หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"สงคราม, สันติภาพและความยุติธรรม"

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10079

ในทางรัฐศาสตร์ สงคราม, สันติภาพและความยุติธรรมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาการก่อความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ปัญหาดังกล่าวยิ่งเข้าใจยากขึ้นไปอีก เพราะฐานคิดบางอย่างของวัฒนธรรมการเมืองไทยเป็นอุปสรรค

ในวัฒนธรรมการเมืองไทยฉบับราชการ ภาวะสันติภาพ มักถูกนิยามให้เป็นเสมือนภาวะบ้านเมืองสงบราบคาบ ปลอดความขัดแย้งโดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง ผู้คน "รู้รักสามัคคี" กัน ไม่มีม็อบชาวบ้านประท้วงวุ่นวาย ทุกคนทำตามหน้าที่ ทำตามกฎหมายและกรอบนโยบายคำสั่งของรัฐบาลอย่างว่านอนสอนง่ายเยี่ยงพลเมืองดี

ส่วนภาวะไม่สันติ-ไม่ปกติ ก็ถูกนิยามว่าคือภาวะที่ผู้คนลุกขึ้นมาขัดแย้งต่อสู้กันทางการเมือง ซึ่งอาจลุกลามไปถึงขั้นจับอาวุธ แข็งข้อก่อการกำเริบ ต่อต้านรัฐบาลด้วยความรุนแรง เกิดเป็นสงครามในที่สุด ดังที่ได้เกิดขึ้นในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังวันที่ 4 มกราคม ศกก่อนเป็นต้นมา

และโจทย์หลักที่เราถูกชวนให้ตั้งขึ้นเพื่อช่วยกันคิดค้นหาคำตอบก็คือทำอย่างไรภาวะสงครามปัจจุบัน จึงจะหวนกลับไปสู่ภาวะสันติภาพเหมือนเมื่อครั้งก่อนวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2547 นั้น?

ผมคิดว่าฐานคิดและโจทย์ที่ว่านี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิด และมายาคติเกี่ยวกับสันติภาพรวมทั้งความเกี่ยวเนื่อง/ แตกต่างของมันกับสงคราม

กล่าวคือ เอาเข้าจริงสันติภาพกับสงครามมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง และลักษณะเชื้อมูลบางอย่างร่วมกัน มากกว่าที่เชื่อถือกันทั่วไป เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักคิดด้านการเมืองการทหาร และสันติวิธีผู้มีชื่อบางท่าน ได้แสดงทรรศนะไว้อย่างน่าสนใจ อาทิ :-

-Antonio Gramsci(ค.ศ.1891-1937) นักทฤษฎีการเมืองมาร์กซิสต์และนักเคลื่อนไหวปฏิวัติชาวอิตาลีชี้ว่า ภาวะสันติภาพนั้นเอาเข้าจริงเป็นการสืบเนื่องของการยุทธ์ทางการเมืองที่ดำเนินมาตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม

กล่าวอีกนัยหนึ่งสันติภาพคือสภาพชะงักงันทางยุทธศาสตร์ในสังคมซึ่งชนชั้น กลุ่มพลังและพรรคทั้งหลาย ที่เคยทำสงครามต่อสู้ช่วงชิงกันอยู่ ต่างหันมาจับจองที่มั่นเพื่อสัประยุทธ์กันต่อด้วยวิถีทางการเมือง

-ขณะที่ Carl von Clausewitz(ค.ศ.1780-1831) บิดาแห่งยุทธศาสตร์ศึกษาสมัยใหม่ชาวปรัสเซียเสนอคติพจน์อันลือลั่นว่า "สงครามคือการสืบเนื่องของการเมืองที่ดำเนินไปโดยวิธีอื่น" นั้น

-Michel Foucault(ค.ศ.1926-1984) นักปราชญ์และประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสก็กลับตาลปัตรคติพจน์ดังกล่าวเสียใหม่เพื่อชี้ว่า "การเมืองต่างหากที่เป็นการสืบเนื่องหรือรูปแบบหนึ่งของสงคราม" และ "มีการเมืองดำเนินอยู่ต่อไปแม้ในภาวะสันติภาพด้วย"

-ศาสตราจารย์ ดร.รณพีร์ ซามัดดาร์ นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวสันติภาพแห่งกลุ่มวิจัยกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ได้สรุปประมวลประเด็นนี้โดยเสนอให้ทำความเข้าใจ

"สันติภาพในฐานะที่มันถูกผูกมัดไว้ด้วยความเป็นจริงของความขัดแย้ง...เพราะมันช่วยให้เราไม่หลงมองสันติภาพ เป็นคู่ตรงข้ามของสงครามอย่างเด็ดขาดสมบูรณ์ แต่ให้มองสันติภาพเป็นความสัมพันธ์ทางพลังอำนาจแบบเฉพาะ เจาะจงหนึ่งๆ และพลังอำนาจชุดเดียวกันนี้นี่แหละที่ครองรูปแบบความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งในยามที่เราเรียกว่าภาวะสงคราม ในความหมายนั้นจึงจะกล่าวได้ว่าการเมืองคือสันติภาพและเป็นอื่นต่างหากจากสงคราม ฉะนั้นเวลาเราพูดว่า "ให้โอกาสสันติภาพบ้าง" จริงๆ แล้วเรากำลังพูดว่า "ให้โอกาสการเมืองบ้าง" นั่นแหละ

ตามนัยที่ประมวลมาข้างต้นนี้ สันติภาพจึงไม่ใช่สภาพคิกขุอาโนเนะที่ดับสิ้นซึ่งความขัดแย้ง ปลอดการเมืองหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม ในสันติภาพเองนั่นแหละที่ย่อมมีความสัมพันธ์ทางอำนาจและขัดแย้งต่อสู้ระหว่างกลุ่มพลังฝ่ายต่างๆ ดำรงอยู่สืบเนื่องไปเป็นธรรมชาติธรรมดา ชั่วแต่ว่าความสัมพันธ์และต่อสู้ขัดแย้งเหล่านั้นครองรูปแบบทางการเมือง แทนที่จะเป็นรูปแบบสงคราม

การตั้งโจทย์ที่จะพยายามสร้างสันติภาพเทียมแบบคิกขุอาโนเนะนี้ขึ้นแทนที่สงครามจึงวางอยู่บนความเข้าใจผิด, เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และรังแต่ก่อให้เกิดปัญหาแตกหน่อบานปลายออกไปอีกในทางเป็นจริง

ไม่ว่าจะเป็นภาวะสันติภาพหรือสงคราม ก่อนหรือหลังเหตุปล้นปืนกองพันทหารพัฒนาฯ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2547 ก็ตาม บรรดาปมปัญหา เหตุแห่งความขัดแย้งและกลุ่มพลังคู่กรณีที่เคยมีเคยดำรงอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาก่อน ก็ยังคงมีและดำรงอยู่ต่อไปที่นั้นนั่นแหละมิได้หายสูญไปไหน

ปมของการยุติสงครามและสร้างสันติภาพจึงไม่ใช่ไปดับความขัดแย้ง ปลดปลิดการเมืองทิ้ง แล้วเรียกร้องชักชวนให้หันมารักกันไว้เถิดและพับนกกระดาษ โดยคงความสัมพันธ์ทางอำนาจไว้เช่นเดิมต่อไปไม่แตะต้อง,

หากคือการมุ่งพยายามปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจเสียใหม่ไปในรูปแบบที่เปิดโอกาสช่องทางให้กลุ่มพลังฝ่ายต่างๆ สามารถลุกขึ้นมาร่วมทะเลาะเบาะแว้งต่อสู้ขัดแย้งกันเรื่องต่างๆ ได้ในทางการเมืองโดยสันติวิธีต่างหาก

พูดอีกอย่างคือทำอย่างไรจึงจะแปรเปลี่ยนพวกอิสลามสู้รบที่ใช้ศาสนาอิสลามไปในทางการเมือง หรือแม้แต่พวกชาตินิยมปัตตานีให้หันมาต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อในหนทางสันติวิธี?

หรือนัยหนึ่งหันมาต่อสู้กันในทางการเมืองแทนการต่อสู้ด้วยอาวุธและก่อการร้าย? เพราะตราบเท่าที่ทุกฝ่ายเลือกต่อสู้กันในทางการเมืองโดยสันติวิธีไม่ว่าจะเพื่อเป้าหมายใด, ตราบนั้นเราก็มีสันติภาพ

ทว่า หากแม้นจุดร่วมและความเกี่ยวเนื่องระหว่างสันติภาพ กับสงครามคือความเป็นจริงของความสัมพันธ์ทางอำนาจ และความขัดแย้งแล้ว จุดต่างและความแตกหักระหว่างสันติภาพกับสงครามก็คือความยุติธรรม

เพราะในท่ามกลางสงคราม ย่อมมิอาจสถาปนาความยุติธรรมที่ทุกฝ่ายยอมรับอย่างยินยอมพร้อมใจ(consent)ขึ้นมาได้ จะมีก็แต่ความยุติปืนที่ฝ่ายรบชนะใช้กำลังเข้าบังคับ(coercion) ขืนใจยัดเยียดให้ฝ่ายแพ้ยอมจำนนต่อมัน ดังที่เรียกกันว่า "อำนาจเป็นธรรม"(Might is right.) โดยที่ฝ่ายรบชนะอาจมีปืน กำลังไฟ กำลังพลหรือยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเหนือกว่า

แต่ไม่แน่ดอกว่าจะถูกต้องเที่ยงธรรมกว่า

เงื่อนไขสำคัญที่สุดของสันติภาพจึงได้แก่ความยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความยุติธรรมขั้นต่ำสุดหรือ Minimum Justice ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เพราะมันจะเป็นตัวตั้งให้คู่ขัดแย้งมาคุยกันได้ ถ้าไม่มีการคุยเรื่องความยุติธรรมขั้นต่ำสุดนี้, ยังมีบางฝ่ายอึดอัดคับข้องใจว่าตัวเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในระดับที่พอจะยอมรับได้, ก็จะไม่เกิดสันติภาพ หรือถึงเกิดก็จะไม่ยั่งยืน

เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรจึงจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันตั้งคำถาม และร่วมกันหาคำตอบว่า อะไรคือความยุติธรรมขั้นต่ำสุด ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องและเอาด้วยกัน

พอมีอันนี้เกิดขึ้น การคุยกันเพื่อหาทางออกที่สันติในเรื่องอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ ทำให้สามารถฟื้นคืนความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่มีเนื้อหาทางศีลธรรมระหว่างคู่ขัดแย้ง และผู้มีเดิมพันในสันติภาพฝ่ายต่างๆ เพื่อที่จะเสริมสร้างจริยธรรมทางการเมือง แห่งระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา

หน้า 6