หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
อังกฤษเวอร์ชั่น"ง่าย"สำหรับเด็กไทย

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายวัน วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10078

การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเราเป็นปัญหาใหญ่ เด็กเรียนกันมา 9-12 ปี ยังอ่านเข้าใจได้ไม่กี่ประโยค ข้อเขียนนี้จะไม่พูดถึงเรื่องปวดหัวนี้ที่พูดกันมามากแล้ว แต่จะนำเสนอข้อมูลที่อาจไม่เป็นที่รู้กันมากนัก และขอเสนอมุมมองใหม่ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่อาจเป็นประโยชน์

ต้องยอมรับกันว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ไม่ง่าย การสะกดตัว การออกเสียงกฎไวยากรณ์มีข้อยกเว้นมากมาย ครูที่รู้ภาษาอังกฤษดีมีอยู่น้อยมากในโรงเรียนของเรา

ถ้าเจียดเงินจากรถไฟนานาสีมาเป็นเงินเดือนเพิ่มให้ครูทั้งประเทศ ให้ทุกคนได้เพิ่มสักครึ่งเท่า และครูสอนภาษาอังกฤษ ได้เพิ่มสักหนึ่งเท่า อาจเป็นหนทางหนึ่งประกอบการแก้ไขปัญหาคนไทยอ่อนอังกฤษ แต่จะเป็นมรรคผลก็อีกหลายปี กว่าที่ผลตอบแทนจะดึงดูดให้คนสนใจมาเรียนภาษาอังกฤษกันจริงจังและไปเป็นครู

มีหนทางหนึ่งที่สั้นกว่าและอาจได้ผลกว่า ดังที่มีการทำอยู่แล้วในบางส่วนของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในจีน และญี่ปุ่นในขณะนี้ นั่นก็คือไม่เรียนภาษาอังกฤษเวอร์ชั่น "ยาก" ดังที่เรียนกันในปัจจุบันที่ต้องเรียนคำศัพท์นับเป็นพันๆ คำ มีคำกริยาเป็นร้อยๆ คำ ไวยากรณ์ซับซ้อน ฯลฯ หากหันมาเรียนภาษาอังกฤษเวอร์ชั่น "ง่าย" หรือฉบับย่อดังที่มีชื่อเฉพาะว่า Basic English (BE)

BE ซึ่งเป็นภาษาที่สร้างขึ้นเก่าแล้วแต่มาเรียนกันใหม่นี้ มีคนคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1930 มันคึกคักอยู่พักหนึ่งแล้วก็เงียบหายไป บัดนี้มีการปัดฝุ่นขึ้นมาใช้ในยุคที่มีคนเรียนภาษาอังกฤษนับร้อยล้านคนในปัจจุบัน จนเชื่อกันว่าก่อนกลางศตวรรษนี้ จะมีคนใช้ภาษาอังกฤษถึง 1 ใน 3 ของพลเมืองโลกซึ่งอาจมีถึง 7 พันล้านคน ในตอนนั้น

นักภาษาศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของโลกคือ Charles Kay Ogden ได้ประดิษฐ์ภาษาอังกฤษเวอร์ชั่น "ง่าย" ขึ้นให้ใช้กัน โดยตั้งใจให้เป็นภาษากลางของโลก หลักการสำคัญคือตัดคำและการใช้คำที่ฟุ่มเฟือยออกไป ใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแบบมาตรฐานเพียงแต่ขีดวงของการใช้ไวยากรณ์ให้แคบลงเหลือเพียง 10 ข้อ

จากศัพท์นับพันนับหมื่นคำ Ogden กำหนดให้ใช้ใน BE เพียง 850 คำ โดยเลือกมาจากงานวิจัยที่ยาวนาน จนมั่นใจว่าเป็นคำที่ทรงพลังในภาษาอังกฤษ คำเหล่านี้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคำที่เกี่ยวกับ Operation(100 คำ) เช่น come, get, keep, eat ฯลฯ

คำที่เป็นสิ่งของ(ทั่วไป) 400 คำ เช่น account, air, animal, liquid, process ฯลฯ

คำที่เป็นสิ่งของ(รูปภาพ) 200 คำ เช่น baby, bag, monkey, station, spoon, stamp, ฯลฯ

คำที่เกี่ยวกับคุณภาพหรือความสามารถ(ทั่วไป) 100 คำ เช่น able, black, beautiful, free, private, sharp, warm ฯลฯ คำที่เกี่ยวกับคุณภาพหรือความสามารถ(คำตรงกันข้าม) อีก 50 คำ เช่น bad, certain, bitter, delicate, wrong, short ฯลฯ

Ogden ไม่ได้เปลี่ยนการสะกดคำใหม่ หรือให้ความหมายใหม่แก่คำเหล่านี้ หากจำกัดขอบเขตของคำศัพท์ โครงสร้างประโยค และการใช้ tenses ต่างๆ เพื่อให้สามารถศึกษาได้ง่ายและนำไปสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน ภาษาอังกฤษเวอร์ชั่น "ยาก" ต่อไป คำศัพท์และกฎกติกาที่เขากำหนดขึ้นนั้น ทำให้สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ง่ายกว่าเดิมมาก ไม่เยิ่นเย้อและยากโดยไม่จำเป็น

เขาเชื่อว่าสำหรับคนที่คุ้นเคยกับภาษายุโรป สามารถเรียนรู้ BE ได้ภายในเวลาเพียง 40 ชั่วโมง สำหรับคนไทยเรา อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นแต่ผมเชื่อว่ายังไงก็ไม่ถึง 12 ปี ถึงแม้จะใช้เวลาสั้นกว่ามาก แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่น่าจะอ่อนปวกเปียก ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

Ogden ตั้งใจให้ BE เป็นภาษาที่สองสำหรับคนทั่วโลกสื่อสารกัน ในปี 1944 ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ ได้เขียนโน้ตถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเนื้อความว่า BE มีประโยชน์ในการนำไปใช้ และค่อนข้างง่ายสำหรับผู้ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ และเขียนต่อไปว่า "ถ้าคุณ Molotov(รมต.ต่างประเทศโซเวียด) และ Eden(รมต.ต่างประเทศอังกฤษ) ได้เรียนรู้ BE ด้วยและถ้าสตาลิน เจียงไคเช็ค และผมได้เรียนรู้ BE ด้วยแล้ว การประชุมตกลงของเราคงง่ายกว่านี้มากมาย และเหนื่อยเหน็ดน้อยกว่านี้อีกมากนัก เพราะจะได้ไม่ต้องเจรจาผ่านล่าม"

ใน ค.ศ.1943 วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กล่าวกับ The Committee of Ministers ที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาเรื่อง BE ว่า "Basic English มิได้ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคนใช้ภาษาอังกฤษตามปกติ หากตั้งใจช่วยคนอีกจำนวนมากในโลกที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ"

อย่างไรก็ดี เมื่อเชอร์ชิลหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อช่วงต้นของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสนใจ BE ในระดับผู้นำก็ลดลงไปด้วย ถึงแม้คณะรัฐมนตรีอังกฤษจะมีมติใน ค.ศ.1947 ว่าควรส่งเสริม BE ก็ตาม

Ogden เกิดใน ค.ศ.1889 ถึงแม้จะเจ็บป่วยด้วยโรครูมาติซึ่มแต่เด็กๆ แต่ก็ต่อสู้จนเรียนจบจากเคมบริคจ์ เป็นนักภาษาศาสตร์ผู้ตั้งใจทิ้ง BE ซึ่งเป็นสิ่งสร้างสรรค์ไว้ในโลก หลังจาก BE เป็นที่สนใจของชาวโลกก็ได้มีการตั้ง Basic English Foundation ขึ้นในปี 1947 โดย Ogden เป็นประธานและโอนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้แก่มูลนิธิในปี 1948 ใน ค.ศ.1957 Ogden ก็ตายด้วยโรคมะเร็ง

ผู้ที่สืบทอดการเผยแพร่ BE ของ Ogden ก็คือ Ivor Richard ผู้ทดลองใช้ BE ในจีนอยู่หลายปี ญี่ปุ่นในปัจจุบันก็มีการเรียนการสอน BE กันในชื่อของ Every Man"s English โดยมี Yuzuru Katagiri และเพื่อนเป็นผู้สนับสนุน

ในปัจจุบันนักภาษาศาสตร์ในหลายประเทศกำลังหันกลับมาพิจารณา BE ซึ่งเป็นเวอร์ชั่น "ง่าย" ของภาษาอังกฤษที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษอีกคนคือ Neville Chamberiain ให้การสนับสนุน และและนักเขียนอังกฤษคนสำคัญ คือ George Bernard Shaw ก็ให้ความสนใจงานประพันธ์สำคัญที่เขียนในภาษา BE ก็มีมากมาย และมีแม้กระทั่งไบเบิล

Ogden ไม่ได้นั่งเทียนประดิษฐ์ BE ขึ้นมา หากเป็นผลงานจากการศึกษาวิจัย- เลือกคำที่มีพลัง และขีดวงไวยากรณ์ โดยยึดโยงกับภาษาอังกฤษมาตรฐาน ทั้งหมดนั้นมุ่งเน้นไปที่ความง่ายในการเรียนรู้ การสอนและประสิทธิภาพในการสื่อสารเป็นสำคัญ

ถ้ามีอาจารย์ภาษาอังกฤษท่านใดสนใจลองดูที่ diac.com/~entente/basicpg. html ซึ่งเป็นข้อมูลหลักของข้อเขียนนี้ และสามารถค้นหา Basic English Institute ที่เป็นหลักของการสอน BE ในปัจจุบันได้จาก Google

ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณ Bill Templer จากตรัง ผู้แนะนำให้รู้จัก BE ในหนังสือพิมพ์ The Nation เมื่อเร็วๆ นี้

ภาษาอังกฤษเราแย่กันขนาดหนักแล้ว ถ้าเรายังมัวเดินหนทางเดิมอยู่ก็คงจะไม่ทันกินเป็นแน่ เมื่อเรียนเวอร์ชั่น "ยาก" แล้วไม่ได้ดี น่าจะลองพิจารณา BE กันดู

หน้า 6