่คงต้องตามว่าจะจบลงอย่างไร เพราะรัฐบาลคงจะดำเนินการแน่นอน แต่จะดำเนินการอย่างไร และผลกระทบจะเป็นอย่างไรคงจะพูดได้เมื่อเห็นรายละเอียดชัดเจนอีกครั้ง เพราะในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายเรื่องสำหรับมาตรการนี้ สำหรับผมคงขอติดตามดูมาตรการนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะลงเอยอย่างไร พร้อมกับตั้งคำถามที่ผมยังหาคำตอบให้กับตนเองไม่ได้ สำหรับมาตรการนี้ว่า รัฐบาลทำทำไม และ มาตรการนี้มีความสำคัญเร่งด่วนต่อระบบเศรษฐกิจไทยจริงหรือ ถึงมีการระดมประชุมกันอย่างมากมายขนาดนี้ ปลดหนี้ภาคประชาชน เกมช่วงชิงชนชั้นกลาง กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ถ้อยแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าวันที่ 18 ตุลาคมนี้ จะประกาศ 'ทีเด็ด' ที่รับรองว่าประชาชน ชาวบ้าน ฟังแล้วจะต้องตกใจ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า นโยบายครั้งใหม่นี้ จะเป็นแนวทางการตลาด หลังจากที่คะแนนนิยม ของพรรคไทยรักไทย กำลังเสื่อมทรุด จากภาวะที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น สภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจชาติ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คาดการณ์ได้สะท้อนสิ่งใดออกมาในแง่ของการบริหาร คำตอบก็คือ น่าจะสะท้อนให้เห็นการขาดการเตรียมพร้อมรับมือ หรือประเมินสถานการณ์โลกผิดไป เพราะพรรคไทยรักไทย ซึ่งบริหารประเทศในสมัยแรก อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ปล่อยให้ 'น้ำมัน' สะท้อนภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจชาติ นั่นเอง พรรคไทยรักไทย ที่ยืนหยัดอยู่บนนโยบายประชานิยม ซึ่ง 4 ปี ได้ใช้นโยบายนี้เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง ให้ประชาชนเห็นเม็ดเงินไหลเวียนในกระแสเศรษฐกิจของประเทศ จากเงินกองทุนหมู่บ้านละล้าน ซึ่งมุ่งปลูกฝังให้ประชาชนติดนิสัยฟุ้งเฟ้อ การใช้เงินกู้ไปกับการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย แต่นั่นก็ทำให้พรรคไทยรักไทย อยู่ในใจของประชาชน และสะท้อนออกมาจากผลการของการเลือกตั้ง เมื่อต้นปี 2548 เมื่อผ่านพ้นการเลือกตั้งมาแม้เพียง 9 เดือนเศษ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินนโยบายเอาไว้เป็นแนวทาง ที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศถดถอย เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และตัวเลขขาดดุลการค้าเพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นนั้นมันสวนทางกับคะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และมีต่อพรรคไทยรักไทย ลดต่ำลง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องกอบกู้ศรัทธาประชาชนให้กลับคืนมา โดยรัฐบาลเตรียมประกาศ 'ปรับหนี้ภาคประชาชน' โดยหนี้ในระบบ มีกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบ มีเงื่อนไขเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งพบว่าเงินต้นมี 7 พันล้านบาท ดอกเบี้ย 2 หมื่นล้านบาท โดยจะนำร่องแก้กลุ่มรายย่อยที่มีหนี้เงินต้นไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนหนี้นอกระบบ กระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยใช้ฐานข้อมูลจากการที่ประชาชนมาลงทะเบียนคนจนก่อนหน้านี้ ซึ่งขั้นตอนการปฏิบัตินั้นจะมีการแก้กฎหมายล้มละลาย โดยขั้นตอนจะแล้วเสร็จในปี 2551 ทำไมต้องเป็นปี 2551 เพราะในปี 2552 จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้งรอบใหม่ ดังนั้น ระยะเวลาของการกำหนดนโยบาย กับช่วงของการนำไปสู่ภาคปฏิบัติ มีการกำหนดเงื่อนเวลาเอาไว้ เท่ากับการซื้อใจล่วงหน้า เหมือนเมื่อครั้งที่กำหนดนโยบายเอส เอ็ม แอล ก่อนการเลือกตั้ง 2548 ก็ถูกกำหนดขึ้นในช่วงทัวร์นกขมิ้น นโยบายนี้หากมองในด้านการจัดการปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ ต้องบอกว่า เป็นสิ่งที่น่าห่วงที่การลดหนี้ดังกล่าว ต้องขึ้นกับว่าหนี้สินที่มีนั้นจะมีคุณภาพมากน้อยอย่างไร เพราะหากผู้ก่อหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้จริงๆ แล้วต่อให้มีการลดหนี้ลงก็ไม่เกิดประโยชน์ ในขณะที่หากมีผู้ก่อหนี้บางรายไม่ยอมชำระหนี้ได้ ตามความสามารถจริงที่มีก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง แต่หากมองในด้านการเมืองแล้ว นี่คือเกมช่วงชิงเสียงของชนชั้นกลางให้กลับคืนมาอยู่กับรัฐบาล เพราะมูลหนี้ 2 แสนบาท นั้น ลูกหนี้ส่วนใหญ่คือกลุ่มมนุษย์เงินเดือน และชนชั้นกลาง ที่พวกเขาได้เปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตสนองตอบ สิ่งที่รัฐบาลกระตุ้น นั่นคือ บริโภคนิยม ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง มองว่า ที่รัฐบาลต้องการปลดหนี้ในระบบ คนละไม่เกิน 2 แสนบาท ถ้าเป็นจริงแล้วหนี้เดิมคงไม่กี่หมื่น มาทบต้นทบดอกไม่เกิน 2 แสนบาท มันจะเป็นหนี้อะไร และมีสถาบันการเงินอะไรที่ปล่อยกู้ทีละ 5-6 หมื่นบาท นอกจากหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว มันจะเป็นหนี้ประเภทไหนกันแน่ 'ตอนนี้ยังสับสนว่าจะช่วยกลุ่มไหน ประเภทไหนกันแน่ ดูแล้วมันขัดกัน ถ้ามันจะเป็น ผมคิดว่าน่าจะเป็นกู้เงินผ่อน ผมก็สงสัยว่าหนี้ประเภทนี้เป็นหนี้ประเภทไหน และอยู่ในสถาบันการเงินประเภทไหน ถ้าเราจะไปซื้อหนี้มา การตั้งสถาบันเอเอ็มซีขึ้นมาซื้อหนี้ จะตามหนี้กันอย่างไร ขนาดสถาบันการเงินมีระบบการตามทวงหนี้อย่างเข้มงวด ยังทำไม่ได้เลย เราคิดรอบคอบหรือไม่ว่าการที่จะเอาเงินภาษีมาให้อีกกลุ่มหนึ่งอยู่บนพื้นฐานอะไร ดูมันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่' ทีดีอาร์ไอหวั่นแก้กฎหมายล้มละลายกระทบคนจน ส่วนกรณีรัฐบางจะแก้กฎหมายล้มละลาย มาตรา 9 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการพลเรือน เพื่อแก้หนี้ภาคประชาชนนอกระบบ พร้อมเปิดช่องครู ตำรวจ และรัฐวิสาหกิจ ยื่นศาลขอล้มละลายตัวเองได้ โดยไม่ต้องออกจากงาน นั้น ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการการวิจัย สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่ากฎหมายต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะออกมา สมัยก่อนเจ้าหนี้จะไล่เบี้ยเอาหนี้คืนก่อน หากไม่ครบค่อยฟ้องล้มละลาย แต่กฎหมายใหม่จะให้ลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องขอล้มละลายตัวเองได้ และยังสามารถเก็บรถยนต์ 1 คัน และบ้าน 1 หลังไว้ได้อีก ปัญหาคือหากเป็นแบบนี้ เจ้าหนี้อยากจะให้กู้อีกหรือไม่ เจ้าหนี้จะลังเล ปริมาณการให้กู้จะน้อยลง ลูกหนี้อาจเสียประโยชน์จากการได้เงินกู้ โดยเฉพาะทางด้านสังคม คนจนจะได้รับผลกระทบมาก อาจเป็นการจำกัดการได้มาซึ่งเงินกู้ของคนจนด้วย คนจนจะแย่ลงได้ เพราะคนจนคือพวกหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน หรือเป็นข้าราชการ มองในมุมของทีดีอาร์ไอ ก็คือการเป็นห่วงว่ากฎหมายจะสร้างความไม่เท่าเทียมกันให้กับคนในสังคม ชี้เป็นแนวคิดที่อันตรายต่ออาชีพครู นายถวิล น้อยเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวคิดนี้น่าจะเป็นอันตรายต่อวิชาชีพครู มีผลต่อความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรี รัฐน่าจะมีทางออกอื่นให้ เช่น อาจจะเข้ามารวมหนี้ และให้ผ่อนชำระหนี้ผ่านรัฐอีกที เชื่อว่าหากมีการแก้ พ.ร.บ.ครู โดยตัดประเด็นการกำหนดคุณสมบัติว่าบุคคลเหล่านี้ห้ามเป็นบุคคลล้มละลายออก เชื่อว่าคงมีครูบางส่วนตัดสินใจเดินตามทางที่รัฐหาทางออกไว้ให้ โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรี ซึ่งส่วนลึกก็จะมีผลต่อสังคม เพราะคำว่าล้มละลาย อย่างไรก็เป็นคำว่าล้มละลาย 'สัปดาห์หน้าทางสมาพันธ์ฯ จะหารือถึงเรื่องนี้ เชื่อว่าน่าจะมีทางออกอื่นที่จะสละสลวยกว่านี้ และจะนำเสนอท่านนายกฯ แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่นายกฯ ยังพยายามหาทางออกเรื่องหนี้ให้ครูอยู่' 'ล้มละลาย'ภาพหลอนสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ในด้านสถาบันการเงิน ก็ต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า หากสถาบันการเงินยอมตัดหนี้ส่วนหนึ่งไป สถาบันการเงินนั่นย่อมถูกมองว่าบริหารงานไม่นำไปสู่ความมีกำไร ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่น และไม่ใช่เฉพาะจากนักลงทุนในประเทศเท่านั้น แต่หมายรวมถึงนักลงทุนต่างชาติ และหากเป็นเช่นนั้น ความหวังที่จะดึงเงินนอกเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดหลักทรัพย์ก็อาจจะไร้ผล ส่วนประชาชน แม้จะหลุดจากหนี้ก้อนดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อพ้นกำหนดล้มละลาย 3 ปีแล้ว ต้องถามว่า สถาบันการเงิน ยังพร้อมที่จะปล่อยกู้ให้พวกเขาอยู่หรือไม่ บันทึกข้อมูลว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นบุคคลล้มละลาย หรือครั้งหนึ่งรัฐบาลเข้ามาซื้อหนี้แทน จะยังปรากฏอยู่หรือไม่ ซึ่งเชื่อแน่ว่ามันจะเป็นภาพหลอน ให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้รอบใหม่ ถึงเวลาตีกรอบประชานิยม การที่รัฐบาลเตรียมที่จะปลดหนี้คนจน ปลดหนี้ข้าราชการ แต่ถามว่าหนี้เหล่านั้นได้หายไปจากประเทศนี้หรือไม่ คำตอบก็คือเปล่า หนี้นั้นยังคงเป็นหนี้ประเทศ ซึ่งแน่นอนการจัดการปัญหานี้ดังกล่าวจะต้องใช้เงินภาษีประชาชน เพราะเวลานี้รัฐบาลยังมองไม่ออกว่าจะนำเงินจากส่วนไหนมาใช้ เพราะรัฐบาลได้ใช้เงินอนาคตไปหมดแล้ว ดังนั้น การที่รัฐบาล ในฐานะฝ่ายบริหารประเทศ จึงต้องถามตัวเองเสียแต่ตอนนี้ว่า จะปล่อยให้นโยบายประชานิยม ลื่นไหลไปบนวิถีที่ผิดๆ อีกต่อไปหรือไม่ เพราะตราบใดที่ปลูกฝังให้ราษฎรมุ่งใช้จ่ายเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เห็นการหมุนเวียนของเงินในระบบ แต่การหมุนเวียนนั้นไม่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริง ก็จะไม่พ้นการนำพาชาติไปสู่วิกฤติรอบใหม่ เหมือนที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญวิกฤติพลังงาน และวิกฤติเงินเฟ้อ รัฐบาลไทยรักไทย จึงไม่ควรมองการบริหารประเทศให้เป็นเกมการเมืองที่หวังเพียงช่วงชิงเสียงประชาชน โดยไม่มองอนาคตประเทศว่าลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร
|