หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
FTA ไทย-สหรัฐฯ การเจรจาที่ไทยต้องระมัดระวัง

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2548

FTA หรือข้อตกลงการค้าเสรี เป็นคำยอดนิยมอีกคำหนึ่งที่พวกเราได้ยินบ่อยครั้งในรัฐบาลชุดนี้ เพราะแนวทางของรัฐบาลไทย มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน (dual track policy) ที่เน้นการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ

โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากให้ขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ให้ขยายตัวขึ้นทั้งในตลาดส่งออกเดิมและตลาดส่งออกใหม่ พร้อมทั้งการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ให้มีมากขึ้น

เรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า หรือที่เราคุ้นชื่อกันว่า FTA ที่ประเทศไทยมีการทำข้อตกลงดังกล่าวกับหลายประเทศ อาทิเช่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และบาร์เรนเป็นต้น (หรือที่ประเทศไทยกำลังจะทำกับญี่ปุ่น และสหรัฐ)

การทำข้อตกลงดังกล่าวหลายคนมองว่าทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะกับประเทศจีน และออสเตรเลีย ที่สินค้าของทั้ง 2 ประเทศนี้เข้ามายังประเทศไทยถล่มทลายหลังจากมีการทำข้อตกลงการค้าเสรี และมีผลบังคับใช้ ซึ่งทำให้ธุรกิจหลายๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังคงดำเนินนโยบายในการเร่งเปิดเจรจาการค้าเสรีหรือ FTA กับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากญี่ปุ่น ที่ยังคงหาข้อสรุปกันอยู่ เพราะหลายคนมองว่าถ้าหากมีการเปิดเสรีทางการค้ากับญี่ปุ่นอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็กจะได้รับผลกระทบในทางลบรุนแรง

หลายคนตั้งคำถามอยู่ในใจว่า แล้วทำไมรัฐบาลจึงจะต้องมีการเปิดเสรีทางการค้าทั้งๆ ที่เมื่อทำข้อตกลงในการเปิดการค้าเสรีแล้ว

ดีดลูกคิดรางแก้วดูคร่าวๆ แล้วรู้สึกว่าประเทศไทยมักจะเสียประโยชน์ทุกที แล้วทำไมต้องไปจับมือกับประเทศใหญ่ๆ ที่เป็นมหาอำนาจด้วยทำให้เราไม่สามารถที่จะต่อรองได้ ซึ่งทั้งหมดผมว่าเป็นคำถามที่หลายคนคงอยากรู้คำตอบจากภาครัฐบาล

อันที่จริงแล้วถ้าหากเรามองภาพภาวะเศรษฐกิจและโลกในยุคปัจจุบันนี้จะเห็นว่า เป็นโลกแห่งการแข่งขัน และเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี

โลกยุคนี้จึงเป็นโลกแห่งการแก่งแย่พื้นที่ รวมทั้งเพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจในทุกๆ ด้านเพื่อให้ที่จะทำให้ราคาสินค้าถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ดังนั้น การทำข้อตกลงการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน จะทำให้เป็นการลดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศ การลดข้อกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี อาทิเช่น เรื่องการตรวจเข้มด้านสาธารณสุข การตอบโต้การทุ่มตลาด หรือแม้แต่เรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งก็จะทำให้สินค้าหรือแม้แต่การลงทุน การบริการต่างๆ ของประเทศที่ทำข้อตกลงของการเปิดการค้าเสรีระหว่างกัน เข้าไปได้ง่าย และลดต้นทุนในทุกๆ ด้านลง

นอกจากนี้ผู้บริโภคหรือประชาชนในประเทศก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากคือจะทำให้สามารถเลือกซื้อสินค้าดีราคาถูกได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน

กล่าวคือ เมื่อมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกันแล้ว ทุกสิ่งจะต้องเท่าเทียมกันหมด รัฐห้ามเข้าไปปกป้องหรือใช้มาตรการกีดกันใดๆ กับสินค้าที่มีการทำข้อตกลงเปิดเสรีแล้ว

อาทิเช่น สินค้าเกษตรเช่นนม ที่ทำข้อตกลงกับออสเตรเลีย ทำให้นมของประเทศออสเตรเลียเข้ามายังประเทศไทยมาก จนทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตนมของประเทศไทยประสบกับปัญหาอย่างมาก คือ มีคู่แข่งเข้ามา ทำให้ธุรกิจต้องพยายามลดต้นทุนลงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เป็นต้น

นี่คือข้อเสียที่ธุรกิจต้องเผชิญ

ดังคำที่ว่า “ถ้าหากธุรกิจใดไม่ปรับตัว ก็จะอยู่ไม่ได้ หรือต้องตายไปจากกลไก” หรือ “สินค้าใดที่ไทยไม่มีศักยภาพ ที่จะทำการแข่งขัน ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด คือต้องออกจากตลาดไปเอง” ผลสุดท้ายผลกระทบทางด้านสังคม ที่จะเห็นก็คือคนตกงานกันมากขึ้น เป็นต้น

นี่แหละครับคือภาพคร่าวๆ ของการเปิดการค้าเสรีระหว่างกัน หรือที่เราเรียกว่า FTA ที่ผมต้องเกริ่นยาวมานี่ก็เพื่อที่จะนำผู้อ่านให้เข้าใจว่าการเปิดการค้าเสรีระหว่างประเทศ หรือ FTA นั้นมีทั้งประโยชน์ และก็ผลกระทบในด้านลบ

และที่สำคัญผมจะนำท่านผู้อ่านเข้าสู่กรอบการเจรจาที่รัฐบาล พยายามที่จะให้มีการเร่งการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทย กับสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มมีการเจรจากันในวันที่ 23-24 กันยายน 2548 นี้ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้จะเป็นการเจรจาครั้งที่ 5 แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะผลประโยชน์ หรือแนวทางการเจรจากันของทั้ง 2 ประเทศไม่ตรงกัน ดังนี้คือ

1. การเปิดเสรีในส่วนของประเทศไทยต้องการจะเปิดเสรีทางด้านการค้าเป็นหลัง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการเปิดเสรีทางการเงินและธุรกิจด้านการบริการ

2. ทัศนะเกี่ยวกับการเปิดเจรจามีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ประเทศต้องการเจรจาในลักษณะของ Positive list คือ จะเปิดเจรจาในเรื่องของสินค้าหรือบริการที่ประเทศไทยพร้อมที่จะเปิดก่อน ส่วนทางด้านสหรัฐฯ ต้องการเจรจาแบบ Negative list คือ จะทำการเจรจาแบบให้กำหนดสินค้าและบริการที่ไม่ต้องการเปิดเสรีขึ้นมากก่อน ส่วนสินค้าที่เหลือถือเป็นว่าเปิดเสรีทั้งหมด

จาก 2 ปัญหาดังกล่าว ก็อาจจะทำให้การเจรจาในครั้งที่ 5 นี้อาจไม่คืบหน้ามากนัก เพราะต่างฝ่ายต่างยืนยันหนักแน่นว่า จะทำการเจรจาในรูปแบบดังกล่าว

เมื่อแนวความคิดการเจรจาไม่ตรงกัน การที่จะสร้างความคืบหน้ายาก ซึ่งถ้าหากเรามาพิจารณาแนวการเจรจาที่ประเทศไทยเสนอ  และสหรัฐฯอยากจะให้ทำนั้น พบว่า ถ้าหากประเทศไทยทำการเจรจาในลักษณะของ Negative list ประเทศไทยน่าจะเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าประเทศสหรัฐฯ มีความพร้อมในเกือบทุกด้าน และสามารถที่จะเข้าทำการลงทุนในประเทศไทยได้ง่าย และน่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยได้ง่าย โดยเฉพาะทางด้านสถาบันการเงินของประเทศไทย เพราะประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะรับการเปิดเสรีทางการบริการด้านดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าการเปิดการเจรจาการค้า ประเทศไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการที่เราจะเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศยักษ์ใหญ่ และเป็นประเทศทุนนิยมอย่างแท้จริงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย และเร่งเจรจาให้จบๆ ไป

เพราะการทำเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีในระยะยาวกับประเทศไทยอย่างแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น และผมก็ชื่นชมทีมเจรจาถ้าหากยังคงยืนยันท่าทีของเราอย่างชัดเจน แม้จะถูกกดดัน แต่ก็ต้องดูกันต่อไป ฉบับหน้าในตอนที่ 2 นะครับ เพราะจะพูดถึงรายละเอียดมากขึ้น