หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
แมลงสาบ และการกู้ยืมนอกระบบ

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายวัน วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10071

ได้ยินข่าวเรื่องรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนในเรื่องหนี้สินอย่างเป็นระบบแล้วรู้สึกยินดีเพราะปัญหาสังคมนั้น สมควรได้รับความสนใจมากกว่านี้ และก่อนหน้านี้นานแล้ว อย่างไรก็ดี จากคำปรารภเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ ที่มีการเกริ่นไว้ก่อนหน้ามาตรการจริงจะออกมา ผู้เขียนเห็นว่ามีความเข้าใจขั้นพื้นฐานอยู่บางประการที่ไม่ถูกต้อง หากนำไปปฏิบัติตามที่กล่าวไว้แล้วอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

นายกรัฐมนตรีบอกว่า ต่อไปนี้จะจัดการขั้นเด็ดขาดกับนายทุนผู้ให้กู้ยืมนอกระบบโดยจะใช้กฎหมายฟอกเงินเข้ามาช่วย โดยให้การกู้ยืมเงินนอกระบบเป็นความผิดมูลฐาน และมีมาตรการอื่นๆ อีกมาก ผู้เขียนติดใจในประเด็นเรื่องนายทุน ผู้ให้กู้นอกระบบ จึงขอนำมาวิจารณ์ในประเด็นเดียว

ไม่มีใครรักนายทุนนอกระบบเพราะการอยู่นอกระบบทำให้สามารถทำอะไรพิเรนทร์ๆ และชั่วร้ายได้เป็นอันมาก เช่น ในการขายฝากเมื่อครบกำหนดวันชำระ(ซื้อคืน) ก็หายตัวไป และเมื่อกลับมาก็เกินกำหนดแล้วจนคนขายฝากถูกต้องยึดที่ดินไป คนยากจนน้ำตาเป็นสายเลือดเพราะความเจ้าเล่ห์ของนายทุนเหล่านี้มายาวนาน

การกู้ยืมอย่างคดโกงแอบแก้สัญญาเงินต้นและอัตราดอกเบี้ย หรือฉ้อฉลผู้กู้ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างไร้ความปรานี และไร้ความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ เจ้าหนี้นอกระบบฉ้อฉล สมควรได้รับการสาปแช่ง

อย่างไรก็ดี นายทุนหรือผู้ให้ยืมนอกระบบจะไม่มีวันสูญพันธุ์ไปจากโลกเหมือนแมลงสาบที่อยู่กับเรามานับล้านปีแล้ว สัจธรรมของโลกก็คือสิ่งที่อยู่มาได้ยาวนานก็เพราะมีประโยชน์(ยกเว้นสะดือซึ่งจริงๆ แล้วก็คือแผลเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่มีก็แสดงว่ามาจากโลกอื่น) สิ่งใดที่ไร้ประโยชน์ ธรรมชาติก็จะกำจัดออกไปในที่สุด

เหตุใดนายทุนนอกระบบจึงมีประโยชน์และอยู่คงทนในทุกสังคม? คำตอบก็คือเพราะทำประโยชน์ให้แก่ผู้กู้ยืม ที่ไม่มีปัญญากู้ยืมจากระบบ เนื่องจากขาดหลักทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม

ระบบกู้ยืมปกติในโลกนั้นคิดไปแล้วขบขันก็คือเฉพาะคนที่มีทรัพย์สิน หรือได้ชื่อว่าเป็นคนเชื่อถือว่า สามารถชำระได้อย่างแน่นอนเท่านั้น จึงจะสามารถกู้ได้ ส่วนคนยากจนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างแท้จริง แต่ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีชื่อกลับกู้ไม่ได้ คนยากจนก็มีความต้องการใช้เงินเกินกว่าที่มีอยู่ในมือในขณะหนึ่งเหมือนกัน เมื่อกู้จากในระบบไม่ได้เพราะไม่มีทรัพย์สินค้ำประกัน จึงจำเป็นต้องกู้จากนอกระบบ ตรงนี้แหละครับ คือประโยชน์ของนายทุนนอกระบบ ถ้าไม่มีคนเหล่านี้แล้วชาวบ้านที่ยากจนก็จะขาดแหล่งเงินทุนที่สำคัญไป

ชาวบ้านยากจนปัจจุบันมีแหล่งเงินกู้ที่สำคัญก็คือเพื่อน และญาติพี่น้องที่พอมีเงินทองช่วยเหลือหยิบยืม (อย่างนี้นับว่าเป็นนายทุนเงินกู้นอกระบบหรือไม่) จากบางเงินกองทุนของรัฐที่ไม่ได้มีอยู่ถาวร จากระบบกู้ยืมของหมู่บ้านที่จัดสรรกันเองในรูปสหกรณ์ จาก "แขก" ที่ให้กู้ยืมเงินก้อนเล็กน้อย และจากนายทุนกู้นอกระบบที่ติดเบอร์โทรศัพท์ไว้ตามเสาไฟฟ้า สุมทุมพุ่มไม้ และประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์

หากมีทรัพย์สินติดตัวอยู่บ้างและอยู่อาศัยใน กทม.ก็สามารถใช้โรงรับจำนำของเอกชนหรือของ กทม. หรือของกรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันกรมนี้ชื่อยาวจนจำไม่ได้) แต่ถ้าอยู่ในต่างจังหวัดก็ต้องอาศัยโรงรับจำนำของเทศบาล (หากเมืองนั้นมี) หรือโรงรับจำนำของกรมประชาสัมพันธ์ (หากมี) แต่ไม่อาจพึ่งโรงจำนำต่างจังหวัดได้ เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เปิด ส่วนใหญ่ก็วิ่งเข้าร้านทอง จำนำทอง (ต่อไปนี้ร้านทองจะเป็นนายทุนนอกระบบ?) ถ้าร้านมีคุณธรรมก็ดีไป มิฉะนั้นเมื่อไถ่ออกมาทองอาจหายไปสองสามข้อ

การขาดเงินทุนจากระบบของชาวบ้านยากจนในต่างจังหวัด ทำให้ต้องพึ่งร้านขายทอง พึ่ง "แขก" พึ่งนายทุนเงินกู้ในหมู่บ้าน หรือตำบล ครั้นจะไปกู้จากพวกป้ายตามเสาไฟฟ้า หรือก็ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีบัตรซื้อเชื่อของห้าง (วิธีการก็คือให้ไปซื้อของเงินเชื่อจากห้างมา โดยใช้บัตร และให้ขายสินค้าให้นายทุนเงินกู้ในราคาถูกก็ทำให้ได้เงินไปใช้) ไม่ได้ทำงานมีเงินเดือนประจำจึงไปซื้อของเงินเชื่อจากพวกบริษัทเงินกู้เหล่าบรรดา "อี" ทั้งหลายไม่ได้

การปราบนายทุนเงินกู้นอกระบบอย่างเด็ดขาด จะทำให้ชาวบ้านในชนบทที่ยากจนที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านคน ลำบากเพราะจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงในการถูกจับของนายทุนจะสูงขึ้น และต้องจ่ายค่าส่วยในอัตราที่สูงขึ้น คนที่รับภาระสุดท้ายไปเต็มๆ ก็คือ ชาวบ้านยากจนเหล่านี้

อัตราดอกเบี้ยที่คนเหล่านี้จ่ายก็สูงอยู่แล้ว เพราะเมื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้น และเสี่ยงต่อการได้รับดอกเบี้ยก็ย่อมสูงเป็นธรรมดา เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยความเสี่ยงในการถูกจับ และค่าส่วย ก็จะยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ที่จะเลวร้ายกว่าก็คือคนเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้กู้ยืมเลยก็ได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่จะจ่ายได้ การลงทุนและการผลิตโดยภาคที่ไม่เป็นทางการ (non-formal sector) เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง หาบขนมขาย ขายก๋วยเตี๋ยว ขายส้มตำรถเร่ ขายของชำ ฯลฯ ซึ่งเป็นอาชีพพึ่งพิงสำคัญของคนไทยที่ยากจน ก็จะถูกกระทบในทางลบ

การแก้ไขไม่น่าจะเป็นการปราบนายทุนนอกระบบเพื่อให้ผู้คนทั้งหมดย้ายไปเป็นลูกค้าของ "อี" ทั้งหลาย และจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ (แน่ใจหรือว่าไม่ถูกเอาเปรียบ?) ไม่ถูกโกง แต่น่าจะมองไปที่ความหลากหลายของสังคมไทย ทั้งคนในชนบทที่อยู่ในเมืองและนอกเมือง ทั้งคนในเมืองชั้นกลางที่ทำงานประจำ หรือประกอบธุรกิจขนาดเล็ก และคนจนในเมือง และใช้มาตรการที่หลากหลาย ไม่ใช่ใช้ตาข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินอันใหญ่ที่น่ากลัวสาดไปทั่ว อย่างมิได้คำนึงถึงความแตกต่างของเงื่อนไขของคนในแต่ละชั้นของเศรษฐกิจ

ไม่อยากให้ความตั้งใจดีในการปราบปรามคนขาดคุณธรรม ก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วแผ่นดิน และคนที่รับผลกรรมขั้นสุดท้ายก็คือชาวบ้านยากจนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศ

นายทุนนอกระบบจะไม่มีวันหมดไปจากโลกตราบที่ยังมีคนต้องการกู้ยืมที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่ เสมือนกับโลกที่มีเศษอาหารร่วงหล่นอยู่เสมอจนไม่มีวันที่แมลงสาบจะสูญพันธุ์ไปได้

หน้า 6